เยี่ยม จ.แพร่‘มหานครสุราพื้นบ้าน’
ปั้น 1 ชุมชน 1 สรรพสามิตแชมเปี้ยน ….ซอฟต์พาวเวอร์ไทย
ห ากใครมีโอกาสเดินทางไป จ.แพร่ นอกจาก พระธาตุช่อแฮ สถานที่ศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง วนอุทยานแพะเมืองผี และของฝากชื่อดังอย่าง เสื้อม่อฮ่อม แล้วยังมี สุรากลั่นชุมชน ที่ ต.สะเอียบอ.สอง จ.แพร่ อยากเชิญชวนให้แวะไปทำความรู้จัก ลิ้มลองสักครั้งการันตีโดย กรมสรรพสามิต!!
เมื่อเร็วๆ นี้ แม่ทัพใหญ่ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพสามิต และทีมโฆษกกรม ได้พาคณะผู้สื่อข่าวสายกระทรวงการคลัง เดินทางไปชมงานสุราชุมชนที่ จ.แพร่

สรรพสามิตเยือนมหานครสุราพื้นบ้าน
เริ่มด้วยการเดินทางผ่าน รถไฟตู้นอน เส้นทางสายเหนือ จากกรุงเทพฯ (สถานีกลางบางซื่อ)-แพร่ (อ.เด่นชัย) แล้วเดินทางต่อไป ต.สะเอียบ อ.สอง จ.แพร่ ที่ตั้งของวิสาหกิจชุมชนสุราพื้นบ้านสักทองแพร่ ถือว่าใหญ่ที่สุดในประเทศไทยก็ว่าได้
อธิบดีเอกนิติ ให้ข้อมูลสำคัญว่า จากการออกกฎกระทรวงการผลิตสุรา พ.ศ.2565 ที่ปลดล็อกกฎหมายต่างๆ อย่างต่อเนื่อง รวมถึงมาตรการของรัฐบาลในการได้ปรับลด อัตราภาษีสุราแช่พื้นเมือง ประเภท อุ กระแช่ สาโท โดยปรับอัตราภาษีตามมูลค่าจากเดิม 10% เป็น 0% เพื่อลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการในการทางธุรกิจ และสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการ
ส่งผลให้สุราชุมชนเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยผู้ประกอบการที่ปฏิบัติตามกฎหมายและขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้องกับกรมสรรพสามิต ต่างมีการเติบโตและสร้างรายได้เพิ่มขึ้นมากอย่างเห็นได้ชัด
ส่วนกรมสรรพสามิตในฐานะหน่วยงานที่กำกับดูแลและจัดเก็บภาษีสินค้าสุราให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศด้วยภาษีสรรพสามิต โดยมีนโยบายในการส่งเสริมและขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนควบคู่กับการพัฒนาและยกระดับคุณภาพสุราชุมชนให้มีมาตรฐานสากล เป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน
อีกทั้งให้ความสำคัญกับเรื่องสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล หรือ ESG ตามนโยบายของรัฐบาล ภายใต้การกำกับดูแลของ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ที่ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียวและเศรษฐกิจชุมชน

จ.แพร่ถือเป็นหนึ่งในตัวอย่างพื้นที่ที่สร้างรายได้ให้กับชุมชนและมีการเติบโตแบบก้าวกระโดด โดยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (ปี 2557-2566) พื้นที่แพร่จัดเก็บภาษีสุราชุมชนเฉลี่ย 443 ล้านบาทต่อปี คิดเป็นกว่า 30% ของการจัดเก็บภาษีสุราชุมชนทั่วประเทศ จนทำให้มีการเรียกจังหวัดแพร่ว่าเป็น “มหานครแห่งสุราพื้นบ้าน” สะท้อนให้เห็นถึงการเติบโตขึ้นอย่างแข็งแกร่ง สามารถสร้างรายได้หมุนเวียนภายในชุมชนเป็นจำนวนมาก
ทั้งยังสร้างงานสร้างรายได้ ให้พี่น้องในชุมชนตลอดห่วงโซ่การผลิต โดยผู้สูงอายุสามารถทำงานล้างขวดที่บ้าน ส่วนลูกหลานที่เรียนจบกลับมาจากทั้งในประเทศและต่างประเทศก็ได้นำวิชาความรู้ กลับมาพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่อยอดทางธุรกิจ ซึ่งเป็นทั้งการพัฒนาชุมชนอย่างต่อเนื่อง และยังเป็นการอนุรักษ์ภูมิปัญญาชาวบ้านให้คงอยู่สืบไป

“ความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการและกรมสรรพสามิต ส่งเสริมให้สุราชุมชนจังหวัดแพร่เติบโตขึ้นมากอย่างก้าวกระโดด หนึ่งในตัวอย่างวิสาหกิจชุมชนที่เติบโตอย่างมากคือ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนสุราสักทองแพร่ ต.สะเอียบ อ.สอง จ.แพร่ โดยปัจจุบันมีกลุ่มผลิตสุรา นับร้อยกลุ่ม มีผลิตภัณฑ์สุราชุมชนหลากหลาย ซึ่งใช้วัตถุดิบ ข้าวเหนียวจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือและน้ำจากหล่มด้ง อุทยานแห่งชาติแม่ยม ซึ่งเป็นที่มาว่าแอ่งน้ำแห่งนี้รายล้อมด้วยความเขียวขจี
ของพันธุ์ไม้ต่างๆ ทำให้อุณหภูมิของน้ำที่นี่มีผลทำให้สุรามีรสชาติอร่อย” อธิบดีเอกนิติระบุ
ปั้น 1 ชุมชน 1 สรรพสามิตแชมเปี้ยน
อธิบดีเอกนิติให้ข้อมูลอีกว่า ขณะนี้ กรมสรรพสามิตอยู่ระหว่างการดำเนินโครงการ “1 ชุมชน 1 สรรพสามิตแชมเปี้ยน” เพื่อดึงความร่วมมือของสรรพสามิตพื้นที่ และผู้ประกอบการ ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนด้วยภาษีสรรพสามิต ยกระดับคุณภาพชีวิต สร้างมาตรฐานสากล (สินค้าและกระบวนการผลิตสุราชุมชน) มุ่งเน้น สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล เดินหน้าชุมชนสู่ความยั่งยืน
โดยสรรพสามิตจะมีการผนึกกำลังกับภาคีเครือข่ายสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนและผู้ประกอบการ ในด้านการเข้าถึงแหล่งทุน แหล่งความรู้ด้านการตลาด พลังงาน สิ่งแวดล้อม คุณภาพสินค้า และการผลิต รวมถึงส่งเสริมและให้ความสำคัญในด้าน ESG เพื่อสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขัน และลดการใช้คาร์บอน เดินหน้าประเทศ สู่ Net Zero
นอกจากการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนที่กรมสรรพสามิตให้ความสำคัญแล้ว กรมยังให้ความสำคัญกับการเข้าสู่ระบบของผู้ประกอบการ เพราะสินค้าปลอม หรือไม่ได้มาตรฐาน จะก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพของผู้บริโภค และที่สำคัญการให้ความสำคัญในเรื่องสิ่งแวดล้อมและสังคม ในการลดการปล่อยคาร์บอน การใช้พลังงาน ทดแทน หรือการใช้ทรัพยากรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดเป็นสิ่งที่กรมให้ความสำคัญ
โดยสรรพสามิต พื้นที่ จ.แพร่ ได้ร่วมกับผู้ประกอบการทำบ่อหมกก๊าซชีวภาพ ที่เกิดจากการเก็บกักอุจจาระหมู โดยก๊าซชีวภาพนี้จะมีการเพื่อใช้เป็นพลังงานในครัวเรือน พลังงานทดแทนในการผลิตสุรา รวมถึงพลังงานไฟฟ้าเพื่อใช้ในชุมชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่ตำบลสะเอียบประสบกับปัญหากระแสไฟฟ้าตกบ่อย
“การดำเนินการนี้นอกจากจะช่วยเรื่องสิ่งแวดล้อมและสังคมแล้ว ยังช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย และสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการ สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของกรมสรรพสามิต ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยภาษีสรรพสามิต มุ่งเน้น สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล สร้างมาตรฐานสากลเดินหน้าประเทศไทยสู่ความยั่งยืน” อธิบดีเอกนิติระบุทิ้งท้าย
วิสาหกิจชุมชนยกมือหนุน
ด้านตัวแทนวิสาหกิจชุมชน สมคิด ขอนขะแจะ ประธานวิสาหกิจชุมชนสุราม้าบัวเงิน จ.แพร่ ระบุว่า การที่รัฐบาลปลดล็อกกฎหมายสุราพื้นบ้าน ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี ช่วยสร้างโอกาสให้ผู้ที่ทำสุราพื้นบ้าน
อย่างตนเองจะไปทำงานอย่างอื่นก็ลำบาก ความรู้ก็ไม่มี ดังนั้น การปลดล็อกกฎหมายครั้งนี้จากที่ต้องสู้ ต้องปิดบ้านหนี หลบซ่อน จากเจ้าหน้าที่รัฐ กลายเป็นเจ้าหน้าที่ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่จากกรมสรรพสามิต มาเป็นที่ปรึกษา ให้คำแนะนำว่าทำอย่างไรถึงจะถูกต้อง รวมทั้งยังช่วยแนะนำ บอกต่อสินค้าให้เราด้วย
ประธานวิสาหกิจชุมชนสุราม้าบัวเงินระบุอีกว่า สิ่งที่อยากให้ภาครัฐช่วยเพิ่มเติม คือ อยากให้ลดภาษี โดยเฉพาะภาษีแสตมป์ ไม่ได้ขอให้ลดเยอะ แต่อยากให้อยู่ในอัตราที่สู้กับสุราที่ไม่ถูกกฎหมายได้ เพราะสุราพื้นบ้านแบบผิดกฎหมายราคาขายถูกกว่ากันครึ่งหนึ่ง และเชื่อว่าหากภาครัฐลดให้ คนที่อยู่อย่างผิดกฎหมายจะเข้ามาในระบบอีก เพราะภาษีก็เป็นต้นทุนเช่นกัน บางคนก็ไม่มีทุนเพียงพอที่จะเข้ามาในระบบได้
ขณะที่ ดารารัตน์ สลักหล่าย ประธานวิสาหกิจชุมชนแก่งเสือเต้น จ.แพร่ ระบุว่า แต่ก่อนชุมชนทำการค้าไม้สัก จนถึงปี 2534 ก่อนที่จะหันมาทำสุรากลั้นพื้นบ้าน และจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายในปี 2546
ขณะนี้ มี 4 ชุมชน ที่ทำสุรากลั้น สุราพื้นบ้าน จาก 10 ชุมชนในแก่งเสือเต้น ซึ่งวิสาหกิจชุมชนแก่งเสือเต้นมีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลา โดยความภาคภูมิใจของเรา คือ ได้รับรางรัล โอท็อป TOP10 ในปี 2558
“วันที่ 31 กรกฎาคม 2567 นี้ เราได้รับการตรวจรับประเมิน เข้าชิงรางวัลชนะเลิศ
รัฐปี 2567 หัวข้อ รวมใจแก้จน ผลงานเรื่อง ‘น้ำ ข้าว เขาสะเอียบ Soft Power เมืองช่อแฮ’ สะท้อนการสร้างงานสร้างอาชีพ ให้คนในชุมชนมีงานทำ รักสำนึกบ้านเกิด และมีคุณภาพชีวิตที่ดี เหล้าหนึ่งขวดนั้น ช่วยสร้างอาชีพมากหมาย ไม่ว่าจะตัดกระกระดาษ ล้างขวด ต้มเหล้า ลูกจ้างพนักงาน ขนส่งสินค้า” ประธานวิสาหกิจชุมชนแก่งเสือเต้น ระบุ

ประธานวิสาหกิจชุมชนแก่งเสือเต้น ระบุว่า อย่างไรก็ดีเราก็ยังมีปัญหาต่างๆ อยู่ 3 ประเด็นสำคัญ คือ 1.เดือนมีนาคม-พฤษภาคมของทุกปี จะเป็นช่วงที่อากาศร้อนมาก จนทำให้การกลั้นสุราได้น้ำสุราน้อยกว่าปกติ ซึ่งเรื่องนี้ทางสรรพสามิตพื้นที่ จ.แพร่ ได้พาไปศึกษาดูงาน และสนับสนุนการทำระบบทำความเย็นในกระบวนการหมัก (Evaporator)
2.ชุมชนเก่งเสือเต้นนั้น มีอีกอาชีพสำคัญคือ การเลี้ยงสุกร ซึ่งเป็นสุกรที่เลี้ยงด้วยส่าเหล้า หรือที่รู้จักกันว่า เนื้อหมูน้ำโจ้ ถือเป็นของดี เนื้อหมูสีแดงอมชมพู เนื้อแน่น ไขมันน้อย และที่สำคัญ รสชาติอร่อย แต่การเลี้ยงสุกรก็ต้องมีการบริหารจัดการมูลสุกล ที่มีกลิ่นเหม็น โดยขณะนี้ทางสำนักงานคลังจังหวัดแพร่ร่วมกับคณะผู้บริหารการคลังประจำจังหวัดแพร่ (คบจ.แพร่) ได้ส่งเสริมและสนับสนุน การนำมูลสุกรไปผลิตเป็นก๊าซชีวภาพใช้เป็นพลังงานทดแทนได้ด้วย
และ 3.ปัญหาเรื่องการตลาด ด้วยความที่วิสาหกิจชุมชนเป็นผู้ประกอบการขนาดเล็ก สู้กับรายใหญ่ไม่ไหว และยอดขายหลังจากโควิดอยู่ในทิศทางที่ดิ่งลง จึงอยากขอให้ภาครัฐ ช่วยพิจารณาหาแนวทางการขยายตลาด การประชาสัมพันธ์ที่มากขึ้น เนื่องจากสินค้าสุราเราไม่สามารถทำโฆษณาได้ตามกฎหมาย ถ้าเราเติบโตได้ ก็จะช่วยให้คนมีงานทำ มีรายได้ และมีเงินจ่ายคืนเป็นภาษีให้แก่ภาครัฐแน่นอน
ด้าน กัญญาภัค ออมแก้ว ประธานวิสาหกิจชุมชนสุราสักทอง จ.แพร่ กล่าวว่า ในอดีตที่ผ่านมา การสืบทอดภูมิปัญญา สุราชุมชน เป็นไปอย่างหลบๆ ซ่อนๆ เพราะยังไม่ได้รับอนุญาตอย่างถูกร้องตามกฎหมาย แต่เมื่อมีการเปิดอย่างเสรี และให้ชาวบ้านในชุมชนตำบลสะเอียบสามารถนำภูมิปัญญานั้น มาทำต่อยอดเป็นอาชีพอย่างยั่งยืนได้ ทำให้ชาวบ้านสามารถลิตสร้างแบรนด์ผลิตภัณฑ์ของตนเองเพื่อจัดจำหน่ายได้
เปิดสูตรลับผลิตสุรากลั่น
ในกระบวนการผลิตสุรากลั่นนั้น อุดมไปด้วยสมุนไพร และพืชพื้นบ้านบางชนิดที่นำมาใช้ เป็นส่วนผสม นอกจากการใช้ข้าวเหนียวและลูกแป้ง สมุนไพรพื้นบ้าน การทำลูกแป้ง หมักข้าวเหนียวเพื่อผลิตสุรากลั่นชุมชน คือ สมุนไพรพื้นบ้าน และเครื่องเทศหลายชนิดเช่น ขิง ข่า พริกไทย กระเทียม พริก ผักย่านาง ดีปลี จักข่าน ใบมะค่าง เป็นต้น
กระบวนการผลิตนิ่งข้าวเหนียวสุกแล้วรอจนข้าวเหนียวนึ่งเย็น นำข้าวเหนียวนิ่งสุกที่เย็นแล้วใส่ภาชนะ ส่วนมากจะใช้เป็นกะละมังหมัก ผสมลูกแป้งสมุนไพรบดละเอียดคลุกเคล้ากับน้ำเสร็จแล้วหุ้มด้วยพลาสติกใสหมักไว้ 3-5 วัน เติมน้ำในข้าวเหนียวที่หมักไว้ให้ได้ปริมาณหมักต่ออีก 12-15 วัน นำข้าวเหนียวที่หมักไว้ 12-15 วัน มาคนให้เข้ากันพอประมาณแล้วนำมากลั่นเป็นน้ำสุราให้ได้รสชาติ ส่งออกจำหน่ายทั่วประเทศและกลายเป็นสุรากลั่นชุมชนที่มีชื่อเสียงสร้างรายได้อย่างยั่งยืน
สำหรับ ต.สะเอียบ เกือบ 99% นอกจากการทำนา เพื่อให้ผลผลิตข้าวแล้ว อาชีพหลักของคนในชุมชนคือการทำสุรากลั่นอย่างถูกกฎหมาย ทั้งผู้ประกอบการรายเล็ก ขนาดกลางไปถึงโรงงานขนาดใหญ่ มีมากกว่า 200 แห่ง คลอบคลุมพื้นที่ตำบลสะเอียบ สามารถสร้างงานให้คนในชุมชน สร้างรายได้ให้กับจังหวัดแพร่ โดยเฉพาะในการเสียภาษีอากรแสตมป์ ที่แค่วิสาหกิจชุมชนสุราสักทองก็จ่ายภาษีไปแล้วหลักร้อยล้านบาทต่อปี
ปัจจุบัน สุรากลั่นชุมชนพื้นบ้านจากวิสาหกิจชุมชนสุราสักทองแพร่ ได้รับความนิยม มีลูกค้าเป็นร้านอาหาร ประเภท สถานบันเทิง บาร์ โดยเฉพาะจากกรุงเทพมหานคร ที่เป็นลูกค้าประจำ อุดหนุนสุรากลั่นชุมชนพื้นบ้านของเรา ไปทำเป็นวัตถุดิบในการเหล้าค็อกเทล เป็นต้น
นอกจาก กลุ่มวิสาหกิจชุมชนสุราสักทองแพร่เป็นกลุ่มผู้ผลิต สินค้า OTOP ประเภทสุรากลั่นชุมชนพื้นบ้านเป็นหลักแล้ว ยังมีแนวความคิดอยากจะให้สมาชิกลุ่มมีรายได้เพิ่มขึ้น ด้วยการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ความหลากหลายมากขึ้น โดยนำสุรากลั่นที่เหลือจากการผลิตไปต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง และจะมีการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ต่อไป
“สุรากลั่นพื้นบ้าน” ถือเป็นตัวอย่างสินค้าที่ถูกผลักดันให้ถูกกฎหมาย จนนำไปสู่การสร้างงาน สร้างรายได้ให้ชุมชน
จะเป็นความหวังดันตลาด “ซอฟต์พาวเวอร์” ไทย ให้ไปไกลสู่การส่งออกได้หรือไม่ ติดตามกัน!!
ณัฐชนัน ฐิติพันธ์รังสฤต

