นายแบงก์ ห่วงหนี้ครัวเรือน – กลุ่มรายได้น้อยกดศก.ปีนี้ สหรัฐขัดแย้งจีน อิเล็กทรอนิกส์ อาหารแปรรูปไทยได้ประโยชน์
เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม นายอมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย เปิดเผยถึง สถานการณ์เศรษฐกิจไทยว่า ภาพรวมครึ่งปีแรก 2567 การเติบโตของเศรษฐกิจค่อนข้างต่ำ มีอัตราเติบโตเพียง 1.5% เทียบกับปีก่อน ผลมาจากการลงทุน ภาคเอกชนที่ชะลอตัวและการเบิกจ่ายงบประมาณของรัฐบาลที่ล่าช้า โดยปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีแรกคือ การใช้จ่ายในภาคการท่องเที่ยว
สำหรับสถานการณ์เศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาส 3 มี 4 ปัจจัยเสี่ยงหลัก หรือ เรียกย่อๆว่า GERM มี ดังนี้
1.ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ป่วนโลก (Geo politics) กระทบความเชื่อมั่นนักลงทุน และต้นทุนการขนส่งสินค้าทางเรือที่จะสูงขึ้น เสี่ยงทำราคาน้ำมันดิบทะลุ 100 ดออลาร์ต่อบาร์เรล และกระทบห่วงโซ่อุปทานหมู่หยุดชะงัก
2.การเลือกตั้งเปลี่ยนขั้วการเมือง (Elections) ที่น่าจับตาคือ การเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐ วันที่ 5 พฤศจิกายน 2567 นี้ จะมีความสำคัญต่อทิศทางการค้า การลงทุน และกระแสโลกาภิวัตน์ดีกลับ ที่จะกระทบกับเศรษฐกิจไทยได้
3.อัตราดอกเบี้ยทรงตัวในระดับสูงและลากยาว (interest rate) อัตราดอกเบี้ยที่สูงลากยาวหากเงินเฟ้อสหรัฐไม่ลดลง ชัดเจนกระทบทุนไหลออกทำเงินบาทอ่อนค่า
4.ภาคการผลิตหดตัวต่อเนื่อง (Manufacturing) ซึ่งกระทบกับประเทศไทยโดยตรง การผลิตทรุดขาดความเชื่อมั่นทั้งการเมืองและเศรษฐกิจ สินค้าจีนราคาถูกทะลัก เอสเอ็มอี ทำให้ประเทศไทยรับมือไม่ไหว และ โรงงานทยอยปิดตัวลง หวังว่ารัฐบาลไทยจะมีความชัดเจนในการแก้ปัญหาสินค้าจีนที่ทะลักเข้ามาและเร่งให้ SMEs ไทยปรับตัวได้ในไม่ช้า
สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจครึ่งปีหลังของปี 2567 และ ปี 2568 นายอมรเทพ เปิดเผยว่า สำนักวิจัย CIMBT คงคาดการณ์การขยายตัวของ GDP สำหรับปี 2567 ทั้งปีไว้ที่ 2.3% และให้แนวโน้มสำหรับปี 2568 ที่ดูมีความหวังมากขึ้นไว้ที่ 3.2% โดยคาดว่าภาพรวมเศรษฐกิจไทยจะเร่งตัวขึ้น โดยมีแรงขับเคลื่อนจากการใช้จ่ายของรัฐบาลที่เพิ่มขึ้นและการฟื้นตัวของอุปสงค์จากต่างประเทศ ส่วนภาคการท่องเที่ยวยังคงเป็นปัจจัยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่อไป รวมถึงการส่งออกที่จะฟื้นตัวได้ดีขึ้น โดยได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวของการค้าโลกและความ ต้องการสินค้าของไทย ทั้งนี้ ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐกับจีนน่ามีผลให้ไทยได้ประโยชน์จากการค้าระหว่างไทยกับ สหรัฐได้มากขึ้น ซึ่งจะช่วยสนับสนุนภาคการผลิตและการจ้างงาน โดยเฉพาะในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และอาหารแปรรูป
“ถึงแม้ว่าจะมีปัจจัยเสี่ยง 4 ปัจจัยดังกล่าวแต่เชื่อว่ารัฐบาลไทยมีงบประมาณและดำเนินมาตรการการคลังที่มุ่งเป้าเพื่อกระตุ้นการ ลงทุนและเพิ่มการบริโภคภายในประเทศโดยไม่เพิ่มภาระหนี้ของรัฐบาลอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ โครงการ โครงสร้างพื้นฐานกำลังเร่งตัวขึ้น ทำให้การเชื่อมต่อดีขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพ และสร้างโอกาสในการจ้างงาน” นายอมรเทพ กล่าว
นอกจากนั้น นายอมรเทพ กล่าวว่า การที่คณะกรรมการนโยบายทางการเงิน (กนง.) คงดอกเบี้ยและโยนกลับไปที่นโยบายการคลัง ให้การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ เนื่องจาก เสถียรภาพทางเศรษฐกิจปัจจุบันที่เศรษฐกิจยังขยายตัวได้ ไม่จำเป็นต้องลดดอกเบี้ยมา สนับสนุน , การควบคุมเงินเฟ้อที่อัตราดอกเบี้ยปัจจุบันช่วยในการควบคุมเงินเฟ้อ, ภาพรวมเสถียรภาพทางการเงิน ที่อัตราดอกเบี้ยปัจจุบันป้องกันการรับความเสี่ยงเกินความและความยืดหยุ่นในอนาคต ที่ อัตราดอกเบี้ยปัจจุบันให้พื้นที่สำหรับการปรับในอนาคตหากมีการ เปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจที่สำคัญ
ทั้งนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 2.50% ในการประชุมวันที่ 12 มิถุนายน 2567 ที่ผ่านมา เพื่อรักษาระดับการกู้ยืมของครัวเรือนเนื่องจากกังวลเกี่ยวกับเสถียรภาพทางการเงินในระยะยาวจากหนี้ครัวเรือนที่ เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน ธปท. ส่งเสริมให้ครัวเรือนจัดการหนี้อย่างรับผิดชอบและพิจารณาโครงการปรับโครงสร้างหนี้ สำหรับผู้ที่ประสบปัญหาทางการเงิน ส่วนเงินเฟ้อยังอยู่ภายใต้กรอบที่ธปท.สามารถควบคุมได้ ขณะที่การฟื้นตัวทาง เศรษฐกิจเป็นไปตามคาดการณ์ของธปท. ซึ่งแสดงให้เห็นว่าไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนในการลดดอกเบี้ยเพื่อเร่งการ เติบโตทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม คาดว่าการประชุมเดือนธันวาคมจะมีการลดดอกเบี้ยลง 0.25% ไปสู่ระดับที่ 2.25% เพื่อกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจในปี 2568 และให้สอดคล้องกับระดับศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจ
นายอมรเทพ เผยว่า สิ่งที่น่าเป็นกังวลในช่วงเวลานี้ คือ ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูงถึง 90% ของจีดีพี รวมถึงความสามารถในการหารายได้ของกลุ่มคนที่มีรายได้น้อย รวมถึงกังวลเรื่องตราสารหนี้ของประเทศไทย ซึ่งอยากแนะนำนักลงทุนให้หากลุ่มเรตติ้งที่ดี มีความสามารถในการชำระหนี้ เพราะปัจจุบันมีความไม่แน่นอนในตลาดหุ้นสูง

