หน้าแรก เศรษฐกิจ ความเชื่อมั่น...

ความเชื่อมั่นนักธุรกิจ-ปชช. ดิ่งเหว ดัชนีมิ.ย.ทุกรายการ ทุบสถิติ ‘ต่ำสุด’ ในรอบ 10 เดือน

11.07.24 | 14:15 น.

ความเชื่อมั่นนักธุรกิจ-ประชาชน รูดกราว ดัชนีมิ.ย.ทุกรายการทุบสถิติต่ำสุด 9-10 เดือน ม.หอค้าไทย ชี้ 3 กังวลกดดันหนัก

นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจความเชื่อมั่นหอการค้าไทย (นักธุรกิจ) และความเชื่อมั่นของผู้บริโภค (ประชาชน) เดือนมิถุนายน 2567 พบว่า

ดัชนีทุกรายการยังติดลงต่อเนื่องจากเดือนพฤษภาคม 2567 และค่าดัชนีความเชื่อมั่นลงลึกและลงหนัก บางรายการลดลง 2 จุด บางรายการลงถึง 5-6 จุด ปัจจัยหลักมาจาก 3 ความกังวล คือ 1.ปัญหาค่าครองชีพสูงในรอบ 5 ปี และแนวโน้มปัจจัยกระทบต่อความเป็นอยู่มากขึ้น โดยเฉพาะกระแสการปรับขึ้นค่าไฟฟ้า ราคาดีเซลและเบนซิน และค่าแรงงานขั้นต่ำขยับ 400 บาท 2.กำลังซื้อลดลงต่อเนื่อง กระทบต่อรายได้ธุรกิจ และเงินในกระเป๋าประชาชนเพิ่มน้อยกว่าค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโดยรวมฟื้นช้าและอยู่ในภาวะนิ่งในขณะนี้ และ 3.ความกังวลต่อเสถียรภาพทางการเมือง โดยเฉพาะกรณีคดียื่นถอด นายเศรษฐา ทวีสิน พ้นนายกรัฐมนตรี จะทำให้สู่การปรับคณะรัฐมนตรีหรือไม่ และกระทบต่อการใช้งบประมาณกับโครงการเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาทอย่างไร รวมถึงการพิจารณางบประมาณปี 2568

“ทิศทางความเชื่อมั่นน่าจะขาลงต่อเนื่องในเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม จนกว่าปัจจัยความกังวลจะชัดเจนและเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น ทั้งเรื่องการเมือง เดินหน้าเงินดิจิทัลวอลเล็ต แม้จะมีการปรับลดวงเงินโครงการ 5 หมื่นล้านบาท จาก 5 แสนล้านบาท เป็น 4.5 แสนล้านบาท ซึ่งกระทบต่อจีดีพี 0.3% และอาจทำให้จีดีพีรวมไตรมาส 4 หายไป 0.05-0.01% และกระทบต่อจีดีพีหน้า 0.2-0.3% แม้วงเงินลดลงแต่เงินกระจายไปยังกลุ่มเปราะบางและมีรายได้น้อย ซึ่งพฤติกรรมจะใช้จ่ายเงินทันทีและใช้ในสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น ก็จะเกิดการฟื้นตัวของจีดีพีได้เร็ว ไม่น่าจะเป็นประเด็นต้องกังวล

ส่วนอีก 5 หมื่นล้านบาทหากรัฐบาลไปใช้กระตุ้นกับมาตรการอื่นๆ เพื่อกระตุ้นใช้จ่ายกลุ่มมีกำลังซื้อ ก็ยิ่งเพิ่มการฟื้นตัวเศรษฐกิจได้เร็ว ดังนั้น จากปัจจัยต่างๆ ทางศูนย์พยากรณ์ฯจึงประเมินจีดีพีไตรมาส 3 ขยายตัวแค่ 2.0-2.5% และดีขึ้นในไตรมาส 4 คาดขยายตัว 3-4% จากเร่งเบิกจ่ายงบรัฐ การท่องเที่ยว เร่งส่งออก และไม่มีปัญหาเปลี่ยนแปลงทางการเมือง จึงทำให้ทั้งปีนี้จีดีพีขยายตัวไม่ต่ำกว่า 2.5% หากเงินดิจิทัล 1 หมื่นบาทเป็นไปตามไทม์ไลน์รัฐบาล จะดันจีดีพีขยายตัวเป็น 2.8-3.0%” นายธนวรรธน์กล่าว

Advertisement

ทั้งนี้ ในรายละเอียดผลสำรวจความเชื่อมั่นหอการค้าไทย (นักธุรกิจ) เดือนมิถุนายน 2567 พบว่า ลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่สอง โดย ความเชื่อมั่นหอการค้าไทยโดยรวม ความเชื่อมั่นหอการค้าไทยในปัจจุบัน ความเชื่อมั่นหอการค้าไทยต่ออนาคต อยู่ที่ 54.2 52.0 56.3 ตามลำดับ จาก 55.1 53.1 57.1 ในเดือนพฤษภาคม 2567 โดยเป็นการลดลงในทุกภาค

ซึ่งนักธุรกิจชี้ปัจจัยต่อความเชื่อมั่นลดลงแรง หลักๆ คือ กำลังซื้อประชาชนหายไปมาก หนี้ครัวเรือนสูง สวนทางต้นทุนธุรกิจเพิ่มต่อเนื่อง ราคาสินค้าแพง การเข้าถึงแหล่งเงินกู้ลดลง ส่งผลให้เริ่มขาดสภาพคล่องทางการเงิน อาจชะลอการลงทุนและการจ้างงานในอนาคต แม้ภาคบริการจากท่องเที่ยวและการจัดกิจกรรมมีมากขึ้นแต่เป็นการกระจุกตัว และไม่ฟื้นเท่าเดิม ดังนั้น ภาคธุรกิจได้เสนอแนวทางขอให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหา คือ เร่งออกมาตรการกระตุ้นใช้จ่ายต่อเนื่อง ทั้งในภาคประชาชน ท่องเที่ยว และลงทุน ดูแลต้นทุนโครงสร้างพื้นฐานและค่าใช้จ่ายการทำธุรกิจ เพิ่มแหล่งเงินเข้าถึงทุน และออกมาตรการช่วยเหลือเพิ่มศักยภาพการหาตลาดใหม่ ลดกระทบจากสภาพอากาศแปรปรวน และดูแลเสถียรค่าเงินบาท

สำหรับ ผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค เดือนมิถุนายน 2567 พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม(ซีซีไอ) ลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 และอยู่ในระดับต่ำสุดรอบ 9 เดือน นับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2566 ลดลงจาก 60.5 เป็น 58.9 ดัชนีความเชื่อมั่นฯในปัจจุบัน ลดลงจาก 44.1 เป็น 42.8 ดัชนีความเชื่อมั่นในอนาคต ลดลงจาก 68.4 อยู่ที่ 66.7 ต่ำสุดในรอบ 10 เดือน ขณะที่ ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสหางานทำโดยรวม และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคต อยู่ที่ 52.6 56.1 และ 67.9 จากเดือนพฤษภาคม อยู่ที่ 54.3 57.6 และ 69.8 ตามลำดับ เนื่องจากผู้บริโภคกลับมากังวลว่าการเมืองไทยเริ่มขาดเสถียรภาพหลังจากศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องของ 40 ส.ว. เกี่ยวกับคุณสมบัติของนายกรัฐมนตรี และกังวลเศรษฐกิจไทยชะลอตัวลงและฟื้นตัวช้า เพราะยังไม่เห็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ชัดเจน ประกอบกับราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะน้ำมันเบนซิน ดีเซล ค่าไฟ และค่าแรงขั้นต่ำ บวกความกังวลเดิมเกี่ยวกับสถานการณ์เศรษฐกิจโลกชะลอตัว สงครามในตะวันออกกลางคงยืดเยื้อบานปลาย อาจกระทบต่อส่งออก ซึ่งผู้บริโภคต้องการให้รัฐบาลเร่งกระตุ้นใช้จ่าย ลดภาระหนี้ และลดภาระค่าครองชีพ

“ที่เห็นชัดเจนคือการชะลอตัวของการใช้จ่ายผู้บริโภคทั้งการซื้อรถยนต์ ซื้อบ้าน ท่องเที่ยว และลงทุนในกลุ่มเอสเอ็มอี ระบุว่าไม่เหมาะสมและแย่ลงมากถึงสัดส่วน 60% มุมมองต่อสถานการณ์การเมืองต่ำสุดในรอบ 10 เดือนนับตั้งแต่เดือนกันยายน 2566 ซึ่งเป็นช่วงที่รัฐบาลนี้เพิ่งเข้าบริหารประเทศ จึงมีผลต่อค่าวัดความสุขในการดำรงชีวิตต่ำสุดในรอบ 10 เดือนเช่นกัน ส่วนต้นทุนทั้งจากค่าไฟ ดีเซล เบนซิน และวัตถุดิบที่เริ่มสูง ธุรกิจมองว่าจะเพิ่มต้นทุนอีก 5-10% ที่ต้องแบกรับ และอาจต้องผลักภาระให้ผู้บริโภคบางส่วน” นายธนวรรธน์กล่าว