นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า แผนงานปี 2560 ว่าธนาคารยังคงมุ่งเน้นเดินหน้าพันธกิจทำให้คนไทยบ้านด้วยกลไก Business Solution และ Social Solution ควบคู่กับการขับเคลื่อนองค์กรด้วยนวัตกรรมและใช้เทคโนโลยี ทางการเงิน (FinTech) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน ปฏิรูปองค์กรเพื่อเตรียมความพร้อมการเข้ามาของเทคโนโลยีทางอากาศทุกรูปแบบในยุคเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล
ทั้งนี้ธนาคารวางงบเพื่อพัฒนาระบบไอทีด้านการบริการลูกค้า 400 ล้านบาท ในช่วง 3 ปีข้างหน้า สิ่งที่จะได้เห็น เช่น ยกระดับรูปแบบการให้บริการด้วย Mobile Application เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคในยุคไทยแลนด์ 4.0 โดยมีทั้ง การพิมพ์ใบเสร็จรับชำระหนี้เงินกู้แบบอิเล็กทรอนิกส์ ,บริการจองคิวล่วงหน้า ด้านฝาก ถอน และชำระหนี้เงินกู้ และจะมีการส่งเอสเอ็มเอสแจ้งเตือนเมื่อใกล้ถึงคิว เพื่อเข้าใช้บริการในช่องพิเศษโดยที่ไม่ต้องกดบัตรคิวรอ ซึ่งการขอสินเชื่อเงินกู้ ผู้ขอสินเชื่อได้รับสิทธิพิเศษดอกเบี้ยต่ำกว่าการขอเงินกู้ปกติ 0.25%
นายฉัตรชัย กล่าวว่า นอกจากนี้ยังเตรียมทำทำบัตรกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์(อี-วอลเล็ท) นั้น มีแนวคิดทำเป็นบัตรชำระหนี้เงินกู้ของธนาคาร ที่สามารถโอนเงินจากธนาคารใดก็ได้มาไว้ในบัตร โดยไม่จำเป็นต้องเปิดบัญชีเงินฝากกับธอส. รวมถึงธนาคารเตรียมนำเครื่องคีออสมาชำระหนี้เงินกู้ โดยนำไปวางตามสถานีรถไฟฟ้า ตามสาขาของธนาคารทุกแห่ง หรือห้างสรรพาสินค้า เพื่อแก้ปัญหาความหนาแน่นของคิวรับชำระเงินงวดในช่วงสิ้นเดือน คาดว่าภายสิ้นปีนี้จะสามารถติดตั้งได้ไม่น้อยกว่า 200 เครื่อง เตรียมติดตั้งสถานีรถไฟฟ้าพระราม 9 ไม่น้อยกว่า20 ตู้
นายฉัตรชัย กล่าวว่า ธนาคารมีแผนนำเครื่องขณะนี้วีทีเอ็ม (Video Teller Machine) นำร่องให้บริการลูกค้า ซึ่งตู้วีทีเอ็มจะเปรียบเสมือนกับการมาใช้บริการที่สาขาของธนาคารทั้งในและนอกเวลาทำการ บริการได้ทั้งฝาก – ถอน รับชำระหนี้เงินกู้ รวมถึงให้บริการด้านสินเชื่อ โดยผู้ใช้บริการจะได้พูดคุยกับพนักงานผ่านหน้าจอตู้ กำลังให้ทางบริษัท จีอาร์จี แบงก์กิ้งของจีนทำเครื่องต้นแบบคาดว่าจะมีราคาประมาณ 1 ล้านบาทต่อเครื่อง มีแผนติดตั้งประมาณ 20 ตู้ ปีนี้
นายฉัตรชัย กล่าวว่า นอกจากนี้ธนาคารเร่งพัฒนาระบบคอร์แบงก์กิ้งธนาคารใหม่ เพื่อรองรับธุรกิจทางไอที คาดว่าไม่เกินเดือนกันยายนนี้แล้วเสร็จ ส่วนแผนเปลี่ยนระบบคอร์แบงก์กิ้งนั้น ยังอยู่ในช่วงการศึกษา คาดว่าต้องใช้วงเงินเปลี่ยนคอร์แบงก์กิ้งไว้ 2 พันล้านบาท แต่คิดว่าคงไม่ใช่ในเร็วๆ นี้ ดังนั้นในระหว่างนี้ต้องอัพเดทซอฟแวร์คอร์แบงก์กิ้งเพื่อใช้ของเดิมไปก่อนใช้งบประมาณ 400 ล้านบาท
“การนำดิจิตอลแบงก์กิ้งเข้ามาช่วยในการทำงานธนาคาร ช่วยลดต้นทุน เช่น การปริ้นใบเสร็จเงินงวดส่งไปตามบ้านลูกค้า ในแต่ละปีมีต้นทุนถึง 40 ล้านบาท ยืนยันว่าการนำไอทีมาใช้งานจะไม่ลดพนักงานลง เนื่องจากจะให้พนักงานในส่วนบริการไปทำงานอื่น เช่นในด้านการหารายได้ให้ธนาคารเป็นต้น”นายฉัตรชัย กล่าว

