‘ภูมิธรรม’ ชี้ 5 เทรนด์โลก ตัวกระตุ้นไทยปรับตัว เร่งยกระดับระบบการเงิน-นวัตกรรม-คน

12.07.24 | 10:58 น.

‘ภูมิธรรม’ ชี้ 5 เทรนด์โลก ตัวกระตุ้นไทยปรับตัว เร่งยกระดับระบบการเงิน-นวัตกรรม-คน


นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวบรรยายหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงด้านการค้าและการพาณิชย์(Top Executive Program in Commerce and Trade : TEPCoT) รุ่นที่ 16 ในหัวข้อ “ยุทธศาสตร์การค้าต่างประเทศในอนาคต” ที่ห้องเรียน 10201 อาคาร 10 ชั้น 2 มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เย็นวานนี้(11 กรกฎาคม) โดยมีนายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และนายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ร่วมด้วย

นายภูมิธรรม กล่าวว่า โลกกำลังเปลี่ยนแปลงจะกระทบกับวิถีชีวิตของคนทุกคนที่ต้องปรับตัวให้ทัน สำหรับยุทธศาสตร์การค้าต่างประเทศในอนาคต จะให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม และมีระเบียบการค้าโลกใหม่ ซึ่งเทรนด์ใหม่ของโลก ประกอบด้วย

Advertisement

1.การเปลี่ยนขั้วทางเศรษฐกิจและการเมือง โลกแบ่งเป็นหลายขั้ว มีความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์โลกที่เพิ่มมากขึ้น

2.ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและนวัตกรรม เช่น Smart city, AI, loT, Blockchain, Big Data เป็นต้น

3.การขยายตัวของความเป็นเมืองอย่างรวดเร็ว การเรียนรู้ผ่านเทคโนโลยีและพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลง

4.การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร มีคนแก่เยอะ คนวัยแรงงานไม่มี ซึ่งเป็นทั้งความท้าทายและโอกาส

5.การเติบโตอย่างยั่งยืนเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

ต้องรู้ว่าเรากำลังเผชิญกับโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างไร และทำความเข้าใจกับกฎเกณฑ์กติกาที่สำคัญ ทั้งนี้อยู่ที่การปฏิบัติ และตนในฐานะรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่เป็นหนึ่งในกระทรวงเศรษฐกิจ ตนได้เร่งเปิดตลาดจีนในรายมณฑล มีแผนที่จะทำ MOU กับหลายมณฑลศักยภาพของจีน เพราะแต่ละมณฑลของจีนมีประชากรเยอะมาก อาทิ เมืองเซียเหมิน มณฑลฝูเจี้ยน มณฑลเฮยหลงเจียง มณฑลซานซี มณฑลเจ้อเจียง เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง มณฑลเหอเป่ย มณฑลซานตง เป็นต้น และได้มอบนโยบายในการรุกตลาดอินเดียเพิ่มขึ้น โดยให้เจ้าหน้าที่กระทรวงทุกคนทำงานเชิงรุก ทั้งทูตพาณิชย์และพาณิชย์จังหวัดและส่วนกลางทำงานร่วมกันเป็นทีมพาณิชย์ รวมถึงประสานงานกับภาคเอกชน หอการค้า YEC ในจังหวัด MOC Bizclub และ YSF เป็นต้น เพื่อสร้างเครือข่ายร่วมกันเพราะคนรุ่นใหม่ในจังหวัดมีศักยภาพจะได้ช่วยกันหาทางแก้ปัญหาให้เอกชนเป็นทัพหน้าทำรายได้เข้าประเทศ

นอกจากนี้กระทรวงพาณิชย์ยังพัฒนาช่องทางตลาด และการทำธุรกิจระหว่างประเทศโดยจัดงานแสดงสินค้านานาชาติในประเทศไทย อาทิ งาน THAIFEX-ANUGA ASIA 2024 ซึ่งเป็นงานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่ยิ่งใหญ่และครบวงจรที่สุดแห่งเอเชีย สร้างมูลค่าการค้าได้กว่า 100,000 ล้านบาท และจะนำผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมงานแสดงสินค้านานาชาติในต่างประเทศ รวมไปถึงการจัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจระหว่างผู้ส่งออกไทยและผู้นำเข้าต่างชาติ เพื่อเพิ่มโอกาสในการส่งออกสินค้าไทย

และเร็วๆ นี้ ตนจะจัดมหกรรม Live Commerce นำอินฟลูเอนเซอร์จากจีนมาช่วยไลฟ์สดขายสินค้าไทย รวมไปถึงกระทรวงพาณิชย์ได้ปรับใช้การตลาดรูปแบบใหม่ เช่น ซีรีส์วาย/ยูริ ของไทยส่งเสริมสินค้าและบริการไทย เพื่อที่ให้ทันกับโลกที่เปลี่ยนแปลง ต้องคิดนอกกรอบ และตนได้นำกระทรวงพาณิชย์ ทำ MOU กับบริษัท Sinopec รัฐวิสาหกิจพลังงานรายใหญ่ของจีน เพื่อผลักดันสินค้าไทยวางจำหน่ายในสถานีบริการน้ำมันกว่า 30,000 แห่งทั่วจีนอีกด้วย

นอกจากนี้ รัฐบาลโดยการนำของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ได้สร้างทีมไทยแลนด์ ที่ประกอบด้วย กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ และ BOI ร่วมกันทำงาน มีเป้าหมายที่จะเจาะ 10 ประเทศ ยุทธศาสตร์ เพื่อทำการค้าเชิงรุกหารายได้เข้าประเทศ โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่ม ประกอบด้วย

  1. กลุ่มตลาดหลักที่ต้องรักษาไว้ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา จีน ญี่ปุ่น เยอรมนี ฝรั่งเศส
  2. กลุ่มตลาดศักยภาพ ได้แก่ อินเดีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์(UAE) เกาหลีใต้
  3. กลุ่มตลาดศักยภาพใหม่ ได้แก่ แอฟริกาใต้ สหราชอาณาจักร ซาอุดีอาระเบีย

“โลกเปลี่ยนแล้วถ้าใครปรับทันก็จะอยู่รอดได้ ถ้าปรับไม่ได้ก็จะถูกบังคับให้เปลี่ยน ถ้าเราเข้าใจสิ่งเหล่านี้จะไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่ ซึ่งแรกๆ อาจจะต้องลงทุน แต่เมื่อถึงเวลาก็จะสามารถไปได้ก่อนคนที่อยู่กับที่ ที่สำคัญอยู่ที่วิธีคิดและต้องให้เกิดความสมดุลกับทุกส่วน”

นอกจากนี้สิ่งที่ตนอยากให้เตรียมความพร้อมสู่การค้าในอนาคต ประกอบด้วย

1)ยกระดับระบบนิเวศทางการเงิน นำเสนอเครื่องมือและบริการทางการเงินที่จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน

2)ระบบนิเวศทางเทคโนโลยี สนับสนุนนวัตกรรมใหม่โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว เพิ่มแรงจูงใจในการแข่งขันและลดกฎระเบียบภาครัฐในการพัฒนานวัตกรรมใหม่ของเอกชน

3)การยกระดับระบบนิเวศทางทรัพยากรมนุษย์ เพิ่มผลผลิตแรงงานของไทยให้สอดรับกับความยั่งยืน เพื่อให้ทันกับโลกการค้าในอนาคต