หน้าแรก เศรษฐกิจ ธปท.เผย &#821...

ธปท.เผย ‘อีสาน’ รายได้น้อยกว่ารายจ่าย 5,396 บาท สูงสุดในปท. เปิด 3 แนวทางแก้หนี้

9.07.24 | 14:08 น.

ผู้ว่าธปท. เผยครัวเรือนอีสาน รายได้น้อยกว่ารายจ่าย 5,396 บาท สูงสุดในประเทศ พึ่งพาเงินช่วยเหลือมากที่สุด 5,024 บาท เปิด 3 แนวทางแก้หนี้อย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม ที่ จ.ขอนแก่น นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวเปิดงานสัมมนาประจำปี 2567 แก้หนี้เกษตรอีสานอย่างไร ให้ยั่งยืน จัดโดยธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในหัวข้อ “การเงินกับความกินดีอยู่ดีของคนอีสาน” ว่า การจะทำให้คนเราอยู่ดีกินดีได้อย่างยั่งยืนนั้น ส่วนแรกคือ รายได้ต้องเพียงพอกับรายจ่ายโดยรวมในระยะยาว

นายเศรษฐพุฒิกล่าวว่า แต่ในปัจจุบันถ้าดูในภาพรวมของประเทศ รายได้ของประเทศนั้นมีการเติบโตที่ช้าลงจริงๆ โดยศักยภาพเศรษฐกิจไทยจากเดิมที่เติบโตได้ 4-5% ต่อปี แต่ขณะนี้ศักยภาพการเติบโตอยู่ที่เพียง 3% ต่อปี ซึ่งไม่เพียงพอกับประเทศที่รายได้ต่ำ และอีกปัญหาที่เจอคือ การเติบโตมีการกระจุกตัว และไม่ทั่วถึง โดยกลุ่มรายได้สูงอยู่แล้วจะได้อานิสงส์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจมากกว่า อาทิ 40% ของการบริโภคที่โตในปี 2566 มาจากการบริโภคเพียง 10% ของกลุ่มรายได้สูง หรือบางภาคส่วน เช่น ครัวเรือน หรือบางภาคธุรกิจ เป็นต้น อาจจะไม่รู้สึกว่าเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวแล้ว

นายเศรษฐพุฒิกล่าวว่า ขณะเดียวกัน ในพื้นที่ภาคอีสาน ก็เผชิญกับปัญหารายได้เติบโตช้า ไม่เพียงพอต่อรายจ่ายเช่นเดียวกับในภาพรวม โดยภาคครัวเรือนอีสาน มีรายได้น้อยกว่ารายจ่ายมากถึง 5,396 บาท ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีช่องว่าง (gap) สูงที่สุด เมื่อเทียบกับภาคอื่นในประเทศ และยังมีการพึ่งพาเงินช่วยเหลือมากที่สุดที่ 5,024 บาทต่อครัวเรือน รวมทั้งแรงกว่า 50% อยู่ในภาคการเกษตร ทำให้โอกาสที่รายได้จะเติบโตไม่มากนัก เนื่องจากพึ่งพารายได้เพียง 1 รอบต่อปี

นายเศรษฐพุฒิกล่าวต่อว่า ในส่วนที่สองของการกินดีอยู่ดี คือ หนี้สินต้องน้อยกว่าทรัพย์สิน อย่างที่ทราบกันดีว่าสถานการณ์หนี้ครัวเรือนไทยอยู่ในระดับสูงคือ มีสัดส่วน 90.8% ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศ (จีดีพี) และที่น่าเป็นห่วง และทำให้การแก้ปัญหายากขึ้น คือ สัดส่วนหนี้ที่เป็นหนี้ไม้สร้างรายได้ ไม่มีหลักทรัพย์ อาทิ หนี้บัตรเครดิต หนี้สินเชื่อเชื่อส่วนบุคคล นั้นเยอะมาก เมื่อเทียบกับประเทศอื่นที่มีหนี้ครัวเรือนสูง เขาก็เป็นหนี้บ้าน ที่เป็นหนี้มีสินทรัพย์ และราคาบ้านก็มีการปรับขึ้นตลอดเวลา หนี้ครัวเรือนของไทยจึงแก้ยาก ต้องใช้เวลาในการแก้นาน

Advertisement

“ปัญหาของเรื่องหนี้ครัวเรือน ไม่ใช่แค่อยู่มานาน แต่มันหนักขึ้น อย่างที่ภาคอีสานนั้น ช่องว่างรายได้กับรายจ่ายมีการถ่างมากขึ้น โดยปี 2556 รายได้น้อยกว่ารายจ่ายที่ 2,338 บาท ส่วนปี 2566 รายได้น้อยกว่ารายจ่ายมากขึ้นที่ 5,396 บาท ซึ่งสะท้อนไปถึงประเด็นที่สามคือ เมื่อรายได้น้อยกว่ารายจ่ายมากๆ ซึ่งที่หนีไม่พ้นคือ การก่อหนี้ ถึงแม้จะแก้หนี้เก่าได้ แต่ถ้าไม่แก้เรื่องของความเพียงพอของรายได้ ปัญหาเรื่องหนี้สินก็ไม่จบ เพราะก็จะมีหนี้ก้อนใหม่เข้ามาเรื่อยๆ ดังนั้นต้องแก้ให้ครบวงจร” นายเศรษฐพุฒิ กล่าว

นายเศรษฐพุฒิ กล่าวอีกว่า สำหรับแนวทางการเงิน สู่ความกินดีอยู่ดีอย่างยั่งยืน ได้แก่ 1. ดูแลรายจ่ายและเสถียรภาพราคา ทั้งนี้ จะเห็นว่าขณะนี้ รายจ่ายนั้นวิ่งเร็วขึ้น มาจากค่าครองชีพ และเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้น เพราะฉะนั้นในการดูแลรายจ่ายไม่ให้สูงเกินไป หน้าที่ของธปท. ก็คือดูแลเรื่องเสถียรภาพของราคา เงินเฟ้อ และค่าครองชีพให้ไม่สูงเกินไป

“ที่ธปท.ให้ความสำคัญกับเงินเฟ้อ เนื่องจาก ว่าเงินเฟ้อนั้นเป็นเรื่องที่กระทบทุกคน ถ้าเป็นผู้ประกอบการก็กระทบเรื่องต้นทุน ส่วนถ้าเป็นครัวเรือนก็กระทบค่าครองชีพ และที่สำคัญครัวเรือนที่ถูกกระทบเยอะ คือครัวเรือนที่เป็นรากหญ้า เนื่องจาก เป็นกลุ่มที่ไม่มีสินทรัพย์ และเงินเฟ้อถ้าปล่อยให้ขึ้นแล้ว ก็จะไปส่งผลต่อราคาสินค้า ค่าแรงต่างๆสูงขึ้น ถ้าไม่ควบคุม แล้วจะมาปรับลด หรือแก้ที่หลังนั้นทำได้ลำบาก เห็นได้จากต่างประเทศว่าเงินเฟ้อที่ขึ้นไปแล้วกว่าจะลงได้ต้องใช้เวลา และอีกเรื่องคือ เมื่อราคาสินค้าขึ้นไปแล้ว ก็จะขึ้นไปค้างอยู่แบบนั้นไม่ลดลง แม้เงินเฟ้อจะชะลอลง แต่ราคาสินค้าไม่ได้ลกลงตาม” นายเศรษฐพุฒิ กล่าว

นายเศรษฐพุฒิ กล่าวว่า 2. ดูแลให้รายได้โตอย่างยั่งยืน ซึ่งธปท.ให้ความสำคัญกับการปรับโครงสร้างพื้นฐานทางการเงิน โดยเฉพาะเรื่องการปรับเพิ่มประสิทธิภาพของแรงงาน ที่จะช่วยสร้างรายได้ให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน ขณะเดียวกัน ธปท.ก็พยายามดูเรื่องของการเข้าถึงสินเชื่อ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) เพื่อเพิ่มโอกาสทางการเงิน

นายเศรษฐพุฒิ กล่าวว่า และ 3.แก้ปัญหาหนี้สิน ซึ่งหนี้เป็นเรื่องที่อยู่กับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยมากนาน โดยควรปรับลดลงไปอยู่ไม่เกิน 80% ของจีดีพี แต่จะทำให้ลดเร็วแรงไปก็ไม่ดี เพราะจะทำให้ทุกอย่างสะดุด ดังนั้น ก็ต้องทำให้สินเชื่อเติบโตอย่างเหมาะสม ด้วยมาตรการการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม พร้อมทั้งมาตรการปรับโครงสร้างหนี้อย่างยั่งยืน โดยในส่วนของภาคอีสานคือ เรื่องการแก้ไขหนี้เกษตรกร