‘พีระพันธุ์’ ดันกม.บริหารน้ำมันฉบับใหม่เข้าสภา ลุ้นบังคับใช้ต้นปี’68 กำหนดเพดาน-ยุบกองทุนฯ

24.07.24 | 14:34 น.

‘พีระพันธุ์’ ดันกม.บริหารน้ำมันฉบับใหม่เข้าสภา ลุ้นบังคับใช้ต้นปี’68 กำหนดเพดาน-ยุบกองทุนฯ


เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม ที่กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึงมาตรการดูแลราคาพลังงานทั้งการตรึงค่าไฟ 4.18 บาทต่อหน่วย งวดเดือนกันยายน-ธันวาคม 2567 และตรึงราคาดีเซลไม่เกิน 33 บาท เดือนสิงหาคมถึงตุลาคม 2567 ว่า เป็นมาตรการเพื่อดูแลค่าครองชีพให้กับประชาชนและลดภาระให้กับภาคเอกชน ยืนยันว่าไม่กระทบกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) และบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) เพราะไม่ใช่การรับภาระหนี้แทน แต่เป็นการชะลอหนี้ให้กับประชาชน โดยทั้ง 2 หน่วยงานต้องการช่วยเหลือประชาชนเช่นกัน

“ในส่วนของค่าไฟ กฟผ.จะได้รับเงินคืนบางส่วน ขณะที่การดูแลดีเซลจะให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าดูแลเดือนละประมาณ 2,000 ล้านบาท” นายพีระพันธุ์กล่าว

นายพีระพันธุ์กล่าวว่า ปัญหาโครงสร้างราคาพลังงานของไทย เกิดจากกฎหมายที่กระทรวงพลังงานไม่มีอำนาจในการบริหารจัดการอย่างเต็มที่ กฎหมายที่มีอยู่อย่าง พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ไม่เพียงพอในการบริหารราคาน้ำมันที่เป็นธรรมกับประชาชน อาทิ ประเด็นภาษีที่ประชาชนโดนเรียกเก็บซ้ำซ้อน ทั้งภาษีสรรพสามิต ภาษีท้องถิ่น ขณะที่เนื้อน้ำมันราคาต้นทุนจริงอยู่ที่ระดับ 21 บาทต่อลิตรเท่านั้น ดังนั้นกระทรวงพลังงานจึงร่างกฎหมายฉบับใหม่เพื่อเข้ามาบริหารจัดการโครงสร้างราคาน้ำมันทั้งระบบ ปัจจุบันกฎหมายเสร็จแล้ว รอเสนอเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร คาดว่ากฎหมายฉบับนี้จะสามารถบังคับใช้ได้หลังปีใหม่ โดยกฎหมายฉบับนี้ชื่อว่า พ.ร.บกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง

Advertisement

นายพีระพันธุ์กล่าวว่า ยืนยันกฎหมายบริหารโครงสร้างราคาน้ำมันฉบับนี้ จะมีความเป็นธรรมกับทุกภาคส่วน กลไกลยังคงเป็นการค้าเสรี แต่จะมีกรอบควบคุมด้านราคา กำหนดเพดานภาษี ความจำเป็นในการผสมแก๊สโซฮอล์และไบโอดีเซลที่อดีตราคาถูก แต่ปัจจุบันราคาอยู่ในระดับสูง และใช้เงินกองทุนฯบริหารจัดการ โดยมีกระทรวงพลังงานเป็นผู้ควบคุมทั้งหมด เบื้องต้นจะมีการตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างกระทรวงพลังงานและกระทรวงการคลัง โดยจะมีการหารือกับ นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อหาข้อสรุปด้านภาษี ควบคู่ไปกับการออกกฎหมายฉบับใหม่ต่อไป