คิดเห็นแชร์ : บูมลงทุนโรงงานในนิคมฝ่ากระแสเศรษฐกิจโลก
สวัสดีครับท่านผู้อ่านคอลัมน์ คิด เห็น แชร์ และผู้อ่านหนังสือพิมพ์มติชนทุกท่าน ผ่านครึ่งปีแรกกันมาแล้วกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่ค่อนข้างดุเดือดทั้งในและต่างประเทศ โดยผลกระทบจากในประเทศมีทั้งการเบิกจ่ายงบประมาณที่ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ความเสี่ยงด้านภัยธรรมชาติที่มีผลต่อสินค้าเกษตร ซึ่งส่งผลต่อเนื่องถึงการลงทุนและการบริโภคที่หดตัวมากกว่าที่สถาบันทางเศรษฐกิจและการเงินเคยคาดการณ์ไว้
ขณะที่การค้าโลกเองก็มีแนวโน้มเติบโตได้น้อยกว่าที่หลายสถาบันคาดไว้ โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF ได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกปีนี้จากเดิมที่คาดว่าจะโตได้ 3.2% เหลือ 3.1% และประเมินว่าความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ทั้งรัสเซีย-ยูเครน และอิสราเอล-อิหร่านที่ยกระดับขึ้นจะกระทบต่อปริมาณการค้าโลก โดยปัจจัยดังกล่าวถือเป็นปัจจัยลบต่อแนวโน้มการส่งออกสินค้าของไทยในระยะข้างหน้า ทำให้คาดว่าการส่งออกจะเติบโตได้น้อยกว่าที่คาดไว้เดิม
ขณะเดียวกันยังต้องจับตาความผันผวนของตลาดการเงินโลกจากการดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดของประเทศคู่ค้าหลักและปัญหาสถาบันการเงินในต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป และการฟื้นตัวของภาวะเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าสำคัญของไทย โดยเฉพาะประเทศจีนจากปัญหาในภาคอสังหาริมทรัพย์
อย่างไรก็ตาม แม้ปัจจัยจากเศรษฐกิจภายในและภายนอกประเทศจะไม่ฟื้นตัวมากนัก แต่ภาพรวมการลงทุนในประเทศก็อยู่ในสภาวะที่ไปได้อย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อเร็วๆ นี้ กนอ.ได้ร่วมกับผู้พัฒนานิคมฯ ลงนามในสัญญาร่วมดำเนินงานจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมแห่งที่ 69 และ 70 ในช่วงเดือนมิถุนายน และต้นกรกฎาคมที่ผ่านมา
สำหรับนิคมอุตสาหกรรมแห่งที่ 69 นั้น กนอ.ร่วมกับ บริษัท แอลพีพี อินดัสเตรียล เอสเตท จำกัด เพื่อจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมแอลพีพี นครสวรรค์ โดยจะใช้ระยะเวลาการพัฒนาโครงการประมาณ 3 ปี หลังจากได้รับการประกาศเขตนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งคาดว่าจะสามารถเปิดดำเนินการได้ภายในปี 2569
ทั้งนี้ โครงการนิคมแอลพีพี นครสวรรค์ เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจชีวภาพหรือ Bioeconomy โดยผู้พัฒนาโครงการจะนำความรู้ นวัตกรรม และความได้เปรียบของประเทศไทย ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ ผลผลิตทางเกษตร มาสร้างมูลค่าเพิ่มให้เป็นสินค้าที่ใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ เช่น การเกษตร อาหารเสริมสุขภาพ เครื่องสำอาง การแพทย์ และพลังงาน เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างการพัฒนาทาง เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม
และนิคมอุตสาหกรรมแห่งที่ 70 นั้น กนอ.ได้ลงนามร่วมดำเนินงานกับ บริษัท เฮอร์มีส โคออพ เปอเรชั่น จำกัด โดยมีเป้าหมายเพื่อขับเคลื่อนนโยบาย Thailand 4.0 ซึ่งจะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมบนฐานของเทคโนโลยีสมัยใหม่และนวัตกรรม โดยเน้นพัฒนาในกลุ่มคลัสเตอร์อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าสมัยใหม่
ในปัจจุบัน ประเทศไทยมียอดการขายรถยนต์ไฟฟ้าสูงสุดในกลุ่มประเทศอาเซียน (มกราคม 2565-เมษายน 2566) และเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าจากปีก่อน ในจำนวนนี้ ยังมีสัดส่วนรถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตจากประเทศจีนอยู่เป็นจำนวนมาก
ในวันนี้ ถือเป็นโอกาสดีที่นิคมอุตสาหกรรมเฮอมีสแห่งนี้จะเป็นฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ
จากภาพการลงทุนข้างต้น จะเห็นได้ว่าท่ามกลางกระแสความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก แต่การลงทุนขนาดใหญ่ของไทยยังคงดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง
โครงการต่างๆ ในลักษณะนี้จะมีส่วนช่วยนำพาการลงทุนของประเทศ และจะเป็นแรงผลักให้เศรษฐกิจไทยฟื้นก้าวต่อไปอย่างมั่นคงในอนาคตครับ

