‘เอ็มจี4’ อีวี
แฮตช์แบ๊กพลังไฟฟ้า
ค่ายเอ็มจีเป็นการร่วมทุนระหว่างเครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือซีพี กับเซี่ยงไฮ้ ออโตฯ ยักษ์ใหญ่จากประเทศจีน ตั้งโรงงานประกอบรถยนต์พวงมาลัยขวาที่ประเทศไทย เดินหน้าประกอบรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรกออกมาแล้ว นั่นคือ เอ็มจี 4 (NEW MG4 ELECTRIC) รถแฮตช์แบ๊กพลังงานไฟฟ้า 100%
รุ่นที่ออกจากสายการผลิตในประเทศไทยอย่าง รุ่นสแตนดาร์ด เรนจ์ (STANDARD RANGE) เอ็มจีได้เพิ่มฟังก์ชั่นและฟีเจอร์เข้ามาอีกหลายรายการ ส่วนรุ่น ลอง เรนจ์ (LONG RANGE) เพิ่มระยะทางการขับสนุกให้ไปได้ไกลมากขึ้น ด้วยแบตเตอรี่ขนาดความจุ 64 kWh
นอกจากนี้ เอ็มจียังเพิ่มรุ่น เอ็กซ์พาวเวอร์ อีวี ฮอต ฮัตช์ (XPOWER EV Hot Hatch) รุ่นสมรรถนะสูง มาพร้อมมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ให้พละกำลังสูงสุดถึง 435 แรงม้า พร้อมแรงบิด 600 นิวตัน ทุกรุ่นมาพร้อมแพลตฟอร์มเพื่อเป็นรถไฟฟ้าโดยเฉพาะ รวมถึงระบบความปลอดภัยจัดเต็มมาตรฐาน ยูโร เอ็นแคป (EURO NCAP) 5 ดาว
MG4 เป็นยนตรกรรมรุ่นแรกพัฒนาบนแพลตฟอร์ม NEBULA PURE ELECTRIC PLATFORM นวัตกรรมใหม่ล่าสุด ดีไซน์มาเพื่อรถยนต์ไฟฟ้าโดยเฉพาะ สามารถนำไปปรับใช้ร่วมกับรถยนต์ไฟฟ้าได้ครอบคลุมหลากหลายเซ็กเมนต์ หลายขนาด ตั้งแต่รถแฮตช์แบ๊ก ซีดานไปจนถึงรถ SUV รวมถึงรองรับแบตเตอรี่หลากหลายความจุ
ดีไซน์ภายนอกสปอร์ตรอบคัน การออกแบบตัวรถใหม่แบบ อวัง-การ์ด อินดักทีฟ ดีไซน์ (AVANT-GARDE INDUCTIVE DESIGN) ไฟหน้า แอลอีดี
แกแล็กซี่ เทคโนโลยี แมทริกซ์ เฮดไลท์ (LED GALAXY TECHNOLOGY MATRIX HEADLIGHTS) ไฟท้าย แอลอีดี ลาย ซิกนัส ซิมโบล เดคคอเรทีฟ ไลต์ (CGYNUS SYMBOL DECORATIVE LIGHT) หลังคาแบบทูโทน พร้อมสปอยเลอร์หลังแบบ ทวิน แอร์โร่ วิง (TWIN ARROW WING) ล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว พร้อม แอร์โร วีล โคเวอร์ (AERO WHEEL COVER) ในรุ่น สแตนดาร์ด เรนจ์ (STANDARD RANGE) และอัพเกรดเพิ่มเติมในรุ่น ลอง เรนจ์ (LONG RANGE) และ รุ่นเอ็กซ์พาวเวอร์ (XPOWER) ด้วยล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว มิติตัวถัง 4,287 x 1,836 x 1,516 มิลลิเมตร (ยาว x กว้าง x สูง) ระยะความยาวฐานล้อ 2,705 มิลลิเมตร
สำหรับรุ่น STANDARD RANGE และ LONG RANGE เพิ่มเติม ใบปัดน้ำฝนด้านหลัง มาพร้อม อแดพทีฟ กริล (Adaptive Grille) ปรับองศาให้สอดคล้องกับความเร็วได้ ส่วนรุ่น XPOWER ตกแต่งด้วยคาลิปเปอร์เบรกสีส้ม และโลโก้ XPOWER ด้านหลัง
คอนโซลกลาง โฟลต เซ็นทรัล คอนโทรล แพลตฟอร์ม (FLOATED CENTRAL CONTROL PLATFORM) พร้อมอุปกรณ์ชาร์จแบบไร้สาย (Wireless charger) ดีไซน์พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่น หุ้มหนังปรับ 4 ทิศทาง พวงมาลัยควบคุมเครื่องเสียงพร้อมปุ่มรับ-วางสายโทรศัพท์ กระจกมองหลังแบบตัดแสงอัตโนมัติ หน้าจอแสดงผลอัจฉริยะ ดูอัล สกรีน (Dual Screen) แบบดิจิทัลขนาด 7 นิ้ว (Digital Multi-function Display) ลำโพง 6 จุด ช่องจ่ายไฟ พาวเวอร์ เอาต์เลต (Power Outlet) 12V รองรับการเชื่อมต่อมัลติมีเดีย แอปเปิล คาร์เพลย์ และสมาร์ทโฟนระบบ แอนดรอยด์ แบบไร้สาย ในรุ่น STANDARD RANGE และ LONG RANGE พร้อมช่องเชื่อมต่อยูเอสบี ไทพ์ A และ C ระบบกรองอากาศ PM2.5 เบาะนั่งคนขับปรับไฟฟ้า 6 ทิศทาง และเบาะนั่งผู้โดยสารด้านหน้าปรับ 4 ทิศทาง เบาะนั่งด้านหลังพนักพิง ปรับ 60:40 โหมด Intelligent Smart Access เมื่อผู้ขับขี่อยู่ในตำแหน่งคนขับ เพียงเหยียบเบรกระบบการทำงานของรถจะสตาร์ตอัตโนมัติ
สำหรับในรุ่น STANDARD RANGE และ LONG RANGE มีฟังก์ชั่นและฟีเจอร์เพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นหน้าจอสีระบบสัมผัสปรับให้ใหญ่ขึ้นจาก 10.25 นิ้ว เป็นขนาด 12 นิ้ว ช่องวางแก้วด้านข้างประตู เพิ่มราวมือจับสำหรับผู้นั่งโดยสาร (Assist Grip) 3 ตำแหน่ง ส่วนรุ่น XPOWER สปอร์ตพรีเมียมด้วยวัสดุใช้หุ้มเบาะผสมผสานระหว่างหนังสังเคราะห์และหนังอัลคันทาร่า (Alcantara)
ขุมพลังจากมอเตอร์ไฟฟ้าแบบ เพอร์มาเนนท์ แมกเน็ท ซิงโครนัส มอเตอร์ (Permanent Magnet Synchronous Motor) รุ่น STANDARD RANGE และ รุ่น LONG RANGE ให้พละกำลังสูงสุด 170 แรงม้า และแรงบิด สูงสุด 250 นิวตันเมตร รุ่น XPOWER ให้พละกำลังสูงสุดที่ 435 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 600 นิวตันเมตร ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ใน 3.8 วินาที
มาพร้อมกับเทคโนโลยี รูบิกส์ คิวบ์ แบตเตอรี่ (RUBIK’s CUBE BATTERY) รุ่น STANDARD ขนาดความจุ 49 kWh (LFP) วิ่งได้ 423 กิโลเมตร ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง ตามมาตรฐาน NEDC รุ่น LONG-RANGE ขนาดความจุ 64 kWh (NMC) วิ่งได้ 540 กิโลเมตร ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง ตามมาตรฐาน NEDC รุ่น XPOWER ขนาดความจุ 64 kWh (NMC) วิ่งได้ 480 กิโลเมตร ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง ตามมาตรฐาน NEDC
แบตเตอรี่มาตรฐานความปลอดภัย IP67 ป้องกันน้ำและฝุ่น ระบายความร้อนได้ดีด้วยระบบ ลิควิด คูลลิ่ง ซิสเต็ม (LIQUID COOLING SYSTEM) ระบบขับเคลื่อนล้อหลัง (DYNAMIC REAR WHEEL DRIVE) และระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ในรุ่น XPOWER ระบบ KERS (Kinetic Energy Recovery System) 4 ระดับ ได้แก่ ระดับต่ำ กลาง สูง และแบบแปรผันตามการขับขี่ (ADAPTIVE)
ระบบโครงสร้างพวงมาลัยรูปแบบใหม่ ดูอัล พิเนียน (DUAL PINION) เป็นรูปโค้งและมีเหลี่ยมจับถนัดมือ ควบคุมด้วยไฟฟ้า รัศมีวงเลี้ยว 5.3 เมตร การกระจายน้ำหนักแบบสมมาตร 50:50 ควบคู่กับการออกแบบลักษณะ โลว์ เซ็นเตอร์ กราวิตี้ (Low Centre of Gravity) ให้จุดศูนย์ถ่วงต่ำเกาะถนนดี ดิสก์เบรก 4 ล้อ ระบบช่วงล่างด้านหน้าแบบอิสระ แมคเฟอร์สันสตรัท และด้านหลังแบบอิสระ 5-Link Suspension โหมดการขับขี่ 5 รูปแบบ ได้แก่ ECO, NORMAL, SPORT, CUSTOM และ SNOW
ระบบโครงสร้างตัวถังนิรภัย FSF (Full Space Frame) ปรับแต่งระบบช่วงล่างแบบ ยูโร จูนนิ่ง ซัสเพนชั่น (EURO TUNING SUSPENSION) ติดตั้งระบบความปลอดภัยรอบคัน ด้วยระบบความปลอดภัยมาตรฐาน แอดวานซ์ ซิงโครไนซ์ โปรเทคชั่น ซิสเทม (ADVANCED SYNCHRONIZED PROTECTION SYSTEM) 26 ระบบ ได้แก่
ระบบป้องกันการไหลของรถโดยไม่ต้องเหยียบเบรกค้าง AVH (Auto Vehicle Hold) ระบบป้องกันล้อล็อก ABS พร้อมระบบกระจายแรงเบรก EBD ระบบเสริมแรงเบรกด้วยอิเล็กทรอนิกส์ EBA (Electronic Brake Assist) ระบบควบคุมการทรงตัว SCS (Stability Control System) ระบบควบคุมการเบรกในขณะเข้าโค้ง CBC (Curve Brake Control) ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี และควบคุมการลื่นไถล TCS (Traction Control System) ระบบช่วยการออกตัวบนทางลาดชัน HAS (Hill Start Assist System) ระบบสัญญาณไฟแจ้งเตือน เมื่อมีการเบรกฉุกเฉิน ESS (Emergency Stop Signal)
ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน ACC (Adaptive Cruise Control) ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติเมื่อความเร็วต่ำ TJA (Traffic Jam Assist) ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลนพร้อมปรับองศาพวงมาลัยหากออกนอกเลน ELK (Emergency Lane Keeping System) โดยผสานรวมระบบ LDP (Lane Departure Prevention) LKA (Lane Keep Assist) และระบบช่วยเตือนเมื่อรถออกนอกเลน LDW (Lane Departure Warning) เข้าไว้ด้วยกัน ระบบช่วยเตือนเมื่อเสี่ยงต่อการชนรถยนต์คันหน้าขณะขับขี่ FCW (Forward Collision Warning) ระบบช่วยเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ AEB (Autonomous Emergency Braking)
ระบบช่วยเตือนเมื่อต้องการเปลี่ยนเลน LCA (Lane Change Assist) ระบบช่วยเตือนมุมอับสายตา BSD (Blind Spot Detection) ระบบช่วยเตือนขณะถอยหลัง RCTA (Rear Cross Traffic Alert) ระบบช่วยเตือนการชนด้านหลัง RCW (Rear Collision Warning) ระบบช่วยเบรกขณะถอย RCTB (Rear Cross Traffic Braking) ระบบเปิด-ปิดไฟสูงอัตโนมัติ IHC (Intelligent High-beam control) ระบบตรวจจับพฤติกรรมการขับขี่ DMS (Driver Monitor System) ระบบช่วยเตือนการเปิดประตู DOW (Door Open Warning) ระบบตรวจสอบความผิดปกติของลมยาง TPMS (Tire Pressure Monitor System) เฉพาะในรุ่น XPOWER เพิ่มเติมระบบ One Pedal ช่วยให้ขับขี่ได้สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ ยังเสริมอุปกรณ์ความปลอดภัย อาทิ จุดยึดเบาะนั่งเด็กแบบ ISOFIX ระบบล็อกประตูอัตโนมัติ (Speed Sensing Door Lock) เข็มขัดนิรภัยคู่หน้าแบบดึงรั้งกลับ ถุงลมนิรภัยคู่หน้า ด้านข้าง และม่านถุงลมนิรภัย กล้องมองภาพรอบทิศทางแบบ 3 มิติ (3D Around View Monitor) พร้อมสัญญาณเตือนระยะถอยหลัง ระบบกุญแจนิรภัยแบบ Immobilizer และระบบไฟส่องนำทางหลังจากดับเครื่อง (FOLLOW ME HOME)
ระบบการชาร์จ ทำได้ 2 รูปแบบ รองรับทั้งแบบ ควิก ชาร์จ (Quick Charge) และนอร์มอล ชาร์จ (Normal Charge) พร้อมสถานีอัดประจุไฟฟ้าของเอ็มจี เอ็มจี ซุปเปอร์ ชาร์จ (MG Super Charge) ติดตั้งแล้วกว่า 146 แห่งทั่วประเทศ
รุ่น STANDARD ชาร์จแบบเร็ว Quick Charge ชาร์จไฟฟ้าจาก 10-80% ใช้เวลาประมาณ 35 นาที ที่ความเร็วสูงสุด 88 kW ชาร์จแบบธรรมดา Normal Charge ผ่าน MG HOME CHARGER 0-100% ใช้เวลาประมาณ 8 ชั่วโมง 30 นาที ที่ 6.6 kW
รุ่น XPOWER และ LONG RANGE ชาร์จแบบเร็ว Quick Charge ชาร์จไฟฟ้าจาก 10-80% ใช้เวลาประมาณ 26 นาทีที่ความเร็วสูงสุด 140 kW ชาร์จแบบธรรมดา Normal Charge ผ่าน MG HOME CHARGER 0-100% ใช้เวลาประมาณ 9 ชั่วโมง 45 นาที* ที่ 6.6 kW และรองรับไฟสูงสุดที่ 11 kW รองรับระบบ V2L เปลี่ยนรถยนต์พลังงานไฟฟ้าให้สามารถเป็นแหล่งจ่ายไฟให้กับอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า ระยะเวลาการชาร์จ ขึ้นอยู่กับระดับแบตเตอรี่คงเหลือและกำลังของเครื่องอัดประจุไฟฟ้า
พร้อมด้วย ระบบปฏิบัติการอัจฉริยะ i-SMART ประกอบด้วย ระบบตรวจเช็กอัจฉริยะ (Smart Check) ระบบตรวจสอบแบตเตอรี่ Battery Doctor บันทึกและวิเคราะห์ พฤติกรรมการใช้งาน พร้อมให้คำแนะนำในการดูแลรักษาแบตเตอรี่เพื่อยืดอายุการใช้งานให้ยาวนานยิ่งขึ้น ระบบสั่งการ และระบบค้นหารถ Find My Car ระบบเตือนความผิดปกติของรถยนต์ ระบบช่วยค้นหาศูนย์บริการ นัดหมาย และบันทึกการดูแลรักษารถยนต์ตามระยะ ระบบตรวจสอบสถานะแบตเตอรี่ การชาร์จ และสถานีชาร์จ
ระบบสั่งการอัจฉริยะ (Smart Command) กุญแจดิจิทัล ระบบสั่งการผ่านเสียงภาษาไทย ระบบควบคุมการทำงานของระบบปรับอากาศผ่านทางสมาร์ทโฟน ระบบโทรออก-รับสายกรณีฉุกเฉิน ระบบสั่งการชาร์จ สถานี MG SUPER CHARGE ผ่านทางสมาร์ทโฟน ระบบเชื่อมต่ออัจฉริยะ (Smart Connect) ระบบนำทาง Navigation พร้อมรายงานการจราจรแบบ Real Time ระบบช่วยค้นหาร้านอาหาร และที่พักบนแผนที่นำทาง อัพเกรดระบบผ่านออนไลน์ ระบบเล่นเพลงออนไลน์แบบสตรีมมิ่ง อัพเดตข้อมูลพยากรณ์อากาศ ระบบเรียกดูข้อมูลข่าวสาร เหตุการณ์ปัจจุบัน
ราคา NEW MG4 ELECTRIC รุ่น STANDARD RANGE รุ่น D 709,900 บาท STANDARD RANGE รุ่น X 809,900 บาท LONG RANGE รุ่น V 889,900 บาท และ รุ่น XPOWER AWD 1,119,900 บาท
ภาพรวม เอ็มจี 4 อีวี เป็นรถรูปร่างหน้าตาล้ำสมัย อุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่างๆ เพียบ สมรรถนะการขับขี่คล่องตัว ขับสนุก เหมาะกับการใช้งานในเมือง เป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับใครที่อยากขับอีวี แต่ถ้าใครคิดว่าตัวเองโชคดี ลองร่วมทายผลบอลยูโรร่วมกับข่าวสด-มติชน เพราะมีเอ็มจี 4 อีวี เป็นรางวัลใหญ่ จะได้ไม่ต้องควักกระเป๋าจ่ายซักบาท

