‘ซีอาร์จี’ ลุยร่วมทุนร้านอาหาร ปรุงสูตร ‘1+1 มากกว่า 2’ ปั้นแบรนด์

26.07.24 | 11:50 น.

‘ซีอาร์จี’ ลุยร่วมทุนร้านอาหาร
ปรุงสูตร ‘1+1 มากกว่า2’ ปั้นแบรนด์

ตลาดร้านอาหารมูลค่า 480,000 ล้านบาท เริ่มกลับมาคึกคักหลังวิกฤตโควิด ทั้งหน้าเก่า หน้าใหม่ ดาหน้าขยายธุรกิจต่อเนื่อง ตั้งแต่ร้านค้าริมทาง ห้องแถว ขึ้นห้าง แม้ว่าจะเป็นธุรกิจที่เข้าง่าย เจ๊งง่ายก็ตาม

กลยุทธ์การเดินหน้าธุรกิจ นอกจากทำเล ทำเล ทำเล อีกหนึ่งทางลัดที่บิ๊กแบรนด์ใช้เพื่อขยายธุรกิจ นั่นคือการร่วมทุนหรือการเข้าไปถือหุ้นในแบรนด์ร้านอาหารรายเล็กที่เห็นโอกาสเติบโตมาต่อยอดธุรกิจ

เช่นเดียวกับธุรกิจร้านอาหารในเครือเซ็นทรัล ภายใต้บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด (CRG) ที่มีร้านอาหารครอบคลุม ไม่ว่าธุรกิจอาหารบริการด่วน (QSR) อย่างไก่ทอดเคเอฟซี ร้านอาหารญี่ปุ่น โอโตยะ ขนมมิสเตอร์โดนัท และอานตี้ แอนส์ เริ่มใช้กลยุทธ์นี้เสริมแกร่งธุรกิจตั้งแต่ปี 2562

ปัจจุบันมีแบรนด์ใหม่ที่เติมเข้ามาในพอร์ต อาทิ Brown Cafe, สลัด แฟคทอรี่, ส้มตำนัว, ชินคันเซ็น ซูชิ, นักล่าหมูกระทะ และกำลังเจรจาปิดดีลอีก 2-3 แบรนด์ภายในปี 2567

Advertisement

โดย “ซีอาร์จี” วางเป้า 5 ปี (2567-2571) ใช้งบลงทุน 6,000 ล้านบาท หรือเฉลี่ยปีละ 1,200 ล้านบาท เพื่อขยายสาขาร้านอาหารในเครือให้ได้มากกว่า 2,000 สาขา สร้างการเติบโตของรายได้ในปี 2566 อยู่ที่ 14,500 ล้านบาท ทะยานสู่ 32,000 ล้านบาท เพื่อรักษาตำแหน่งเบอร์ 4 ในตลาดร้านอาหารเมืองไทยต่อเนื่องตลอด 5 ปี

ณัฐ วงศ์พานิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด ฉายภาพว่าภาพรวมธุรกิจร้านอาหารในปี 2567 คาดว่าจะเติบโต 7-10% ปัจจัยหนุนจากภาคการท่องเที่ยวและบริการที่ฟื้นตัว ซึ่งครึ่งปีแรก 2567 ในส่วนของซีอาร์จียังไปได้ดี ที่เป็นท็อปแบรนด์มีอยู่ประมาณ 8 แบรนด์ ที่เติบโตค่อนข้างมาก ทั้งเคเอฟซี มิสเตอร์โดนัท อานตี้ แอนส์ เปปเปอร์ ลันช์ โอตายะ คัตซึยะ ซินคันเซ็น ซูชิ

สำหรับทิศทางด้านการลงทุนในปีนี้ จะไม่ลงทุนแบบไร้ทิศทาง โดยในครึ่งปีหลัง 2567 บริษัทยังมีการขยายอยู่อย่างต่อเนื่อง ทั้งแบรนด์ในเครือซีอาร์จี เช่น เคเอฟซี จะมีการขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงโอโตยะและเปปเปอร์ ลันช์ จะขยายไปตลาดจังหวัด เพื่อเทสต์โมเดลใหม่ อีกทั้งสนับสนุนแบรนด์ที่เป็นท็อปแบรนด์ในกลุ่มจอยต์เวนเจอร์ เช่น ซินคันเซ็น ซูชิ หมูกระทะ สลัดแฟคตอรี่ ในการขยายสาขาเพิ่ม

“ผลประกอบการครึ่งปีแรกได้ตามเป้า ในแง่อัตราผลกำไรดีกว่าคาด สำหรับโมเมนตัมครึ่งปีหลัง 2567 ยังเชื่อว่าจะดีขึ้น ทั้งที่สภาพเศรษฐกิจอย่างที่ทราบกันดี แต่ดูจากเทรนด์ครึ่งปีแรกและครึ่งเดือนกรกฎาคมนี้ เซนติเมนต์ก็ยังดี อาจเป็นเพราะร้านอาหารเราเป็นกลุ่มแมส ในแง่ของการบริโภค คนยังชอบกิน เลยยังไปได้ ไม่ว่าเศรษฐกิจจะดีหรือไม่ดี อาหารยังจำเป็น เรามีแผนออกสินค้าใหม่อย่างต่อเนื่องเป็นการกระตุ้นมากขึ้น โดยปี 2567 ตั้งเป้ารายได้ 16,600 ล้านบาท เติบโตกว่า 10%” ณัฐกล่าว

“ณัฐ” กล่าวว่า นอกจากเร่งขยายสาขาใน 8 ท็อปแบรนด์แล้ว ยังเตรียมปิดดีลร้านอาหารเพิ่ม 2-3 แบรนด์ในกลุ่มที่ยังไม่มี เช่น ชาบู-สุกี้ ยากินิคุหรือปิ้งย่างสไตล์ญี่ปุ่น แม้ว่าอาหารเกือบทุกประเภทจะมีในตลาดหมดแล้ว หรือบางประเภทจะอยู่ในช่วงขาลง แต่เราเชื่อมั่นและศึกษาเวลาจะทำแบรนด์สักแบรนด์ ดังนั้นจึงมองว่าสิ่งที่จะทำน่าจะดีต่อธุรกิจ

“ถามว่าสภาวะแบบนี้เป็นโอกาสของแบรนด์ใหญ่หรือไม่ ผมมองว่าถ้าโอกาสในช่วงเวลาที่เขาอ่อนแรง เราไม่คิดแบบนั้น ตรงกันข้ามเราจะดูโอกาสเราดูแบรนด์ที่มีโอกาสจะเติบโต แข็งแรง ยิ่งแข็งแรงในโอกาสที่ตลาดอ่อนๆ ได้ ตลาดดีเมื่อไรก็ไปไกล แต่เราจะไม่ไปซื้อแบรนด์ที่อ่อนแรง และมีท่าจะไม่ค่อยดี เพราะเราก็กลัวจะไปด้วยกันไม่ได้ทั้งคู่เหมือนกัน” ณัฐกล่าว

พร้อมกับยกตัวอย่างชาบูที่กำลังดีลอยู่ มีการคุยกันมาสักพักแล้ว จริงๆ ผู้ประกอบการที่เราเข้าไปร่วมทุนด้วย ส่วนใหญ่เป็นเอสเอ็มอีแข็งแกร่ง เก่ง เขาอยู่ได้ด้วยตัวเองอยู่แล้ว โดยไม่ต้องขยายธุรกิจมาก แต่เราเข้าไปช่วยพัฒนาแบรนด์และขยายธุรกิจให้มากขึ้น จะได้ 1+1 เป็นมากกว่า 2 ถ้าไปเอาเจ้าใหญ่ บางทีเขาก็โตของเขาอยู่แล้ว

“เวลาทำแบรนด์เราจะศึกษา คือ 1.เป็นแบรนด์ป๊อปในตลาด 2.ดูเทรนด์ว่าผู้บริโภคให้ความสนใจไปกินอย่างต่อเนื่อง 3.ราคากึ่งแมส อยู่ในจุดที่ลูกค้ารับได้ ไม่แพงมากจนลูกค้ารับไม่ได้ 4.คนทำมีความมุ่งมั่น ตั้งใจที่จะทำ ไม่ใช่อยากขายแล้ว เราต้อง exit ออกไป ไม่อยากให้เป็นแบบนั้น เราอยากได้คนมาทำงานด้วยกัน” ณัฐกล่าว

“ณัฐ” กล่าวว่า นอกจากนี้ดูขนาดรายได้ โดยจะมองโอกาสว่าต้องเป็นแบรนด์ที่สร้างรายได้ 1,000 ล้านบาทได้ ภายใน 5 ปีหลังซื้อไปแล้ว อย่าง ซินคันเซ็น ซูชิ หลังร่วมทุนกัน 2-3 ปี จากเคยมีรายได้ 700 ล้านบาท ปีนี้ตั้งเป้ารายได้ 1,800 ล้านบาท ส่วนสลัดแฟคทอรี่ จาก 200-300 ล้านบาท ปีนี้ตั้งเป้าราายได้ 800 ล้านบาท โดยแบรนด์ที่เราสนใจ ต้องเป็นแบรนด์สร้างรายได้ 200 ล้านบาทอยู่เดิม สิ่งสำคัญคือโอกาสการเติบโตต้องมี เพราะเราเข้าไป ต้องใส่โนว์ฮาว วิธีการขยายธุรกิจเพื่อให้มีการเติบโต

ถามว่าภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ การทำธุรกิจยากหรือง่ายเมื่อเทียบกับช่วงวิกฤตโควิด “ณัฐ” มองว่า สถานการณ์ในปัจุบัน ยังไม่ร้ายแรงเท่าวิกฤตโควิดที่ร้านอาหารต้องปิดการบริการ แต่ในปีนี้ร้านอาหารไม่ได้ปิด แต่สิ่งสำคัญคือต้องดูเรื่องของการบริหารจัดการทั้งทีมงานว่ามีความเชี่ยวชาญหรือเปล่า การคุมภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้น และกระแสเงินสด

“หลายครั้งมีคนเคยสอนผมว่า บริษัทไม่ปิดเพราะยอดขายลด แต่บริษัทมักจะปิดเพราะต้นทุนเพิ่ม ดังนั้นต้องระวังเรื่องต้นทุนให้ดี แต่ที่สำคัญ คือ ของเราต้องดี ให้ลูกค้ามาสนใจและซื้อ ถ้าของไม่ดี ไม่สะอาด คุณภาพไม่นิ่ง ลูกค้าหนีหมด ดังนั้นต้องอร่อย สะอาด และการสื่อสารต้องให้ลูกค้ารับทราบให้ดี ต้องปรับให้เข้ากับเทรนด์เทคโนโลยีและตลาด ซึ่งสถานการณ์ต้นทุนขณะนี้ บางอย่างมีขึ้นและมีลง เราบริหารจัดการด้วยการซื้อในปริมาณมาก ทำสัญญาล็อกราคาไว้ล่วงหน้า
ซึ่งก็ช่วยได้มาก” ณัฐกล่าว

พร้อมทิ้งท้ายว่าสิ่งที่ยังกังวล คือ หากมีปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาททั่วประเทศ เพราะเป็นกลไกนอกเหนือการควบคุม ซึ่งปัจจุบันธุรกิจร้านอาหาร ยังประสบปัญหาขาดแคลนคน ซึ่งในส่วนของซีอาร์จีเอง ก็ยังเหนื่อยเรื่องการหาคน จากปัจจุบันมีร้านอาหารอยู่ 1,000 สาขา และพนักงาน 10,000 คน แต่ยังมีความต้องการแรงงานอยู่ เมื่อมีการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ คงมีผลกระทบบ้าง