หน้าแรก เศรษฐกิจ สุรพงษ์ เผย บ...

สุรพงษ์ เผย บวท. พร้อมหนุนไทยเป็นฮับการบิน รองรับ นทท.แดนมังกร หลังฟรีวีซ่าทำเที่ยวบินจีนโตต่อเนื่อง

6.07.24 | 14:54 น.

สุรพงษ์ เผย บวท. พร้อมหนุนไทยเป็นฮับการบิน รองรับ นทท.แดนมังกร หลังฟรีวีซ่าทำเที่ยวบินจีนโตต่อเนื่อง


เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม ที่ เมืองเฉิงตู สาธารณรัฐประชาชนจีน นายสุรพงษ์  ปิยะโชติ  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม แถลงภายหลังเป็นประธานการประชุม Chengdu Executive Meeting ร่วมกับ บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด สนับสนุนนโยบายรัฐบาลที่มุ่งเน้นในเรื่องการกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ไทย-จีน ว่า ตามที่นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ได้ประกาศนโยบายขับเคลื่อนพัฒนาประเทศไทย และยกระดับศักยภาพด้านการบินของประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการบิน (Aviation Hub) เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว โดยทางรัฐบาลไทยและจีนได้เห็นชอบข้อตกลงทวิภาคีในการยกเลิกข้อกำหนดด้านวีซ่าให้แก่นักท่องเที่ยวของทั้ง 2 ประเทศ ส่งผลให้ปริมาณเที่ยวบินเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ เที่ยวบินไทย-จีน มีสัดส่วนที่สูงสุด คือ 20% ของปริมาณเที่ยวบินระหว่างประเทศทั้งหมด โดยนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2566-พฤษภาคม 2567 เป็นระยะเวลา 8 เดือน มีปริมาณเที่ยวบิน ไทย-จีน รวม 55,433 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 213% และคาดการณ์ว่าตลอดทั้งปี 2567 จะมีปริมาณเที่ยวบินไทย-จีน รวม 86,150 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้นทั้งปี 126%

Advertisement

นายสุรพงษ์กล่าวว่า ปัจจุบันสนามบินในประเทศไทยที่มีเที่ยวบินจากจีนมาทำการบิน ประกอบด้วย

1. สนามบินดอนเมือง
2. สนามบินสุวรรณภูมิ
3. สนามบินภูเก็ต
4. สนามบินเชียงใหม่
5. สนามบินสมุย
6. สนามบินกระบี่

โดยมีทั้งเที่ยวบินขนส่งสินค้าและเที่ยวบินรับ-ส่งผู้โดยสาร ยกเว้นที่สนามดอนเมือง และสมุย ที่จะเพียงมีตารางการบินล่วงหน้าสำหรับเที่ยวบินรับ-ส่งผู้โดยสารเท่านั้น ซึ่งขณะนี้หลายสายการบินได้กลับมาให้บริการในเส้นทางบิน ไทย-จีน อีกทั้งมีการขอเพิ่มเที่ยวบินไปยังจุดหมายปลายทางที่เป็นเมืองเศรษฐกิจสำคัญ อาทิ ‘เมืองเฉิงตู’ ซึ่งประเทศไทยเตรียมขยายตลาดทางการบินรองรับนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้

ทั้งนี้ สนามบินในประเทศไทยที่มีเที่ยวบินไป-กลับ เฉิงตู ได้แก่ สุวรรณภูมิ, ดอนเมือง, ภูเก็ต, เชียงใหม่ และสมุย ซึ่งในช่วง 8 เดือน ที่ผ่านมามีเที่ยวบินไป-กลับ เฉิงตู รวม 5,896 เที่ยวบิน และคาดการณ์ตลอดทั้งปี 2567 จะมีเที่ยวบิน ไป-กลับ เฉิงตู รวม 8,850 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้น 265%

“ผมได้มอบหมายให้วิทยุการบินฯ เร่งขยายขีดความสามารถในการรองรับปริมาณเที่ยวบิน ซึ่งวิทยุการบินฯ ได้จัดสร้างเส้นทางบินใหม่ให้เป็นแบบเส้นทางบินคู่ขนาน หรือ Parallel Route รวมถึงพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการเดินอากาศ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการการจราจรทางอากาศ ทั้งยังมีการปรับปรุงระบบเทคโนโลยี ปรับปรุงโครงสร้างห้วงอากาศ และแนวทางบริหารจัดการ ให้สามารถรองรับปริมาณเที่ยวบินและนักท่องเที่ยวให้ได้รับบริการที่สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย” นายสุรพงษ์กล่าว

นายสุรพงษ์กล่าวต่ออีกว่า นอกจากนี้ ตนได้เน้นย้ำให้วิทยุการบินฯ เตรียมความพร้อมระบบการบริหารจัดการจราจรทางอากาศ และจัดเตรียมสถานที่สำหรับติดตั้งระบบใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและขีดความสามารถในการรองรับปริมาณเที่ยวบินที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคตซึ่งคาดการณ์ว่าจะมีเที่ยวบินประมาณ 2 ล้านเที่ยวบิน ในปี 2581 โดยให้เตรียมความพร้อมด้านบุคลากรปรับปรุงเส้นทางบินและออกแบบห้วงอากาศให้เหมาะสม

รวมทั้งนำแนวทางปฏิบัติการบริหารจัดการความคล่องตัวการจราจรทางอากาศหรือ ATFM มาใช้บริหารจัดการเที่ยวบินและเตรียมวางระบบบริหารจราจรทางอากาศสำรอง (Off-site Backup) ตามแผนรองรับภาวะฉุกเฉินด้านบริการจราจรทางอากาศเพื่อให้บริการได้อย่างต่อเนื่องด้วยความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นการขับเคลื่อนให้ประเทศไทยมีระบบการบริหารจัดการจราจรทางอากาศที่มีศักยภาพเป็นไปตามมาตรฐาน และการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีการบินของโลก ส่งเสริมการท่องเที่ยวที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

“วิทยุการบินฯ ได้เตรียมพร้อมยกระดับการให้บริการทุกด้าน โดยใช้ศักยภาพและความเชี่ยวชาญ ด้านการบินที่มีอยู่เพื่อเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการสร้างประโยชน์และสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจให้ประเทศชาติ ตามนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงคมนาคมที่มุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางการบินในภูมิภาค (Aviation Hub)” นายสุรพงษ์กล่าว

นายพิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ ประธานคณะกรรมการ บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า วิทยุการบินฯ ได้เตรียมความพร้อมและกำหนดมาตรการให้บริการจราจรทางอากาศ ในการบริหารความคล่องตัวการจราจรทางอากาศ (Air Traffic Flow Management) เพื่อให้สามารถรองรับปริมาณการจราจรทางอากาศที่เพิ่มขึ้น และอำนวยความสะดวกให้กับทุกเที่ยวบินที่เข้ามาในน่านฟ้าไทย ที่คาดการณ์ว่าจะเพิ่มสูงขึ้นให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และเกิดความปลอดภัยสูงสุด

นายพิเชฐกล่าวต่ออีกด้วยว่า วิทยุการบินฯ ได้เตรียมแนวทางวิธีปฏิบัติการให้บริการจราจรทางอากาศ เพื่อรองรับการเพิ่มขีดความสามารถของสนามบิน ตามโครงการพัฒนาและขยายท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ระยะที่ 2 ได้แก่ การเปิดใช้งานอาคารเทียบเครื่องบินรองระยะไกล หลังที่ 1 หรือ SAT-1 และการใช้งานทางวิ่งเส้นที่ 3 ที่จะเปิดให้บริการฯ ในช่วงเดือนกันยายน 2567 รวมทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานทางวิ่ง หรือ High Intensity Runway Operation (HIROs) ซึ่งเป็นการจัดระยะห่างของอากาศยานขาเข้าและขาออก ให้ได้เทียบเท่าสนามบินชั้นนำของโลก ซึ่งจะทำให้สามารถรองรับปริมาณเที่ยวบินได้สูงสุดเท่าที่ขีดความสามารถของสนามบินจะรองรับได้ อีกทั้งยังได้นำเทคโนโลยีมาบริหารจัดการเที่ยวบินขาเข้า คือ ระบบ Arrival Manager (AMAN) และการจัดการเที่ยวบินขาออกด้วยระบบ Intelligent Departure (iDep) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการบริหารความคล่องตัวการจราจรทางอากาศ และทำให้เที่ยวบินสามารถทำการบินได้ตรงเวลาตามตารางการบิน เพื่อให้สามารถรองรับปริมาณเที่ยวบินได้มากที่สุด

ดร.ณพศิษฏ์ จักรพิทักษ์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บวท. กล่าวถึงกรณีการส่งเสริมความเป็นศูนย์กลางการบิน ว่า วิทยุการบินฯ ได้ดำเนินโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก ระยะเริ่มต้น (Phase 0) เพื่อสนับสนุนการบิน มุ่งเน้นการขนส่งสินค้าทางอากาศจากเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) โดยเฉพาะเที่ยวบินจากจีน และการพัฒนาส่งเสริมให้ท่าอากาศยานอู่ตะเภาเป็นศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานในอนาคต และจะทำให้เกิดศูนย์กลางการพัฒนาธุรกิจ โดยเฉพาะการเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมท่องเที่ยว และ Logistics & Aviation ซึ่งได้นำแนวคิด Aerotropolis นี้มาจากต้นแบบ คือ สนามบินนานาชาติเฉิงตู เทียนฟู่ มาใช้ให้เกิดประโยชน์ ซึ่งการที่วิทยุการบินฯ ต้องให้บริการในระดับสากล จึงจำเป็นต้องมาศึกษาเรียนรู้ข้อมูล การพัฒนาเทคโนโลยี การบริหารจัดการสนามบินต่างๆ เพื่อพัฒนาบริการของวิทยุการบินฯ ในทุกด้านต่อไป