ยุทธศักดิ์ ชี้ท่องเที่ยวยังโตต่ำ ต่างชาติฟื้นไม่เท่าก่อนโควิด แนะขับเคลื่อนควบคู่ 3 ด้าน
นายยุทธศักดิ์ สุภสร ประธานกรรมการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย อดีตผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า แนวทางขับเคลื่อนการท่องเที่ยวไทย จากสถิติกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา รายงานสถิตินักท่องเที่ยวระหว่างประเทศที่เดินทางเข้าประเทศไทย 6 เดือนแรกของปี ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 30 มิถุนายน 2567 มีจำนวน 17,501,283 คน ซึ่งตัวเลขการเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ถือว่าไม่ได้อนู้เหนือความคาดหมายแต่อย่างใด เพราะข้อมูลจากองค์การการท่องเที่ยวโลกแห่ง
สหประชาชาติ คาดว่าการท่องเที่ยวระหว่างประเทศจะฟื้นตัวเต็มที่เทียบช่วงก่อนเกิดโรคระบาดในปี 2567 โดยประมาณการเบื้องต้นชี้ไปที่การเติบโต 2% เหนือระดับปี 2562 โดยมีปัจจัยเสี่ยง ได้แก่ อัตราการฟื้นตัวของการเดินทางท่องเที่ยวในเอเชีย และความเสี่ยงด้านลบทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ที่มีอยู่ ซึ่งถือว่าการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวไทยยังคงต่ำ
สะท้อนจากรายงานของธนาคารโลก (เวิลด์ แบงก์) เมื่อวันที่ 20 มีนาคม ที่ผ่านมา สอดคล้องกับรายงานของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่าบริการที่เกี่ยวข้องกับภาคการท่องเที่ยว และนักท่องเที่ยวยังกลับมาไม่เต็มที่ โดยเปรียบเทียบจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ 16.7 ล้านคน ในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2562 กับจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ 15 ล้านคน ในช่วงเวลาเดียวกันของปี 2567 จึงอย่าเพิ่งดีใจกับตัวเลขที่เพิ่มขึ้นมา
นายยุทธศักดิ์ กล่าวว่า หนทางสู่การท่องเที่ยวที่ยั่งยืนในอนาคต Build Back Better อยากเห็นการท่องเที่ยวไทยกลับมาเติบใหญ่ แต่ไมใช่แค่การเพิ่มขึ้นเชิงปริมาณเท่านั้น แต่ต้องทำให้สามารถแข่งขันได้และเติบโตต่อไปอย่างยั่งยืน เพราะภาคท่องเที่ยวเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทยในช่วงก่อนโควิด สะท้อนจากรายได้โดยตรงจากนักท่องเที่ยวที่คิดเป็นประมาณ 18% ของจีดีพีรวม และยังไม่นับจีดีพีทางอ้อม
จากการบริโภคของแรงงานเกี่ยวเนื่องกับภาคท่องเที่ยวกว่า 8 ล้านคน ทุกภาคส่วนจึงหวังว่าการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป โดยจากข้อมูลดัชนี Travel & Tourism Development (TTDI) ที่จัดทำโดย World Economic Forum ซึ่งเป็นมาตรวัดความสามารถในการแข่งขันของภาคท่องเที่ยว ในปี 2567 ครอบคลุม 119 ประเทศ พบว่า ความสามารถในการแข่งขันของภาคท่องเที่ยวของประเทศไทย ลดลง 6 อันดับจากผลสำรวจครั้งที่ผ่านมา มาอยู่ที่อันดับที่ 47
“ดัชนีด้านความปลอดภัยของไทยล่าสุดปรับแย่ลงจากที่ 92 จาก 117 ประเทศ เป็น 102 จาก 119 ประเทศทั่วโลก เป็นอันดับแย่ที่สุดในอาเซียน สอดคล้องกับผลสำรวจล่าสุดของ Dragon Trail ซึ่งพบว่าคนจีนกังวลการเดินทางมาเที่ยวไทยเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวจาก 28% ในปี 2566 เป็น 51% ในปี 2567 มีส่วนทำให้นักท่องเที่ยวจีนมาไทยฟื้นตัวได้ช้า สะท้อนถึงไทยยังมีจุดอ่อนด้านความปลอดภัย
หากภาคท่องเที่ยวไทยยังต้องการรักษาความสามารถในการแข่งขัน สิ่งที่ทุกภาคส่วนต้องบูรณาการทำร่วมกัน ได้แก่ การเร่งแก้ปัญหาความปลอดภัย การบำรุงรักษาโครงสร้างพื้นฐานเดิมอย่างดี และยกระดับโครงสร้างพื้นฐานให้มีประสิทธิภาพและครบครัน การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อให้ธรรมชาติที่งดงามยังคงอยู่ และสร้างขีดความสามารถให้ภาคท่องเที่ยวของไทยยังแข่งขันได้ในอนาคต” นายยุทธศักดิ์ กล่าว
นายยุทธศักดิ์ กล่าวว่า กล่าวว่า สิ่งที่ประเทศไทยต้องทำ เพื่อการท่องเที่ยวที่มีการเติบโตอย่างยั่งยืน ได้แก่ 1.เสริมสร้างความแข็งแกร่งของห่วงโช่อุปทานบนพื้นฐานของคุณภาพและความยั่งยืน ยกระดับและปรับโครงสร้างให้สอดรับกับความต้องการของกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพ ส่งเสริมการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นและชุมชนอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม ทั้งในเมืองหลักและเมืองรอง (เมืองน่าเที่ยว)
2.พัฒนาปัจจัยสนับสนุนการท่องเที่ยวและโครงสร้างพื้นฐานบริการนักท่องเที่ยว ไม่ใช่แค่วีซ่าฟรี แต่รวมถึงปัจจัยที่เอื้อต่อการเดินทางอย่างสะดวกปลอดภัย เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดี มีคุณค่าจากการเดินทางท่องเที่ยว เพิ่มความประทับใจตั้งแต่ก้าวแรกที่มาถึง ตลอดระยะเวลาที่เดินทางท่องเที่ยว
3.ใช้ความยั่งยืนเป็นกลยุทธ์ในการสร้างการเติบโตและสร้างรายได้ทางการท่องเที่ยว ให้ความสำคัญกับการพัฒนาอุปทานที่สอดคล้องในมิติต่างๆ ภายใต้การสร้างสรรค์เพิ่มคุณค่าและมีความแตกต่าง ซึ่งหากดำเนินการทุกส่วนไปพร้อมกับการกระตุ้นดีมานด์ที่ไม่เน้นจำนวน แต่คำนึงถึงคุณภาพของนักท่องเที่ยวและการสร้างความยั่งยืนแล้ว มั่นใจได้ว่าจะส่งผลทำให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยมี Resilience ที่ดี มั่นคง แข็งแกร่ง และมีภูมิคุ้มกันระยะยาว เพื่อเป็นหลักประกันในการสร้างมูลค่าหรือรายได้ที่ยั่งยืนให้กับประเทศไทยได้

