ที่ผ่านมาในมุมของภาครัฐมักพูดอยู่เสมอว่าการขับเคลื่อนประเทศไทยให้ก้าวเข้าสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0 ซึ่งจะเป็นการขับเคลื่อนความสำเร็จด้วยนวัตกรรม สิ่งเหล่านี้ สตาร์ตอัพ ก็ถือเป็นอีก 1 ส่วนสำคัญในการเป็นฟันเฟืองช่วยในการขับเคลื่อนไปยังเป้าหมายได้
แต่การจะสนับสนุนสตาร์ตอัพให้ประสบความเร็จได้ ไม่เพียงแต่ภาครัฐเท่านั้นที่เป็นส่วนขับเคลื่อน ในมุมของภาคเอกชนเองปัจจุบันหลายองค์กรก็เข้ามาดำเนินโครงการเกี่ยวกับการขับเคลื่อนสตาร์ตอัพแทบทั้งสิ้น เพียงแต่หลายครั้งเราอาจไม่รู้เลยว่าสิ่งที่ภาคเอกชนลงไปทำนั้นมีอะไรบ้าง
ในครั้งนี้ “มติชน” จึงมีโอกาสได้สัมภาษณ์ นายธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านนวัตกรรมและความยั่งยืน บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ซึ่งที่ผ่านมานายธีระพลถือได้ว่ามีบทบาทอย่างมากในการขับเคลื่อนงานด้านนวัตกรรมของกลุ่มทรู อาทิ ทรูอินคิวบ์ หรือโครงการทรู ดิจิทัล พาร์ค เป็นต้น โดยนายธีระพลจะเป็นอีก 1 แขกรับเชิญพิเศษที่จะมาถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับหนทางก้าวไปสู่ความสำเร็จของสตาร์ตอัพไทย ในเสวนา สตาร์ต (อัพ) แบบไหน พลิกโฉมเศรษฐกิจไทย สู่ 4.0 ภายใต้งาน “ก้าวที่ 40 มติชนก้าวคู่ประเทศไทย 4.0” วันที่ 22 กุมภาพันธ์นี้
นายธีระพลเล่าว่า ในมุมมองส่วนตัวเห็นว่าไทยแลนด์ 4.0 คือการใช้นวัตกรรมเป็นตัวผลักดันสร้างเมืองใหญ่ให้มีคุณค่ามากกว่าเดิมด้วยนวัตกรรม เพราะขณะนี้เราอยู่ในยุคของการแชร์เรื่องราวการเปลี่ยนแปลงพร้อมๆ กันกับคนทั้งโลก ฉะนั้นไม่ว่าเราจะอยากก้าวไปสู่ยุค 4.0 หรือไม่นั้น แต่การที่เราอยู่ในยุคที่ทั้งโลกเชื่อมถึงกันหมด ในภาคธุรกิจเองปัจจุบันก็ไม่ได้พูดถึงการทำธุรกิจเฉพาะในพื้นที่นั้นๆ แล้ว เพราะที่ใดในโลกก็สามารถดำเนินธุรกิจได้ ส่งผลให้รูปแบบการทำธุรกิจในยุคนี้เกิดการเปลี่ยนแปลงแทนรูปแบบธุรกิจเดิมที่เราคุ้นชิ้นมาโดยตลอด ดังนั้นการที่จะทำให้ธุรกิจอยู่ได้การทำเรื่องนวัตกรรมจึงเป็นสิ่งสำคัญ
“ในสมัยก่อนเมื่อพูดถึงนวัตกรรม ในภาคธุรกิจเรามักจะพูดถึงเรื่องของการวิจัยและพัฒนา (อาร์แอนด์ดี) ทำนวัตกรรมในองค์กร แต่ปัจจุบันมันเป็นยุคของปลาเร็วกินปลาช้า ไม่ใช่ปลาใหญ่กินปลาเล็ก นั่นหมายถึงไม่ใช่บริษัทใหญ่แล้วจะอยู่รอด แต่เป็นเรื่องของนวัตกรรมที่ต้องเร็วพอ จึงต้องอาศัยสตาร์ตอัพเป็นกลไกสำคัญ”
นายธีระพลกล่าวว่า เมื่อเข้าสู่ยุค 4.0 การจะสนับสนุนการเกิดนวัตกรรม หรือการสนับสนุนผู้ประกอบการสตาร์ตอัพอย่างเต็มตัว หลายคนอาจคิดว่าเราต้องสร้างอะไรบ้าง แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดส่วนตัวเห็นว่า คือ การสร้างระบบนิเวศ หรือ อีโคซิสเทม ที่เป็น 4.0 ซึ่งมีองค์ประกอบมากมาย ประกอบด้วย การที่ต้องมีคนประเภท 4.0 ที่ไม่ได้หมายถึงคนไทย แต่หมายถึงต้องเป็นการดึงคนเก่งจากทั่วโลกให้มาอยู่ในอีโคซิสเทมของไทย โดยตัวอย่างที่เห็นภาพชัดที่สุด คือ การแข่งขันฟุตบอลไทยแลนด์พรีเมียร์ลีก ที่ดึงนักเตะต่างชาติเข้ามาจำนวนมาก จึงทำให้นักเตะบอลเก่งขึ้นเพราะเราได้ผสมผสาน ได้เรียนรู้เทคนิคต่างๆ ซึ่งสตาร์ตอัพก็เช่นเดียวกัน ก็ต้องดึงคนเก่งๆ จากทั่วโลกเข้ามา แต่คนเหล่านั้นจะมาได้ก็ต้องวางระบบอีโคซิสเทมให้ถูกต้องด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการอำนวยความสะดวก หรือการขอวีซ่าต้องง่าย สามารถทำได้ในจุดเดียว ทั้งนี้ถ้าเราทำอีโคซิสเทมดี แหล่งเงินทุน และบุคลากรเก่งๆ จากทั่วโลกก็จะไหลเข้ามาประเทศไทย และก็จะทำให้คนไทยเก่งขึ้นเอง
อย่างไรก็ตาม ไม่เพียงแต่การดึงคนเก่งๆ เข้ามา เรายังต้องมีการศึกษาเทคโนโลยีแห่งอนาคต ซึ่งในส่วนของทรูเอง นายศุภชัย เจียรวนนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานคณะผู้บริหาร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ก็ได้จ้างที่ปรึกษามาดูเรื่องนี้โดยเฉพาะ พบว่ามี 4 แกนหลัก คือ 1.ไบโอเทคโนโลยี ที่จะครอบคลุมเรื่องอาหารและสุขภาพ 2.ดิจิทัล บิ๊กดาต้า ที่จะเป็นการวิเคราะห์ข้อมูลมหาศาล เพื่อเดาพฤติกรรมลูกค้า 3.โรบอทติก การใช้หุ่นยนต์เข้ามามีบทบาทในฟาร์ม ในโรงงาน และ 4.นาโนเทคโนโลยี ที่สามารถเข้าไปใช้งานด้านการสร้างสรรค์นวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์ต่างๆ เช่น การผลิตยา ฉะนั้นในยุค 4.0 จึงเป็นเรื่องของการเชื่อมโยงคนกับงานวิจัยเป็นหลัก พร้อมทั้งอาศัยช่องทางการสื่อสารที่สามารถเชื่อมต่อถึงกันได้ ในการทำตลาดกับคนทั้งโลก
“ในการทำโครงการทรูอินคิวบ์ ที่เป็นโครงการเกี่ยวกับการสนับสนุนสตาร์ตอัพ ส่วนตัวจึงเน้นย้ำน้องๆ ในโครงการเสมอว่าในการทำธุรกิจจะต้องมองถึงการทำกับคนทั้งโลก ไม่ใช่ไทยอย่างเดียว เพราะการทำสตาร์ตอัพ คือความเสี่ยง ฉะนั้นหากมองตลาดในประเทศไทยอย่างเดียว ก็อาจหาผู้เข้ามาร่วมลงทุนด้วยได้ลำบาก เพราะตลาดอาจเล็กเกินไป จึงต้องคิดเผื่อตลาดต่างประเทศไปเลย และโอกาสที่จะมีมากขึ้นตามไปด้วย”
นายธีระพลกล่าวว่า ทรูในฐานะภาคเอกชนที่ช่วยขับเคลื่อนไทยแลนด์ 4.0 ก็มีความมุ่งมั่นที่จะสร้างอีโคซิสเทมให้เป็นรูปธรรม จึงได้มีการสร้าง “ทรู ดิจิทัล พาร์ค” ที่กำลังจะแล้วเสร็จใน 2 ปีต่อจากนี้ เพื่อสร้างอีโคซิสเทมให้เห็นว่าที่แห่งนั้นจะเป็นที่แรกที่มีโครงสร้างพื้นฐานระดับสูง มีอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง ระบบคลาวด์ และระบบรักษาความปลอดภัย ทุกอย่างเพียบพร้อมสำหรับคนที่จะมาทำธุรกิจด้าน 4.0 รวมถึงการดึงคนเก่งๆ เข้ามา โดยจะมีการอำนวยความสะดวกเรื่องวีซ่าและสิทธิประโยชน์การลงทุน ทั้งนี้ ทรูยังเห็นว่าการทำทรู ดิจิทัล พาร์ค ยังเป็นการเชื่อมโยงองค์กรที่มีคนเก่งด้านดิจิทัลมาอยู่ด้วยกัน ฉะนั้น ทรู ดิจิทัล พาร์ค ก็จะมีบริษัทชั้นนำด้านดิจิทัลมาอยู่ที่นั่น พอมีอยู่กันมากก็จะเกิดการแลกเปลี่ยนความคิดนวัตกรรม และจะเกิดเป็นองค์ความรู้
นายธีระพลกล่าวทิ้งท้ายว่า อยากจะแนะนำเหล่าสตาร์ตอัพด้วยว่า ไม่ว่าจะเป็นสตาร์ตอัพ หรือเอสเอ็มอี 2 สิ่งที่ต้องมี คือ 1.ความอึด เพราะไม่มีสตาร์ตอัพที่ไหนประสบความสำเร็จแบบง่ายๆ ถึงเป็นคนที่มาถ่ายทอดเล่าความสำเร็จคนเหล่านั้น ทุกคนก็ล้วนแต่ผ่านความลำบากยากเข็ญมาแล้วทั้งนั้น คงเป็นเรื่องง่ายหากจะประสบความสำเร็จในครั้งแรก ฉะนั้นการล้มเหลวถือเป็นเรื่องปกติ แต่ล้มเหลวแล้วต้องล้มและลุกกลับมาให้เร็ว ซึ่งส่วนตัวผมเคยทำสตาร์ตอัพมาก่อนตั้งแต่อายุ 22 ปี ฉะนั้นจึงรู้ดีเลยว่าการจะทำธุรกิจ สิ่งสำคัญ
มาก คือ ความอดทน และ 2.การเรียนรู้จากความล้มเหลวด้านนวัตกรรม อย่าไปมองว่าคนอื่นทำสิ่งนี้สำเร็จแล้วจะต้องไปทำสิ่งเดียวกันให้สำเร็จ แต่ต้องไปมองโอกาสให้ออก มองจุดที่คนอื่นยังไม่มีนวัตกรรมด้านนั้นออกมาเพื่อตอบโจทย์ให้ออก ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ และอยากให้
สตาร์ตอัพไทยเน้นย้ำเรื่องนี้ ว่าธุรกิจที่ลงไปทำต้องมีจุดแข็งที่เป็นนวัตกรรมที่คนอื่นเขายังไม่มี ไม่เช่นนั้นเราก็จะแพ้ได้ เพราะที่สุดแล้วสตาร์ตอัพจะสามารถหาเงินง่าย ถ้าไอเดียดี
ทั้งนี้ จากบทสัมภาษณ์นายธีระพลในครั้งนี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งของสาระสำคัญที่จะมีการนำมาถ่ายทอดเรื่องราว
ผู้สนใจสามารถฟังแบบเต็มๆ ในงาน “ก้าวที่ 40 มติชนก้าวคู่ประเทศไทย 4.0” วันที่ 22 กุมภาพันธ์ เวลา 08.30 น. ที่ โรงแรมพูลแมน รางน้ำ ที่นั่งมีจำกัด

