ค่าไฟแพงต้นทุนกระฉูด-ผลประชานิยม ฤาควรปรับโครงสร้างพลังงาน

16.07.24 | 13:15 น.

ลุ้นระทึกกับวาระค่าไฟงวดปลายปีนี้ (กันยายน-ธันวาคม 2567) ว่าจะดีดขึ้นไประดับใด

หลังสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) พูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ออกมาระบุว่า ค่าไฟงวดปลายปีพุ่งระดับ 4.65-6.01 บาทต่อหน่วยเป็นการแถลงข่าวปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา โดย เลขาฯพูลพัฒน์ ระบุว่า ค่าไฟในช่วงปลายปีนี้มีแนวโน้มปรับเพิ่มค่าไฟฟ้าผันแปร (ค่าเอฟที) ระดับ 46.83-182.99 สตางค์ต่อหน่วย เมื่อรวมกับค่าไฟฟ้าฐานที่ 3.7833 บาทต่อหน่วย ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเรียกเก็บในงวดปลายปี เพิ่มขึ้นเป็น 4.65-6.01 บาทต่อหน่วย จากงวดก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ 4.18 บาทต่อหน่วย

พร้อมระบุว่า ค่าไฟที่แพงขึ้นดังกล่าว สำนักงาน กกพ.จึงใช้สูตรเดิม คือ เสนอ 3 ทางเลือกในการปรับขึ้นราคา ประกอบด้วย

ทางเลือกที่ 1 ผลการคำนวณตามสูตรการปรับค่าไฟผันแปรอัตโนมัติ หรือเอฟที จ่ายคืนภาระต้นทุนคงค้างทั้งหมด ค่าเอฟที ขายปลีกเท่ากับ 222.71 สตางค์ต่อหน่วย เป็นการเรียกเก็บตามผลการคำนวณตามสูตรการปรับค่าเอฟทีที่สะท้อนแนวโน้มต้นทุนเดือนกันยายน-ธันวาคม 2567 จำนวน 34.30 สตางค์ต่อหน่วย และเงินเรียกเก็บเพื่อคืนหนี้ กฟผ.ทั้งหมด 98,495 ล้านบาท หรือคิดเป็น 163.39 สตางค์ต่อหน่วย และมูลค่า AFGAS จำนวน 15,083.79 ล้านบาท หรือคิดเป็น 25.02 สตางค์ต่อหน่วย รวมทั้งสิ้นจำนวน 188.41 สตางค์ต่อหน่วย

เมื่อรวมค่าเอฟทีขายปลีกที่คำนวณได้กับค่าไฟฟ้าฐานที่ 3.78 บาทต่อหน่วย ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 6.01 บาทต่อหน่วย โดยค่าไฟฟ้าของผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วประเทศจะเพิ่มขึ้น 44%

Advertisement

ทางเลือกที่ 2 กรณีจ่ายคืนภาระต้นทุนคงค้างใน 3 งวด ค่าเอฟทีขายปลีก เท่ากับ 113.78 สตางค์ต่อหน่วย สะท้อนแนวโน้มต้นทุนเดือนกันยายน-ธันวาคม 2567 จำนวน 34.30 สตางค์ต่อหน่วย และทยอยชำระคืนภาระต้นทุนคงค้างที่ กฟผ.กู้เงินมาเพื่อตรึงค่าไฟฟ้าตั้งแต่เดือนกันยายน 2564-เมษายน 2567 ออกเป็น 3 งวด งวดละจำนวน 32,832 ล้านบาท หรือคิดเป็น 54.46 สตางค์ต่อหน่วย และมูลค่า AFGAS จำนวน 15,083.79 ล้านบาท หรือคิดเป็น 25.02 สตางค์ต่อหน่วย รวมทั้งสิ้นเท่ากับ 79.48 สตางค์ต่อหน่วย คาดว่า ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2567 จะมีภาระต้นทุนคงค้างที่ กฟผ.รับภาระแทนประชาชนคงเหลืออยู่ที่ 65,663 ล้านบาท

เมื่อรวมค่าเอฟทีขายปลีกกับค่าไฟฟ้าฐานที่ 3.78 บาทต่อหน่วย ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 4.92 บาทต่อหน่วย หรือเพิ่มขึ้น 18% จากงวดปัจจุบัน

ทางเลือกที่ 3 กรณีจ่ายคืนภาระต้นทุนคงค้างใน 6 งวด ค่าเอฟทีขายปลีก เท่ากับ 86.55 สตางค์ต่อหน่วย สะท้อนแนวโน้มต้นทุนเดือนกันยายน-ธันวาคม 2567 จำนวน 34.30 สตางค์ต่อหน่วย และทยอยชำระคืนภาระต้นทุนคงค้างที่ กฟผ.กู้เงินมาเพื่อตรึงค่าไฟฟ้าตั้งแต่เดือนกันยายน 2564-เมษายน 2567 ออกเป็น 6 งวด งวดละจำนวน 16,416 ล้านบาท หรือคิดเป็น 27.23 สตางค์ต่อหน่วย และมูลค่า AFGAS จำนวน 15,083.79 ล้านบาท หรือคิดเป็น 25.02 สตางค์ต่อหน่วย รวมทั้งสิ้นเท่ากับ 52.25 สตางค์ต่อหน่วย คาดว่า ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2567 จะมีภาระต้นทุนคงค้างที่ กฟผ.รับภาระแทนประชาชนคงเหลืออยู่ที่ 82,079 ล้านบาท

เมื่อรวมค่าเอฟทีขายปลีกกับค่าไฟฟ้าฐานที่ 3.78 บาทต่อหน่วย ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 4.65 บาทต่อหน่วย หรือเพิ่มขึ้น 11% จากงวดปัจจุบัน

เลขาฯพูลพัฒน์ ระบุ กกพ.จะนำ 3 แนวทาง รับฟังความคิดเห็นผ่านทางเว็บไซต์สำนักงาน กกพ. ตั้งแต่วันที่ 12-26 กรกฎาคม 2567 จากนั้นจะสรุปและประกาศอย่างเป็นทางการวันที่ 1 กันยายน 2567

หากต้องการให้ค่าไฟคงระดับเดิม 4.12 บาทต่อหน่วยต่อไป เลขาฯพูลพัฒน์ ให้ความเห็นว่า รัฐบาลต้องใช้เงินเข้าอุดหนุนขั้นต่ำกว่า 28,000 ล้านบาท กรณีนี้หากให้ กฟผ.เข้ารับภาระ จะทำให้หนี้ กฟผ.กลับไปทะลุ 100,000 ล้านบาท อาจกระทบกับสภาพคล่องของ กฟผ.ได้

“หรืออาจเลือก เจ็บแต่จบ คือตัดสินใจใช้หนี้ทั้งหมดด้วยการขึ้นค่าไฟรวดเดียวแตะ 6.01 บาทต่อหน่วย” เลขาฯพูลพัฒน์ระบุ

ตรวจสอบสาเหตุของค่าไฟงวดปลายปี เลขาฯพูลพัฒน์ ระบุ มาจาก 5 สาเหตุ คือ

แนวโน้มค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนตัวลงจากงวดก่อนหน้า (พฤษภาคม-สิงหาคม 2567) 1.29 บาทต่อเหรียญสหรัฐ เป็น 36.63 บาทต่อเหรียญสหรัฐ

ผลจากการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำในประเทศและต่างประเทศ ตลอดจนการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินแม่เมาะซึ่งมีต้นทุนราคาถูกมีความพร้อมในการผลิตลดลง

สถานการณ์ราคาก๊าซธรรมชาติเหลวแบบสัญญาจร (แอลเอ็นจีสปอต) ในตลาดโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็น 13.58 เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียู จากงวดที่ผ่านมาอยู่ที่ 10.38 เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียู ตามสถานการณ์ความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติในตลาดโลกที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากกำลังเข้าสู่ฤดูหนาวในปลายปี

นอกจากนี้ยังต้องทยอยคืนหนี้ค่าเชื้อเพลิงค้างชำระของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) วงเงิน 98,000 ล้านบาท ที่รับภาระแทนประชาชนช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน ดันราคาพลังงานพุ่งสูงมาก

และมูลค่าส่วนต่างราคาก๊าซที่เกิดขึ้นจริงกับราคาก๊าซที่เรียกเก็บเดือนกันยายน-ธันวาคม 2566 ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อตรึงค่าไฟไว้ที่ 3.99 บาทต่อหน่วย หรือ AFGAS วงเงิน 15,083.79 ล้านบาท เพื่อดูแลประชาชนทันทีที่รัฐบาลชุดใหม่เข้าบริหารประเทศ

ทันทีที่แนวโน้มค่าไฟงวดปลายปีปรากฏต่อสาธารณะ แน่นอนว่าแทบทุกฝ่ายไม่เห็นด้วย เพราะเป็นต้นทุนสำคัญทั้งภาคครัวเรือนและธุรกิจ

โดย เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สะท้อนว่า การปรับขึ้นค่าไฟฟ้าถือเป็นต้นทุนส่งผลกระทบต่อธุรกิจ หากปรับขึ้นประมาณ 0.40-0.50 บาทต่อหน่วย จะส่งผลให้ราคาขึ้นไปถึง 4.60-4.70 บาทต่อหน่วย ต้นทุนธุรกิจเพิ่มขึ้นกว่า 10% อุตสาหกรรมที่จะได้รับผลกระทบเป็นอุตสาหกรรมหนักในภาคการผลิตที่ใช้ไฟฟ้าเข้มข้น และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกัน

เรื่องนี้สวนทางประเทศคู่แข่งของเราในภูมิภาคเดียวกัน โดยเฉพาะเวียดนาม ที่ใช้ค่าไฟราคา 2.70 บาท หรืออินโดนีเซีย ค่าไฟ 3.30 บาท ส่วนไทยจ่าย 4.18 บาทก็แย่อยู่แล้ว กระทบขีดการแข่งขันระหว่างประเทศ ทำให้ความสามารถทางการแข่งขันของไทยลดลง กระทบต้นทุนทั้งภาคส่งออกและสินค้าในประเทศ โดยเฉพาะสินค้าในประเทศปัจจุบันเผชิญสินค้านำเข้าถูกกว่าถล่ม

ประธานเกรียงไกร ยังระบุว่า อยากเสนอรัฐบาล ปรับโครงสร้างพลังงานทั้งระบบ เพื่อให้เกิดความยั่งยืนในอนาคต ผ่านการจัดตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) ด้านพลังงาน เพื่อเปิดเวทีให้ภาครัฐและเอกชนได้หารือร่วมกันกำหนดราคาต้นทุนพลังงาน ทั้งค่าไฟฟ้าและค่าน้ำมันในอนาคตต่อไป

“การปรับโครงสร้างพลังงานทั้งระบบคือทางออก เพราะต้นทุนพลังงานทั้งค่าไฟ ตลอดจนราคาน้ำมันดีเซล ต่างเป็นปัญหาที่เคยคิดว่าจะได้รับการแก้ไข แต่รัฐบาลกลับทำให้สถานการณ์ทรุดหนักกว่าเดิม” ประธานเกรียงไกรทิ้งท้าย