ตลอดปี 2567 นี้ หลายประเทศในโลกจะจัดการเลือกตั้งใหม่ประมาณ 30 ประเทศ รวมถึงสหรัฐอเมริกา ที่ทั่วโลกต้องเกาะติดว่าใครจะได้นั่งประธานาธิบดี และนโยบายอะไรที่จะมีผลกระทบเชิงบวกและสุ่มเสี่ยงต่อโลก
กระทรวงพาณิชย์ โดย พูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ได้เปิดการวิเคราะห์ถึงการเลือกตั้งสหรัฐไว้ว่า เป็นเรื่องที่น่าจับตา เนื่องจากจะบ่งชี้ถึงทิศทางภูมิทัศน์ทางการเมืองและเศรษฐกิจโลกหลังจากนั้น ด้วยสหรัฐเป็นประเทศมหาอำนาจเบอร์ 1 ของโลก ทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง การทหาร และเทคโนโลยี ในด้านการเมือง สหรัฐเป็นผู้นำประเทศโลกเสรีที่กุมทิศทางการเมืองโลก และด้านเศรษฐกิจ สหรัฐมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่สุดในโลก มูลค่า 27.36 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ปี 2566 คิดเป็นสัดส่วน 25.95% ของจีดีพีโลก และมีรายได้ต่อหัวสูง 81,695.2 เหรียญสหรัฐ ยังเป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 และเป็นคู่ค้าอันดับ 2 ของไทย รองจากจีน รวมถึงเป็นประเทศที่มียอดคงค้างเงินลงทุนโดยตรงในไทยอันดับ 5 รองจากญี่ปุ่น สิงคโปร์ ฮ่องกง และเนเธอร์แลนด์
⦁เทียบนโยบาย‘ทรัมป์-ไบเดน’
การดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐ ส่งผลต่อเศรษฐกิจการค้าโลกอย่างมีนัยยะ โดยช่วง 7-8 ปีที่ผ่านมา ช่วงการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของ นายโดนัลด์ ทรัมป์ จากการใช้นโยบายสหรัฐอเมริกาต้องมาก่อน (American First Policy) ให้ความสำคัญกับความเป็นชาตินิยม คงไว้ซึ่งการเป็นมหาอำนาจ ปกป้องผลประโยชน์ประเทศ และสร้างความมั่นคงของชาติ เริ่มทำสงครามการค้ากับจีน ทำให้เศรษฐกิจการค้าโลกและไทยชะลอตัวชัดเจน ขณะที่ช่วงการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของ นายโจ ไบเดน ทำสงครามเทคโนโลยีกับจีน ออกพระราชบัญญัติชิปและวิทยาศาสตร์ ส่งเสริมอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในประเทศ ใช้ พ.ร.บ.ลดเงินเฟ้อ จัดการปัญหาเงินเฟ้อ ชูลดภาวะโลกร้อน สิ่งแวดล้อม และการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยส่งเสริมใช้รถยนต์ไฟฟ้า พยายามย้ายฐานการผลิตกลับสู่ประเทศตนเอง ย้ายฐานการผลิตเข้าใกล้ตลาด และย้ายฐานการผลิตไปประเทศพันธมิตร ส่งผลให้เกิดการปรับเปลี่ยนภูมิทัศน์ของห่วงโซ่อุปทานและเศรษฐกิจโลก ได้เห็นจากกระแสการเคลื่อนย้ายทางการค้าและการลงทุนของโลกที่เร่งตัวขึ้น
⦁ทิศทางการค้าหลังเลือกตั้ง
การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐในเดือนพฤศจิกายนนี้คาดว่าจะเป็นการแข่งขันระหว่างไบเดนจากพรรคเดโมแครต กับทรัมป์จากพรรครีพับลิกัน ซึ่ง สนค.ประเมินว่า หากไบเดนชนะการเลือกตั้ง การดำเนินนโยบายด้านการต่างประเทศและการค้าระหว่างประเทศ จะเป็นไปในทิศทางเดิม
แต่หากทรัมป์ชนะ อาจเห็นการเปลี่ยนแปลง 2 มิติ จะส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกในวงกว้าง ได้แก่ ด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยลดให้ความช่วยเหลือประเทศในพื้นที่ขัดแย้ง โดยยกเลิกหรือลดการสนับสนุนยูเครน จะส่งผลให้สงครามระหว่างรัสเซีย-ยูเครน สิ้นสุดในไม่ช้า แต่ขณะเดียวกัน การลดบทบาทของสหรัฐในการสนับสนุนความมั่นคงในเวทีโลก โดยเฉพาะ NATO อาจทำให้มีความขัดแย้งในพื้นที่อื่นปะทุได้ง่ายขึ้น ซึ่งวันนี้แทบปฏิเสธไม่ได้ว่าความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในด้านเศรษฐกิจ การใช้มาตรการปกป้องทางการค้าของสหรัฐจะเข้มข้นขึ้นรวมถึงสงครามการค้ากับจีนจะทวีความรุนแรงมากขึ้น โดยจะมีการขึ้นภาษีสินค้านำเข้าทุกประเภทจากทุกประเทศ 10% และจะขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีน 60% ทั้งนี้เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ไบเดนประกาศปรับขึ้นอัตราภาษีนำเข้าจากจีน เฉพาะสินค้าที่ถูกพิจารณาว่ามีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ อาทิ รถยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ เซมิคอนดักเตอร์ โซลาร์เซลล์ เหล็กและอะลูมิเนียม รวมถึงแร่ธาตุสำคัญ
นอกจากนี้ การกลับมาของทรัมป์ จะมาพร้อมกับนโยบาย American First อาจทำให้เกิดความเสี่ยงทางเศรษฐกิจและการค้าโลกมีความยากลำบากมากขึ้น ด้วยการตั้งกำแพงภาษี สกัดสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ มุ่งพัฒนาอุตสาหกรรมและสร้างงานในประเทศ จะทำให้ประเทศต่างๆ ที่เคยได้รับประโยชน์จากการลงทุนของสหรัฐ และบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ เผชิญการถอนการลงทุนออก โดยเฉพาะบริษัทในสาขาอุตสาหกรรมที่สหรัฐให้ความสำคัญที่ปัจจุบันยังตั้งอยู่ในจีน และบริษัทที่ได้ขยายหรือย้ายฐานการผลิตออกจากจีนมาที่ภูมิภาคอาเซียน อาทิ เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย และไทย ช่วงก่อนหน้า อาจมีบางส่วนย้ายกลับสหรัฐหรือประเทศในอเมริกาเหนือ ลดความเสี่ยงทางการค้า
⦁เร่งไทยตั้งรับการเปลี่ยนแปลง
ประเทศไทยต้องเตรียมรับมือผลการเลือกตั้งสหรัฐ ซึ่งจากโพลในช่วงที่ผ่านมา พบว่าความนิยมของผู้ลงสมัครเป็นประธานาธิบดีสหรัฐจากทั้งสองพรรค ค่อนข้างมีคะแนนใกล้เคียงกัน แต่จากเหตุการณ์ลอบยิง อาจทำให้คะแนนเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง แต่หากทรัมป์ชนะอาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของรูปแบบการค้าของสหรัฐส่งผลต่อการค้าโลก โดยควรเตรียมพร้อมแผนตั้งรับผลการเลือกตั้งครั้งนี้ โดย
1.ติดตามสถานการณ์การเลือกตั้งและนโยบายทางเศรษฐกิจ รวมถึงนโยบายการต่างประเทศ ที่ผู้แทนจากทั้งสองพรรคประกาศในช่วงหาเสียงอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะนโยบายหรือมาตรการอาจส่งผลกระทบต่อการค้า การลงทุน และห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมไทย เพื่อปรับตัวหรือรับมือกับแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้น
2.ดำเนินมาตรการปกป้องทางการค้าอย่างเหมาะสม กรณีเกิดการใช้มาตรการปกป้องทางการค้าที่เข้มข้นขึ้นจากประเทศผู้นำเข้าอันดับ 1 ของโลกอย่างสหรัฐอาจทำให้ปริมาณสินค้าบางส่วนไหลเข้าสู่ตลาดโลก รวมถึงไทย นอกจากนี้ อาจส่งผลให้หลายประเทศ โดยเฉพาะชาติตะวันตกใช้มาตรการปกป้องทางการค้าเพิ่มขึ้น ซึ่งไทยจำเป็นต้องดำเนินมาตรการปกป้องอุตสาหกรรมสำคัญภายในประเทศในกรณีที่มีสินค้าราคาถูกไหลทะลักเข้ามาในประเทศอย่างเหมาะสม
3.ส่งเสริมผู้ประกอบการทั้งด้านการลงทุน การผลิตและการค้า รวมถึงเร่งยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยเร่งดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา เร่งพัฒนาแรงงานฝีมือ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบนิเวศที่เอื้อต่อการประกอบธุรกิจ ปรับปรุงและพัฒนากฎ ระเบียบ และข้อบังคับในการทำธุรกิจ รวมถึงอำนวยความสะดวกทางการค้า ตลอดจนเจรจาจัดทำความตกลงการค้าเสรีเพื่อสร้างแต้มต่อทางการค้าและการลงทุน
4.กระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือกับพันธมิตรทางการค้า เพื่อรักษาสมดุลระหว่างมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ ที่มีแนวโน้มการแยกส่วนทางเศรษฐกิจ โดยการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศทั้งระดับรัฐบาล สถาบันวิจัย และองค์กรธุรกิจ ในการต่อยอดองค์ความรู้และพัฒนานวัตกรรม เทคโนโลยี และการผลิตของไทย รวมถึงส่งเสริมการสร้างพันธมิตรทางการค้า
5.เน้นดูแลเศรษฐกิจภาพรวมประเทศ อาทิ อัตราดอกเบี้ย เงินเฟ้อ การจ้างงาน เสริมสร้างความเข้มแข็งเศรษฐกิจฐานราก และวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม
⦁3ข้อเสนอลดความเสี่ยง
เพื่อรับมือกับความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้น กับบางสาขาอุตสาหกรรม ได้แก่ 1.ปรับกลยุทธ์ส่งออก โดยเปิดตลาดใหม่ กระจายความเสี่ยงส่งออก รวมถึงปรับใช้ e-Commerce ส่งสินค้าถึงผู้บริโภคโลกโดยตรง 2.ใช้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงทางการค้า กรณีมีการปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าของสหรัฐ โดยเฉพาะสินค้าจากจีนเพิ่มขึ้น 60% จะทำให้สหรัฐบริโภคสินค้าผลิตในประเทศหรือนำเข้าประเทศอื่นแทนสินค้าจีน จะเป็นโอกาสให้ประเทศที่สาม รวมถึงไทย
3.ลดความผันผวนและกระจายความเสี่ยง โดยเพิ่มความหลากหลายของแหล่งวัตถุดิบหรือสินค้านำเข้า ไม่ให้พึ่งพาประเทศใดมากเกินไป โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเทคโนโลยี

