หน้าแรก เศรษฐกิจ ส.อ.ท. รวมพลั...

ส.อ.ท. รวมพลังพันธมิตรติดปีกเอสเอ็มอีไทย ดันศก.โต-ก้าวสู่อุตสาหกรรมใหม่

9.07.24 | 16:06 น.

ส.อ.ท. รวมพลังพันธมิตรติดปีกเอสเอ็มอีไทย ดันศก.โต-ก้าวสู่อุตสาหกรรมใหม่


นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ส.อ.ท. จัดกิจกรรมเปิดกล่องของขวัญเพื่อ SME ปี 2567 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 โดยร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐ – เอกชน กว่า 50 องค์กร เพื่อให้บริการด้านการเงิน นวัตกรรม เทคโนโลยีดิจิทัล งานวิจัย การตลาด และมีผู้ประกอบการเอสเอ็มกว่า 300 บริษัท เข้าร่วมงาน ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยประเทศไทยมีผู้ประกอบการเอสเอ็มอีอยู่จำนวนหลายล้านราย แต่สัดส่วนต่อจีดีพีกลับไม่มากเท่าที่ควร รวมถึงที่ผ่านมายังได้รับความบอบช้ำจากการระบาดโควิด-19 ที่ทิ้งรอยแผลเป็นไว้ ทั้งยังต้องรักษาอาการลองโควิดอีกนาน เพราะขาดสภาพคล่อง การเข้าถึงแหล่งเงินทุน เสียเปรียบในทุกด้าน อาทิ การเข้าถึงเทคโนโลยีใหม่ เผชิญกับปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ การกีดกันทางการค้าทวีความรุนแรงขึ้น ทำให้เอสเอ็มอีได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะเอสเอ็มอีที่อยู่ในห่วงโซ่การผลิต จึงต้องการกิจกรรมนี้ขึ้น โดยตั้งเป้าว่าจะให้บริการเอสเอ็มอีได้ถึง 1,000 บริษัท

เร่งเปลี่ยนเอสเอ็มอีสู่อุตโลกใหม่
นายเกรียงไกร กล่าวว่า เห็นได้ชัดว่าปัจจุบันโลกเปลี่ยนแปลงเยอะ การผลิตต่างๆ มีการย้ายฐานการผลิตมากมาย ทำให้สินค้าของไทย ที่ต้องยอมรับว่าไม่ได้รับการพัฒนามานาน สินค้าเอสเอ็มอีส่วนใหญ่ก็เป็นการรับจ้างการผลิต (โออีเอ็ม) ไม่ได้ทำแบรนด์เป็นของตัวเอง ยังอยู่ในห่วงโซ่เดิมอยู่ ภารกิจหลักของเราคือ การเปลี่ยนผ่านธุรกิจเดิมใน 46 อุตสาหกรรมของไทย ไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ให้ได้ ซึ่งถือเป็นความท้าทายมาก ซึ่งธุรกิจเอสเอ็มอีต้องให้ความสำคัญมากที่สุด แม้จะมีผลต่อจีดีพีไม่มาก แต่จำเป็นต้องไปด้วยกัน เพราะมีจำนวนหลายล้านราย เป็นต้นน้ำของการผลิตสินค้าหลากหลาย การจัดงานนี้ขึ้นมาก็เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี สามารถเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ได้เร็วขึ้น

บสย.รับหน้าที่อุ้มเข้าถึงเงินทุน
นายสิทธิกร ดิเรกสุนทร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) กล่าวว่า บสย. มีการเพิ่มบทบาทหน้าที่ในการทำงานเป็นศูนย์ที่ปรึกษาด้านการเงินให้กับเอสเอ็มอีด้วย แม้เรื่องสภาพคล่องจะเป็นปัญหาหลักของเอสเอ็มอี ตามด้วยการขาดหลักประกันในการเข้าถึงสินเชื่อ แต่พื้นฐานของเรื่องนี้คือ เอสเอ็มอีไม่มีพื้นฐานด้านการเงิน ไม่สามารถจัดการเรื่องกำไร-ขาดทุน ต้นทุนที่แท้จริงของธุรกิจได้ ซึ่งลูกค้าของเรามีเพิ่มเข้ามาเป็นเอสเอ็มอีขนาดเล็กมากขึ้น จึงเพิ่มบทบาทเข้ามาเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการเหล่านี้ รวมถึงกลไกการค้ำประกัน เพื่อช่วยให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนจากสถาบันการเงินได้ตามวงเงินที่ควรได้ ทำให้ต้องมีบสย. ช่วยเหลือในด้านต่างๆ เหล่านี้ เพื่อทำให้ต้นทุนการเงินและความเสี่ยงลดลง รวมถึงมีโอกาสปรับโครงสร้างหนี้ได้ หากเกิดเรื่องเหนือความคาดหมายขึ้นจนธุรกิจได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง

Advertisement

นายสิทธิกร กล่าวว่า บสย.จะมีการลงนามความร่วมมือกับทุกสถาบันการเงิน ทำให้ของขวัญของเอสเอ็มอีที่จะได้รับ สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนโดยใช้กลไกการค้ำประกันของบสย.ได้ง่ายขึ้น รวมถึงมั่นใจว่าโครงการ PGS 11 ค้ำประกันสินเชื่อกรอบวงเงิน 5 หมื่นล้านบาท มีหลายโครงการย่อย ทำให้ผู้ประกอบการปรับตัวได้ง่ายขึ้น เพราะแม้ต้องการสภาพคล่อง และการค้ำประกัน บสย.ก็มีการช่วยเหลือในส่วนนี้ ในแบบไม่มีค่าธรรมเนียมค้ำประกันมากสุดถึง 5 ปี ตั้งแต่ 1 หมื่นบาท ถึง 40 ล้านบาทด้วย

ดึงอินฟลูฯพัฒนาธุรกิจย่อย
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กล่าวว่า กรมเห็นความสำคัญในการพัฒนาการทำการตลาดรูปแบบใหม่ โดยได้ร่วมมือกับแพลตฟอร์มใหญ่ๆ และใช้งบประมาณของเรา เพื่อนำอินฟลูเอนเซอร์มืออาชีพ มาจัดอบรมกับเอสเอ็มอีที่อาจยังไม่มีประสบการณ์ด้านนี้ เพราะจากการหารือกับอินฟลูฯ ที่มียอดผู้ติดตามหลักหลายล้านคน พบว่า

มีความแตกต่างทำให้สามารถดึงดูดผู้ติดตามได้ เพื่อพัฒนาขีดความสามารถของธุรกิจมากขึ้น รวมถึงความสามารถในการชำระหนี้ ที่ธนาคารจะยอมให้กู้เงิน ตรงนี้เรามีส่วนในการลดความเสี่ยงของแบงก์ เพื่อพิจารณาปล่อยสินเชื่อมากขึ้น คือ การรวบรวมทำเลการค้าทั่วประเทศไทย ที่มีอยู่ประมาณ 19,000 แห่ง และจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยทำเลการค้าจะช่วยลดความเสี่ยงของธนาคาร เพราะสามารถรู้ได้ว่าพื้นที่ใด ทำธุรกิจได้ดีมากน้อยเท่าใด ทั้งยังมีเรื่องการทำข้อมูลธุรกิจแบบแฟรนไชส์ด้วย

ซึ่งจะนำข้อมูลไปประกอบการพิจารณาให้สินเชื่อที่ลดความเสี่ยงของสถาบันการเงินได้ โดยพันธกิจของกรมต่อจากนี้จะมุ่งสู่ความเป็นดิจิทัลมากขึ้น อาทิ การขอใบอนุญาตออนไลน์ ขอข้อมูลใบรับรับธุรกิจนิติบุคคลออนไลน์ แบบที่ไม่มีวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ เหมือนเดิมแล้ว