หน้าแรก เศรษฐกิจ ครึ่งปีแรกเปิ...

ครึ่งปีแรกเปิดบ.ใหม่ลด 1.91% แต่ทุนจดทะเบียนฮวบกว่า 66% ส่วนปิดกิจการแค่พันราย พณ.คาดทั้งปีแตะ 9.8 หมื่นราย

18.07.24 | 15:26 น.

ครึ่งปีแรกเปิดบริษัทใหม่ลด 1.91% แต่ทุนจดทะเบียนฮวบกว่า 66% ส่วนปิดกิจการแค่พันราย พณ.คาด ครึ่งหลังรับอานิสงส์ท่องเที่ยว-ส่งออก ดันทั้งปีเปิดกิจการแตะ 9.8 หมื่นราย


เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ช่วง 6 เดือนแรก 2567 มียอดการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่ 46,383 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 145,078.60 ล้านบาท โดยประเภทธุรกิจที่มีการจดทะเบียนจัดตั้งสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ 1.ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 3,656 ราย ทุน 16,013.34 ล้านบาท 2.ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป 3,521 ราย ทุน 7,255.18 ล้านบาท และ 3.ธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหาร 2,105 ราย ทุน 4,352.90 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 7.88% 7.59% และ 4.54% ตามลำดับ ทั้งนี้หากเทียบช่วงเดียวกันปีก่อน แง่จำนวนจดตั้งธุรกิจใหม่ลดลง 903 ราย หรือลดลง 1.91% ทุนจดทะเบียนลดลง 283,568.88 ล้านบาท หรือลดลง 66.15%

เปิด 2 สาเหตุยอดจดทะเบียนใหม่ลด

นางอรมนกล่าวว่า สำหรับสาเหตุที่ยอดจดทะเบียนบริษัทใหม่ลดลงจากปี 2566 เนื่องจากมี 2 บริษัทที่มีมูลค่าทุนจดทะเบียนเกิน 1 แสนล้านบาท ได้ควบรวมกิจการและแปรสภาพ ได้แก่ 1.การควบรวมกิจการระหว่าง บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น เดิม และ บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น เป็น บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น ใหม่ โดยมีทุนจดทะเบียน 138,208.40 ล้านบาท และ 2.การแปรสภาพบริษัทจำกัด เป็น บริษัทมหาชนจำกัด ของ บมจ.บิ๊กซี รีเทล คอร์ปอเรชั่น มูลค่าทุน 124,435.03 ล้านบาท ทำให้ทุนจดทะเบียนปี 2566 สูงสุดเป็นประวัติการณ์ อีกทั้งครึ่งปีแรกมีธุรกิจที่มีทุนจดทะเบียนเกิน 1,000 ล้านบาท จำนวน 7 ราย รวม 19,178.14 ล้านบาท แบ่งเป็น ธุรกิจโฮลดิ้ง 4 ราย ธุรกิจเกี่ยวกับเครื่องมือแพทย์ 1 ราย ธุรกิจเกี่ยวกับแว่นตา 1 ราย และธุรกิจผลิตรถยนต์และชิ้นส่วนประกอบรถยนต์ 1 ราย

Advertisement

นางอรมนกล่าวว่า ส่วนยอดจดทะเบียนเลิกกิจการ 6 เดือนแรก มีธุรกิจจดทะเบียนเลิกกิจการ 6,039 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 76,748.35 ล้านบาท โดยธุรกิจ 3 ประเภทเลิกกิจการสูงสุด ได้แก่ 1.ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป 603 ราย ทุน 1,209.18 ล้านบาท 2.ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 340 ราย ทุน 4,863.76 ล้านบาท และ 3.ธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหาร 197 ราย ทุน 457.21 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 9.99%, 5.63% และ 3.26% จากจำนวนเลิกกิจการ

ครึ่งปีแรกยอดเลิกกิจการจำนวนลดลง แต่มูลค่าเพิ่มขึ้น

และเทียบครึ่งปีแรกปีนี้กับปีก่อน แง่จำนวนเลิกกิจการ ลดลง 1,058 ราย หรือลดลง 14.91% ทุนจดทะเบียนเลิกเพิ่ม 27,143.63 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 54.72% ทั้งนี้ มีธุรกิจมีทุนจดทะเบียนเลิกกิจการเกิน 1,000 ล้านบาท 4 ราย ทุนรวม 52,794.05 ล้านบาท แบ่งเป็น ธุรกิจผลิตเครื่องดื่ม 1 ราย ธุรกิจเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ไม้ 1 ราย ธุรกิจเกี่ยวกับโทรคมนาคม 1 ราย และธุรกิจเกี่ยวกับเช่าห้องชุดพักอาศัย 1 ราย โดยเทียบอัตราการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจ กับ จดทะเบียนเลิกปี 2567 อยู่ที่ จัดตั้ง 8 ราย เลิก 1 ราย ปี 2566 จัดตั้ง 7 ราย เลิก 1 ราย

นางอรมนกล่าวว่า ทั้งนี้ ยอดจัดตั้งธุรกิจใหม่เดือนมิถุนายน 2567 มีจำนวน 7,351 ราย ลดลง 275 ราย คิดเป็น 3.61% เทียบปีก่อน และมีมูลค่าทุนจดทะเบียน 27,979.07 ล้านบาท ลดลง 11,760.65 ล้านบาท คิดเป็น 29.59% ขณะที่มีจำนวนเลิกกิจการ 1,416 ราย ลดลง 243 ราย คิดเป็น 14.65% แต่เพิ่มจากเดือนพฤษภาคมปีนี้ 412 ราย คิดเป็น 41.04% มีทุนเลิก 4,903.58 ล้านบาท ลดลง 1,391.43 ล้านบาท คิดเป็น 22.10% เทียบเดือนมิถุนายน และลดลงจากเดือนพฤษภาคมปีนี้ 49,900.79 ล้านบาท คิดเป็น 91.05%

ครึ่งปีแรกต่างด้าวลงทุน เกือบ 400 ราย

นางอรมนกล่าวว่า สำหรับครึ่งปีแรก 2567 มีการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทย ภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 จำนวน 385 ราย โดยเป็นการลงทุนผ่านช่องทางการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 106 ราย และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 279 ราย เงินลงทุนรวม 81,487 ล้านบาท จ้างงานคนไทย 1,852 คน โดยชาวต่างชาติที่เข้ามาลงทุน 5 อันดับแรก ญี่ปุ่น 103 ราย สัดส่วน 27% สิงคโปร์ 63 ราย สัดส่วน 16% สหรัฐ 60 ราย สัดส่วน 16% จีน 42 ราย สัดส่วน 11% ฮ่องกง 31 ราย สัดส่วน 8% ขณะเดียวกันต่างชาติลงทุนในพื้นที่ EEC ครึ่งปีแรก2567 จำนวน 116 ราย คิดเป็น 30% ของจำนวนนักลงทุนต่างชาติในไทย และมีมูลค่าการลงทุน 21,034 ล้านบาท คิดเป็น 25% ของเงินลงทุนทั้งหมด โดยเป็นนักลงทุนชาวต่างชาติเข้ามาลงทุนอันดับแรกคือญี่ปุ่น 40 ราย ลงทุน 5,225 ล้านบาท จีน 21 ราย ลงทุน 1,918 ล้านบาท ฮ่องกง 12 ราย ลงทุน 5,008 ล้านบาท และประเทศอื่นๆ 43 ราย ลงทุน 8,883 ล้านบาท

นางอรมนกล่าวว่า ครึ่งปีแรก 2567 ภาพรวมเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทย มีแนวโน้มการฟื้นตัวอย่างช้าๆ แต่อาจมีความแตกต่างกันในรายละเอียดของแต่ละภูมิภาค โดย World Bank คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจโลก เติบโตประมาณ 2.6% ปี 2567 ใกล้เคียงปี 2566 และจะเพิ่มเป็น 2.8% ปี 2568 ทั้งนี้ สำหรับเศรษฐกิจในตลาดเกิดใหม่และประเทศกำลังพัฒนา (EMDEs) คาดเติบโตลดลงจาก 4.2% ปี 2566 เป็น 4% ปี 2567-68

ศก.ไทยฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไปผลจากหนี้ครัวเรือนพุ่ง-ศก.โลกไม่แน่นอน

โดยภาพรวมเศรษฐกิจไทยปี 2567 สามารถฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป จากแรงสนับสนุนการบริโภคภายในประเทศ การท่องเที่ยว และการส่งออก ต้องเผชิญกับความท้าทายจากหนี้ครัวเรือนที่สูงและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจโลก โดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทย เติบโตประมาณ 2.5% ปี 2567 จากส่งออกขยายตัวและภาคท่องเที่ยวฟื้นตัว ซึ่งครึ่งปีแรก 2567 ยอดจัดตั้งธุรกิจ 46,383 ราย มูลค่า 145,079 ล้านบาท เป็นไปตามเป้าที่กรมตั้งไว้ในกรอบ 44,000-47,000 ราย แยกเป็นสัดส่วนธุรกิจภาคบริการ 57.09% ภาคขายส่ง/ขายปลีก 32.67% และภาคการผลิต 10.25%

นางอรมนกล่าวว่า สำหรับธุรกิจไทยครึ่งปีหลัง 2567 ดูจากปัจจัยเศรษฐกิจโลกครึ่งหลังมีแนวโน้มเติบโตใกล้เคียงที่ 2.7% โดยมุมมองเศรษฐกิจปี 2567 ของ SCB EIC เชิงบวกต่อเศรษฐกิจสหรัฐมากขึ้น เศรษฐกิจจีนมีแนวโน้มดีขึ้น แต่ยังมีความเสี่ยงด้านประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ ความไม่แน่นอนของนโยบายรัฐบาลแต่ละประเทศ สูงขึ้นจากผลการเลือกตั้งเกือบทั่วโลกในปีนี้ โดยเฉพาะผลการเลือกตั้งสหรัฐ คาดแนวโน้มจัดตั้งธุรกิจใหม่ทั้งปี 2567 จะเติบโต 5-15% หรือมีจำนวน 90,000-98,000 ราย จากปัจจัยสนับสนุน เช่น นโยบายของภาครัฐ การเดินหน้านโยบายเงินดิจิทัลเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ มาตรการดึงดูดการลงทุนจากชาวต่างชาติที่มีการกระตุ้นตั้งแต่ช่วงไตรมาสแรกของปี เช่น มาตรการวีซ่าพำนักระยะยาว มาตรการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับกิจการผลิตและกิจการ รวมทั้งการลงทุนจากภาครัฐที่กำลังดำเนินการหลังจากที่เริ่มจัดสรรงบประมาณในปี 2567 การเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจโดยรวม แผนงานภาครัฐกระตุ้นด้านการท่องเที่ยวต่อเนื่อง รองรับช่วงฤดูการท่องเที่ยว ทั้งของต่างชาติและคนไทย ส่งผลให้ธุรกิจท่องเที่ยวและธุรกิจที่เกี่ยวข้อง เช่น โรงแรม ร้านอาหาร การขนส่ง และอื่นๆ ได้รับอานิสงส์ตามไปด้วย คาดจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจเกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวจะมากขึ้นด้วย

นางอรมนกล่าวว่า อย่างไรก็ตาม คงมีปัจจัยท้าทาย เช่น ปัญหาหนี้สินภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ กระทบต่อกำลังซื้อผู้บริโภคในประเทศ อัตราเงินเฟ้อ ปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์จากต่างประเทศอาจส่งผลต่อภาวะเศรษฐกิจโลกและกระทบมาถึงเศรษฐกิจของไทย รวมทั้ง การใช้จ่ายเงินงบประมาณของภาครัฐที่ต้องเร่งเบิกจ่ายให้เร็วขึ้น เนื่องจากเกี่ยวข้องกับธุรกิจเอสเอ็มอีโดยตรง หากงบประมาณลงพื้นที่อย่างรวดเร็ว จะส่งผลให้เกิดการจ้างงานเพิ่มขึ้น และมีการใช้จ่ายเงินเพื่อการบริโภคโดยทันทีเช่นเดียวกัน