พิษเศรษฐกิจ ครัวเรือนขาดสภาพคล่อง ดันธุรกิจ ‘จำนำทะเบียนรถ’ โตกระฉูด
ปัจจุบัน “เศรษฐกิจไทย” กำลังเผชิญโจทย์ใหญ่ “หนี้ครัวเรือนสูง-กำลังซื้อดิ่ง” เรื้อรัง ยังไม่มีแนวโน้มจะฟื้นตัวได้ในเร็ววัน โดยเฉพาะภาคอสังริมทรัพย์และรถยนต์ ที่กำลังเจอปัญหาหนัก
โฟกัส “ตลาดรถยนต์” มีบทวิเคราะห์ที่น่าสนใจโดยฝ่ายวิจัยธุรกิจธนาคารแลนด์แอนด์เฮาส์ ถึงภาพพรวมธุรกิจธุรกิจเช่าซื้อยานยนต์ ในช่วงครึ่งแรกของปี 2567 โดยระบุว่ามีทิศทางปรับตัวชะลอลง สะท้อนจากยอดคงค้างเงินให้สินเชื่อเช่าซื้อยานยนต์ที่ชะลอตัวลงจากทั้งในกลุ่มธนาคารพาณิชย์และ Non-Bank เป็นผลมาจากยอดจำหน่ายยานยนต์ภายในประเทศที่ปรับตัวลงอย่างต่อเนื่อง
โดยในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2567 มียอดจำหน่าย รถยนต์ทั้งสิ้น 260,2365 คัน ลดลง 23.8% และมียอดจำหน่าย
รถจักรยานยนต์ทั้งสิ้น 739,988 คัน ลดลง 9.2% ทั้งนี้ยอดจำหน่ายรถยนต์ที่ปรับลดลงส่วนหนึ่งเป็นผลมาจาก “กำลังซื้อภายในประเทศ” ที่ถูกกดดันจากปัญหาหนี้ครัวเรือนสูง อัตราดอกเบี้ยที่ปรับเพิ่มขึ้น
รวมถึงความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน เนื่องจากความกังวลที่มีต่อคุณภาพสินเชื่อ ประกอบกับประเด็น “การคืนรถจบหนี้” ที่ส่งผลให้สถาบันการเงินให้ความสำคัญกับสัดส่วนเงินดาวน์และวัตถุประสงค์ในการกู้ซื้อรถมากยิ่งขึ้น
ด้าน “ธุรกิจจำนำทะเบียนรถ” ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2567 ยังคงมีการเติบโตอยู่ในเกณฑ์ดี โดยในภาพรวมมียอดคงค้างทั้งสิ้น 395,221 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 27.7% แบ่งเป็นยอดสินเชื่อคงค้างในระบบธนาคารพาณิชย์ 90,465 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.3% ส่วนที่เหลือเป็นยอดสินเชื่อคงค้างในกลุ่ม Non-Bank จำนวน 304,756 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 34.4%
ซึ่งการเติบโตดีต่อเนื่องของธุรกิจจำนำทะเบียนรถ มีปัจจัยสำคัญจากภาคเอกชนที่ยังคง “ขาดสภาพคล่อง” โดยเฉพาะกลุ่มครัวเรือนรายได้น้อยและผู้ประกอบการ SME ที่เป็นนกลุ่มที่มีความอ่อนไหวต่อภาวะเศรษฐกิจและได้รับผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจสะสมต่อเนื่องมาตั้งแต่ช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 จนกระทั่งปัจจุบันประกอบกับแรงกดดันจากปัญหาหนี้ครัวเรือน และต้นทุนในการประกอบธุรกิจที่เพิ่มขึ้นตามอัตราดอกเบี้ยและระดับราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูง
นอกจากนี้ ยังเป็นผลมาจากการที่กลุ่มธนาคารพาณิชย์หันมาให้ความสำคัญกับธุรกิจจำนำทะเบียนรถมากขึ้น เพราะมองเห็นโอกาสจากตลาดที่เติบโตดีต่อเนื่องและมีผลตอบแทนสูง ในช่วงที่ตลาดเช่าซื้อยานยนต์ยังคงอยู่ในภาวะชะลอตัว ขณะที่ผู้ประกอบการรายใหญ่ของกลุ่ม Non-Bank ยังคงเร่งขยายตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยสะท้อนจากฐานสินเชื่อของผู้ประกอบการทุกรายที่ยังคงมีอัตราการขยายตัวสูง
ด้านคุณภาพสินเชื่อในช่วงไตรมาสแรกของปี 2567 พบว่าในภาพรวม สัดส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพของสินเชื่อทั้งในระบบธนาคารพาณิชย์และกลุ่ม Non-Bank ต่างมีทิศทางปรับตัวด้อยลงเมื่อเทียบกับสิ้นปี 2566 ขณะที่ยังคงมีสัดส่วนสินเชื่อที่มีการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของความเสี่ยง
ด้านเครดิตสะสมอยู่ในเกณฑ์สูง โดยการปรับด้อยลงของคุณภาพสินเชื่อส่วนหนึ่งเป็นผลจากการฟื้นตัวล่าช้าของเศรษฐกิจภายในประเทศ ประกอบกับการดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่ได้รับผลกระทบจากความล่าช้าในการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีและความไม่แน่นอนทางการเมือง
เมื่อรวมกับปัจจัยเปราะบางทางเศรษฐกิจที่มีอยู่เดิมทั้งปัญหาหนี้ครัวเรือน และค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น จึง
ส่งผลให้ความสามารถในการชำระหนี้ของภาคเอกชนปรับลดลงทั้งในส่วนของครัวเรือนและผู้ประกอบธุรกิจ
สำหรับแนวโน้มปี 2567-2568 “ธุรกิจเช่าซื้อยานยนต์” มีแนวโน้มปรับตัวลดลงตามทิศทางการชะลอตัวของตลาดยานยนต์ภายในประเทศ โดยประมาณการณ์ว่ายอดจำหน่ายรถยนต์ในปี 2567 มีแนวโน้มที่จะหดตัวลงเมื่อเทียบกับปีก่อน
จากปัจจัยการชะลอตัวของเศรษฐกิจภายในประเทศ ความไม่แน่นอนทางการเมือง ปัญหาหนี้ครัวเรือน รวมถึงค่าครองชีพที่ถูกกดดันจากราคาพลังงานและอัตราดอกเบี้ยที่ปรับสูงขึ้น ประกอบกับความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินที่ยังคงมีความกังวลต่อคุณภาพสินเชื่อเช่าซื้อยานยนต์ที่อาจปรับตัวด้อยลงได้
ด้าน “ธุรกิจจำนำทะเบียนรถ” มีแนวโน้มขยายตัวดีต่อเนื่อง มีปัจจัยสนับสนุนจาก “การขาดสภาพคล่อง” ของภาคเอกชน โดยเฉพาะกลุ่มครัวเรือนรายได้น้อยและผู้ประกอบการ SME ที่คาดว่าจะยังคงได้รับผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศ
ขณะที่มาตรการกระตุ้นกำลังซื้อภาคครัวเรือนของรัฐบาลมีแนวโน้มจะล่าช้าจากสถานการณ์ความไม่แน่นอนทางการเมือง ประกอบกับค่าครองชีพและต้นทุนในการดำเนินธุรกิจมีแนวโน้มยังอยู่ในระดับสูงตามระดับราคาพลังงานและอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม “ธุรกิจจำนำทะเบียนรถ” ยังคงมีความเสี่ยงจากภาวะการแข่งขันที่รุนแรง จากผู้เล่นจำนวนมากที่มีในตลาด โดยเฉพาะผู้เล่นรายใหญ่ที่เร่งขยายสาขาบริการต่อเนื่อง รวมถึงความเสี่ยงด้านคุณภาพสินเชื่อที่มีสะสมในเกณฑ์สูง
อีกทั้งทิศทางการปรับลดลงของราคา “รถยนต์มือสอง” จากรถยึดที่เข้าสู่ตลาดมากขึ้น และแรงกดดันจากราคาขายรถยนต์ใหม่ที่ถูกปรับลงต่อเนื่องโดยเฉพาะ “กลุ่มรถไฟฟ้า” (EV) อาจเพิ่มความเสี่ยงให้ผู้ประกอบการขาดทุนจากการขายรถยึดในระยะต่อไปได้

