หน้าแรก เศรษฐกิจ ผู้ถือหุ้นสตา...

ผู้ถือหุ้นสตาร์ค-ทนาย รวมตัวยื่นร้อง ก.ล.ต. เร่งสางปมพร้อมเอาผิด ‘ดีลอยท์’ เชื่อมีเอี่ยว

26.07.24 | 13:44 น.

ผู้ถือหุ้นสตาร์ค-ทนาย รวมตัวยื่นร้อง ก.ล.ต. เร่งสางปมพร้อมเอาผิด ‘ดีลอยท์’ เชื่อมีเอี่ยว


เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม นายอำพล รัตนมูสิก ทนายความในฐานะตัวแทนของผู้เสียหายจำนวน 78 คน ที่ลงทุนซื้อหุ้นกู้ บริษัท สตาร์ค คอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ STARK เปิดเผยว่า ได้เดินทางมาพร้อมตัวแทนผู้เสียหายกว่า 20 คน เพื่อยื่นหนังสือถึงสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เรียกร้องให้ก.ล.ต.เพิกถอนและดำเนินคดีอาญาเอาผิดกับผู้สอบบัญชีรับอนุญาตในสังกัดของบริษัท ดีลอยท์ ทู้ช โธมัทสุ ไชยยศ สอบบัญชี จำกัด หรือบริษัทดีลอยท์ฯ ตามอำนาจหน้าที่ของ ก.ล.ต. หลังจากที่มีการตรวจสอบบัญชีและรับรองงบการเงินให้กับหุ้นสตาร์ค จนนักลงทุนเชื่อถือและไม่มีข้อสงสัยในงบที่มีความใสสะอาดมากเพียงพอให้ลงทุนได้ จึงมองว่าต้องมีมาตรการเด็ดขาดเพิกถอนจากการทำงานในตลาดทุนไทย

นายอำพล กล่าวว่า นายนันทวัฒน์ สำรวญหันต์ ซึ่งเป็นผู้สอบบัญชีรับอนุญาต และเป็นหุ้นส่วนสำนักงานด้านการสอบบัญชี อยู่ในสังกัดของบริษัทดีลอยท์ฯ กระทำการโดยปล่อยปละละเลย ไม่เอาใจใส่เยี่ยงผู้ประกอบวิชาชีพผู้สอบบัญชี ไม่ได้ทำการตรวจสอบ ติดตามเรื่องต่อในงบการเงินปี 2564 ทั้งที่งบดุลและงบการเงินของสตาร์คมีข้ออันควรตรวจสอบ อาทิ การลงทุนซื้อบริษัทในประเทศเวียดนาม มีการลงบัญชีไม่ถูกต้องในระดับไม่มีความน่าเชื่อถือ มีพฤติกรรมในการลงบัญชีโดยสร้างยอดขายปลอม บริษัทในเครือจ่ายเงินแทนลูกหนี้ จ่ายภาษีขายจากยอดขายที่ไม่เกิดขึ้นจริง สร้างรายจ่ายปลอม รับชำระหนี้ปลอม มูลค่าสินค้าคงเหลือเกินจริง บันทึกต้นทุนขายและสินค้าคงเหลือเกินจริง บันทึกลูกหนี้ไม่ถูกต้อง เพื่อให้เห็นว่า สตาร์คมีผลประกอบการที่ดีน่าลงทุน ทั้งที่มีพฤติกรรมในการลงบัญชีอันเป็นเท็จ การลงบัญชีไม่ถูกต้องในระดับที่ไม่มีความน่าเชื่อถือด้วยซ้ำ

Advertisement

นายอำพล กล่าวว่า เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2567 ในฐานะตัวแทนผู้ถือหุ้นกู้ของสตาร์ค ได้มีหนังสือถึงเลขาธิการ ก.ล.ต.เพื่อดำเนินคดีผู้สอบบัญชีรับอนุญาตและบริษัทดีลอยท์ฯ ในกรณีละเลยฝ่าฝืนไม่ดำเนินการตามพ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 กรณีสตาร์คไปลงทุนซื้อกิจการบริษัทในประเทศเวียดนาม ก่อนที่ ก.ล.ต.จะตอบกลับหนังสือมาสั้นๆ ว่า ก.ล.ต.ยังไม่พบข้อสงสัยเกี่ยวกับการไม่ปฏิบัติตามมาตรา 89/29 แห่งพ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ ของสตาร์ค เนื่องจากการปฏิบัติตามประกาศที่ว่าด้วยการได้มาและจำหน่ายทรัพย์สินในการลงทุนในบริษัทย่อยที่ประเทศเวียดนามนั้น ได้รับอนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้น โดยมีที่ปรึกษาทางการเงินอิสระ (IFA) ให้ความเห็นชอบประกอบการพิจารณา จากนั้นเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม ได้ทำจดหมายถึงประธาน ก.ล.ต.ขอให้ดำเนินคดีอาญากับผู้สอบบัญชีรับอนุญาต พิจารณาโทษทางจรรยาบรรณ และตรวจสอบระบบควบคุมคุณภาพ ก่อนวันที่ 14 มิถุนายน ก.ล.ต. ได้ตอบว่า ต้องให้โอกาสผู้สอบบัญชีชี้แจงโต้แย้งอย่างเพียงพอ และปัจจุบัน ก.ล.ต.ไม่มีอำนาจในการกำกับดูแลและลงโทษสำนักงานสอบบัญชีในตลาดทุน

“เนื้อหาที่ ก.ล.ต.ตอบหนังสือกลับมายังผู้เสียหายทั้ง 2 ฉบับ ดูเหมือนไม่ให้ความสำคัญกับคำถาม คำตอบไม่ได้ลงในรายละเอียด ไม่รับผิดชอบใดๆ ต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น ทั้งที่ ก.ล.ต.มีอำนาจหน้าที่ความรับผิดชอบโดยตรง และเป็นผู้ให้ความเห็นชอบในการตรวจสอบงบการเงินของผู้สอบบัญชีในตลาดทุน ซึ่ง ก.ล.ต.มีอำนาจในการเพิกถอนการให้ความเห็นชอบผู้สอบบัญชีนั้นได้ตามมาตรา 62 วรรค 2 แห่งพ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ ด้วย” นายอำพล กล่าว

นายอำพล กล่าวว่า รวมถึงได้ตั้งคำถามด้วยว่า เหตุใดเมื่อเกิดปรากฏการณ์หุ้นสตาร์คที่มีมูลค่าความเสียหายสูงถึง 43,525 ล้านบาท แต่มีผู้บริหารอาวุโสตำแหน่งสำคัญที่เป็นที่ปรึกษาอาวุโสและประธานคณะกรรมการ บริษัทดีลอยท์ฯ สามารถนั่งเป็นคณะกรรมการ ก.ล.ต.ในคณะปัจจุบันได้ ถือเป็นความเหมาะสมหรือไม่ เป็นผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่ จึงส่งผลให้ ก.ล.ต.ไม่สามารถแก้ไขปัญหากรณีหุ้นสตาร์คได้จนถึงวันนี้ใช่หรือไม่

ด้าน นางวันทนีย์ กิติมหาคุณ อายุ 80 ปี หนึ่งในผู้เสียหายที่สูญเสียเม็ดเงินในการลงทุนหุ้นสตาร์คกว่า 10 ล้านบาท กล่าวว่า สาเหตุที่ต้องมายื่นหนังสือถึง ก.ล.ต.อีกครั้ง ซึ่งถือเป็นครั้งที่ 3 แล้ว เนื่องจากมีความคาดหวังในเลขาธิการ ก.ล.ต.ท่านใหม่ ที่เพิ่งได้รับการแต่งตั้งให้เข้ามาเป็นผู้ดูแลหน่วยงานกำกับดูแลอีกขั้น จึงมองว่าน่าจะช่วยเร่งรัดกระบวนการให้เกิดความชัดเจนได้รวดเร็วมากขึ้น เนื่องจากความเสียหายที่เกิดขึ้น เบื้องต้นมีกว่าหมื่นล้าบาท ในจำนวน 78 คน แต่การดำเนินการล่าช้ามาก โดยสิ่งที่ต้องการอยากเห็นคือ มีการยึดทรัยพ์แล้วบางส่วน สมควรพิจารณาออกมาแล้วว่าจะมีการเยียวยาผู้เสียหายอย่างไรได้บ้าง เพราะผู้เสียหายส่วนใหญ่ก็มีอายุมากแล้ว เงินลงทุนก็เป็นเงินเก็บ หากสามารถนำทรัพย์สินบางส่วนมาเยียวยาให้ได้จะเป็นการต่อความหวังให้กับผู้เสียหาย รอคอยการตัดสินของศาลที่ใช้เวลานาน ซึ่งส่วนนี้เราเข้าใจได้

“การยื่นหนังสือถึง ก.ล.ต.ครั้งนี้ สัญญาณความหวังจาก ก.ล.ต.ยังมีเท่าเดิม ไม่ได้เพิ่มความหวังให้ผู้เสียหายได้เลย เพราะตัวแทนที่มารับหนังสือจากเราก็พูดแบบเดิม คือ ต้องใช้เวลาในการดำเนินการ ซึ่งเราก็พยายามถามว่ามีกรอบเวลาในการทำงานหรือไม่ จะแล้วเสร็จนานมากเท่าใด แต่ก็บอกมาเพียงว่าจะพยายามให้เร็วที่สุด คือไม่มีกรอบเวลาในการทำงานที่ชัดเจนให้ ซึ่งส่วนนี้เราคงต้องหารือกันระหว่างผู้เสียหายว่าหากไม่มีความชัดเจนออกมา เราควรมีกรอบเวลาของเราเอง อาทิ 30 วันจะต้องมีความชัดเจนอะไรออกมาบ้าง เพราะตั้งแต่เกิดเรื่องผ่านมานานและเราก็รอมานานแล้วเช่นกัน” นางวันทนีย์ กล่าว

นางวันทนีย์ กล่าวว่า หากไม่มีความชัดเจนออกมาจากทาง ก.ล.ต. กลุ่มผู้เสียหายก็ต้องรวมตัวกันยื่นฟ้องในมาตรา 157 ของประมวลกฎหมายอาญา ว่าด้วยการที่ ก.ล.ต.ละเลยการปฎิบัติหน้าที่ โดยเฉพาะในส่วนของการไม่ดำเนินการกับสำนักงานบัญชีและผู้สอบบัญชี ซึ่งถือเป็นหน้าที่โดยตรงของ ก.ล.ต.ด้วยซ้ำ โดยเฉพาะหากนับตั้งแต่เกิดเรื่องจนถึงรู้แน่ชัดแล้วว่า หุ้นสตาร์คมีปัญหา ส่งผลกระทบกับผู้ลงทุนแน่นอน ผ่านเวลามากว่า 1 ปีแล้ว แต่ยังไม่มีความชัดเจนในการดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดและเยียวยาผู้เสียหายออกมาแม้แต่น้อย

นางวันทนีย์ กล่าวว่า ความเชื่อมั่นการลงทุนในตลาดทุนไทย ทั้งหุ้นสามัญหรือหุ้นกู้ เราปิดประตูการลงทุนหมดแล้ว ไม่ว่าจะมีเครดิตเรตติ้ง หรือเกรดดีมากน้อยเท่าใด เพราะที่ผ่านมาสะท้อนให้เห็นแล้วว่าอันดับเกรดไม่ได้ช่วยเลย ส่วนหุ้นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ก็ไม่ลงทุนแล้ว เนื่องจากระดับดัชนีปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง สัญญาณจากนักลงทุนต่างชาติก็เทขายหุ้นไทยไปลงทุนในตลาดหุ้นอื่นแทน เพราะไม่มีความมั่นใจในเศรษฐกิจปัจจุบัน และเมื่อมีปัญหาลักษณะแบบนี้เกิดแล้วรัฐบาลแก้ไขได้ไม่ตรงจุด นักลงทุนต่างชาติก็ไม่ลงทุนต่อเพราะกฎหมายและการบังคับใช้ไม่เด็ดขาดเท่า ความเชื่อมั่นจึงไม่มีเหลือเลย