หน้าแรก เศรษฐกิจ ม.รังสิตประเม...

ม.รังสิตประเมินตัวเลขจีดีพีปี’59ทำได้แค่2.8%-พร้อมคาดการณ์จีดีพีไตรมาสแรกปีนี้ที่ 3.5%

19.02.17 | 16:31 น.

นายอนุสรณ์ ธรรมใจ รรองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ และ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เปิดเผยว่า ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจเพื่อการปฏิรูป ม.รังสิต ได้ประเมินตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาส 4 ปี พ.ศ. 2559 โดยมองว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ไตรมาส 4 ปี 2559 ขยายตัวได้ที่ระดับ 2.7-2.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีที่แล้ว โดยทางคณะเศรษฐศาสตร์ ม. รังสิตยังคงประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจทั้งปี 2559 ไว้ที่ระดับ 3.2% เช่นเดิม และ คาดการณ์เศรษฐกิจไตรมาสแรกปี พ.ศ. 2560 ว่าจะเติบโตได้ที่ระดับ 3.4-3.5% แม้นจะได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมภาคใต้ต่อเนื่องมาจากปลายปีที่แล้วก็ตาม เนื่องจาก ภาคการบริโภคกระเตื้องขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับไตมาส 4 ภาคการลงทุนฟื้นตัวชัดเจนขึ้นโดยเฉพาะการเดินหน้าโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ส่วนภาคส่งออกไม่ได้ปรับตัวดีขึ้นมากนัก สินค้าอิเลคทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ส่งออกของไทยเป็นการส่งสินค้าขั้นกลางไปจีนในสัดส่วนสูงและจะได้รับผลกระทบการกีดกันสินค้าของสหรัฐฯเนื่องจากอยู่ในห่วงโซ่การผลิตเชื่อมโยงกัน ผลิตภัณฑ์พลาสติก เม็ดพลาสติกผลิตของเล่น จะกระทบอย่างหนักเนื่องจากไทยส่งสินค้าขั้นกลางไปจีนในสัดส่วนสูงสุดและจะได้รับผลกระทบการกีดกันสินค้าเนื่องจากอยู่ในห่วงโซ่การผลิตเชื่อมโยงกัน 25% ของการส่งออกเม็ดพลาสติกของไทยไปที่จีน ไทยจึงควรหาตลาดใหม่มาทดแทนจีน หรือ เชิญชวนให้ผู้ผลิตสินค้าขั้นปลายย้ายฐานการผลิตมาที่ไทยหรืออาเซียน สินค้าส่วนใหญ่ที่กระทบเป็นสินค้าที่ผลิตโดยบริษัทขนาดใหญ่และเครือข่ายการผลิตบรรษัทข้ามชาติ มีผลกระทบต่อ SMEs ไม่มาก

นายอนุสรณ์กล่าวว่า ส่วนภาคท่องเที่ยวยังคงขยายตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง การจะทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพ ในระยะสั้น ต้องทำให้ ภาคบริโภคฟื้นตัวเต็มที่เนื่องจากภาคบริโภคของเอกชนคิดเป็น 51% ของการใช้จ่ายในระบบเศรษฐกิจ ภาคการลงทุนเอกชนคิดเป็น 19% ของการใช้จ่ายในระบบเศรษฐกิจ ส่วนการลงทุนภาครัฐคิดเป็น 6% ของการใช้จ่ายระบบเศรษฐกิจเท่านั้นเอง แม้นรัฐบาลจะเร่งรัดการใช้จ่ายอย่างไรก็จะกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นได้ระดับหนึ่งเท่านั้น หากไม่บริหารจัดการเงินคงคลังเงินไหลเข้า (ภาษีและรายได้อื่นๆ) และ เงินไหลออก (เงินใช้จ่ายออกเพื่อลงทุนหรือบริโภคของภาครัฐ) ก็อาจมีปัญหาสภาพคล่องได้ แต่จะไม่ถังแตกเพราะฐานะทางการคลังโดยรวมยังคงมั่นคงดี ในระยะยาวแล้ว หากต้องการเพิ่มศักยภาพการเติบโตต้องมุ่งไปที่การสร้าผลิตภาพด้วยนวัตกรรม การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันและการบูรณาการความร่วมมือทางเศรษฐกิจ


ส่วน กฎหมายใหม่ เช่น พ.ร.บ. ส่งเสริมการลงทุนฉบับใหม่ และ พ.ร.บ. ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันจะเป็นเครื่องมือในการทำให้ความสามารถในการแข่งขันของไทยดีขึ้นในระยะปานกลางและระยะยาว รวมทั้งจะเป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้ภาคส่งออกที่หดตัวต่อเนื่องมาหลายปีได้เปลี่ยนทิศทางดีขึ้นในระยะต่อไป ขณะที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกจะเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตเศรษฐกิจการลงทุนอย่างมีเสถียรภาพในระยะยาว

นายอนุสรณ์ กล่าวอีกว่า การปรับเพิ่มขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอเมริการะยะ 10 ปีจะส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืมผ่านตลาดตราสารหนี้ไทยมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นตาม นักลงทุนและนักธุรกิจทั่วโลกต้องรับมือกับต้นทุนการกู้ยืมระยะยาวที่สูงขึ้น และมีความเป็นไปได้สูงขึ้นที่ธนาคารกลางสหรัฐจะปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้เดิม คือ ปรับเพิ่มในเดือนมีนาคมแทนที่จะเป็นเดือนมิถุนายน ตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียอาจมีการปรับฐานลงได้จากเคลื่อนย้ายเงินทุนระยะสั้นกลับสหรัฐอเมริกาและพักเงินไว้ในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำกว่า เงินดอลลาร์จะกลับมาแข็งค่าอีกรอบหนึ่งและเงินบาทอ่อนค่าลง หากไม่มีแรงกดดันด้านเงินไหลออกและเงินเฟ้อมากเกินไป คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทยน่าจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 1.5% ตลอดทั้งปีได้ ทิศทางราคาน้ำมันในไตรมาสแรกน่าจะอยู่ที่ 53-54 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยราคาน้ำมันอาจปรับขึ้นไปแตะรับสูงสุดในช่วงกลางปีที่ระดับ 62-63 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จาก OPEC บรรลุข้อตกลงลดกำลังการผลิต 1.2 ล้านบาร์เรลต่อวันเป็นเวลา 6 เดือน และ กลุ่ม Non-OPEC ก็จะลดกำลังการผลิตด้วย โดยปีนี้ สำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐฯ EIA คาดว่า อุปสงค์น้ำมันโลกจะเติบโตเพิ่มขึ้น 1.6% โดยภูมิภาคเอเชียขยายตัวสูงสุดที่ 3.6% แต่ราคาน้ำมันเฉลี่ยทั้งปีจะไม่ขึ้นไปสูงมากและช่วงครึ่งปีหลังราคามีแนวโน้มอ่อนตัวลงจากปัจจัยทางด้านอุปทาน มีอุปทานน้ำมันล้นตลาดอยู่ 4.2 แสนบาร์เรลต่อวัน (อุปสงค์อยู่ที่ 9.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน อุปทานอยู่ที่ 9.74 ล้านบาร์เรลต่อวัน) และรัฐบาลสหรัฐฯภายใต้ Donald Trump ยังมีนโยบายสนับสนุนการผลิตในธุรกิจอุตสาหกรรมน้ำมันฟอสซิลมากเป็นพิเศษ