คิดเห็นแชร์ : ซินจ่าว หรือ สวัสดี ในวันที่ดัชนี VNI ใกล้เคียงกับ SET

27.07.24 | 13:02 น.

คิดเห็นแชร์ : ซินจ่าว หรือ สวัสดี ในวันที่ดัชนี VNI ใกล้เคียงกับ SET

ช่วงที่ตลาดหุ้นไทยไม่ไปไหน นักลงทุนหลายท่านเริ่มมองหาโอกาสลงทุนนอกประเทศ หนึ่งในตัวเลือกที่นักลงทุนไทยให้ความสนใจมากที่สุดหนีไม่พ้น “ตลาดหุ้นเวียดนาม” ด้วยเหตุผลที่เย้ายวนหลายข้อ

ไม่ว่าจะเป็น (1) ทำเลที่ใกล้ประเทศไทย เข้าใจง่าย เห็นแนวโน้มชัดว่าเศรษฐกิจกำลังเติบโต (2) โมเดลธุรกิจหลายบริษัทมีความคล้ายคลึงกับไทยเมื่ออดีต ซึ่งไทยก็เคยผ่านช่วงที่ตลาดหุ้นเติบโตก้าวกระโดดมาก่อน (3) นอกจากนั้น ราคาหุ้นก็ไม่สูงมากวัดจาก P/E (บน EPS 12 เดือนข้างหน้า) อยู่ที่ราว 11 เท่า ถูกกว่าตลาดหุ้นไทยในปัจจุบันที่ 14 เท่า

ด้วยตัวเลขดัชนีที่ใกล้เคียงกันระหว่าง SET Index และ VN Index ที่บวกลบ 1,300 จุด ผมจึงลองนำข้อมูลย้อนหลังของทั้งสองตลาดตั้งแต่ปี 2009 มาวิเคราะห์และชวนคิดไปพร้อมกันว่าตลาดหุ้นเวียดนามน่าลงทุนกว่าตลาดหุ้นไทยหรือไม่ แค่ไหน

เริ่มด้วยเรื่องผลตอบแทน VNI ชนะ SET ในสกุลเงินท้องถิ่น แต่คิดเป็นเงินบาท SET ให้ผลตอบแทนดีกว่า

Advertisement

ในช่วงเดือน มิ.ย.2009-มิ.ย.2024 VN Index ทำผลตอบแทนรวมปันผลทบต้น (total returns) เติบโตถึง 3.18 เท่า คิดเป็น 10.0% ต่อปี ส่วนในฝั่ง SET Index ของไทยนั้น เติบโตถึง 2.6 เท่า คิดเป็น 8.8% ต่อปี ส่วนดัชนี VN30 และ SET50 ให้ผลตอบแทน 9.5% ต่อปี และ 7.6% ต่อปี ตามลำดับ น้อยกว่าดัชนีหลักทั้งคู่

อย่างไรก็ดี เมื่อนับรวมอัตราแลกเปลี่ยนแล้วผลตอบแทนของหุ้นเวียดนามกลับไม่ชนะหุ้นไทย เพราะในช่วงเดียวกันนั้น ค่าเงินด่อง (VND) อ่อนค่าลงจาก 1,900 THB ต่อ 1 ล้าน VND ลงมาเหลือเพียง 1,430 THB ต่อ 1 ล้าน VND เมื่อแปลงผลตอบแทนเป็นบาททั้งหมด ผลตอบแทนของ VN Index และ VN30 จะลดลงเหลือ 7.9% และ 7.5%ต่อปี ใกล้เคียงกับหุ้นไทย

ในปัจจุบันที่นักลงทุนไม่สามารถป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนของ VND/THB ได้ มองมุมนักลงทุนไทย ผมให้ “เสมอ” กันไปก่อน

เรื่องที่สองคือความถูกแพง VNI และ SET ราคาไม่แพงเมื่อเปรียบเทียบกับตลาดพัฒนาแล้วเหมือนกัน แต่จะแพงขึ้นได้ด้วยเหตุผลที่ต่างกัน

สำหรับตลาดเวียดนาม P/E จะแกว่งตัวในกรอบ 7.6-20.0 เท่า เหตุผลสำคัญมาจากส่วนประกอบของตลาด เห็นได้จากดัชนี VN100 ที่สาม Sector หลักเป็น Value style ทั้งหมดคือ Financials, Real Estate, และ Materials รวมกันมีสัดส่วนถึง 67% ไปแล้ว ขณะที่ Growth Sector อย่าง Tech, Consumer Discretionary และ Healthcare มีสัดส่วนรวมกันเพียง 15%

อย่างไรก็ดี ในอดีตหุ้นเวียดนามเคยขยาย P/E Multiple ได้สูงสุดถึง 20 เท่าช่วงที่มีหุ้น IPO ใหญ่เข้าตลาดในไตรมาสแรกปี 2018 ส่วนดัชนีเคยสูงสุดที่ 1,528 จุด ช่วงที่ทั่วโลกกระตุ้นเศรษฐกิจบนวิกฤตโควิดปี 2022 P/E ปัจจุบันที่ 11.5 อยู่ในระดับกลางๆ ค่อนไปทางถูก ถ้ารายได้เติบโตตามเป้า Multiple กลับไปอยู่ที่ค่าเฉลี่ยจะมี upside ราว 12%

ส่วนในฝั่งตลาดหุ้นไทย ถือเป็นตลาดที่มีสัดส่วนอุตสาหกรรมกระจายตัวสูง เช่น ใน SET100 สามอุตสาหกรรมแรกอย่าง Financials, Energy, และ Communication Service มีสัดส่วนรวมกันแค่ 39% ขณะที่ Growth Sector อย่าง Tech, Consumer Discretionary และ Healthcare มีสัดส่วนรวมกันถึง 25%

อย่างก็ดี SET กลับซื้อขายอยู่แค่ในกรอบ P/E 11-16 เท่ามาตลอด แม้จะเคยพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดที่ 1,828 จุด ช่วงต้นปี 2018 ก็เกิดจากรายได้เติบโตตามเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ไม่ใช่ Valuation ขยายตัว

ในทางกลับกัน ช่วงที่ P/E หุ้นไทยซื้อขายกันแพงที่สุดกลับไม่ใช่ช่วงขาขึ้น แต่เป็นระหว่างวิกฤตโควิด ที่รายได้ปรับตัวลงแรงขณะที่ราคาหุ้นกลับไม่ปรับตัวลงตาม เพราะได้รับแรงหนุนจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจพอดี

ดังนั้น ถ้าเปรียบเทียบตลาดหุ้นไทยกับเวียดนาม จะเห็นได้ว่าทั้งสองตลาดมีจุดอ่อนที่คล้ายกันคือขาดธุรกิจอนาคตขนาดใหญ่ที่จะดึงให้มูลค่าของทั้งตลาดสูงขึ้นได้ คำตอบอาจอยู่ที่หุ้นเตรียม IPO มากกว่าหุ้นเก่า ส่วนความถูกนั้น ของไทยจะเป็น ถูกแบบ Downside ต่ำ ขณะที่เวียดนามเป็น ถูกแบบ Upside สูง ตลาดหุ้นเวียดนามจึง “ชนะ” ไทยในมุมนี้

ส่วนเรื่องสุดท้ายคงหนีไม่พ้น แนวโน้มรายได้และกำไรของบริษัทจดทะเบียนในตลาด

เปรียบเทียบการเติบโตของ EPS ตลาดโดยเฉลี่ยเห็นได้ชัดว่าเวียดนามชนะไทยอย่างไม่มีข้อสงสัย

จุดอ่อนเดียวของรายได้ตลาดหุ้นเวียดนามคือเสถียรภาพ มองย้อนกลับไปในอดีตจะพบว่าตลาดหุ้นเวียดนามมีรายได้ผันผวนสูง และเคยติดลบถึง 5 ปี ใน 15 ปี แตกต่างจากตลาดหุ้นไทย ถ้าไม่มีวิกฤตรายได้แทบไม่เคยเห็นรายได้ปรับตัวลงเลย

แต่แม้จะปรับฐานบ้าง การเติบโตเฉลี่ยของรายได้ตลาดหุ้นเวียดนามในช่วง 15 ปีที่ผ่ามาก็สูงถึง 7.6% ต่อปี เทียบกับ SET ที่ระดับ 3.2% ต่อปี ถือว่าคุ้มกับความผันผวนที่ต้องรับเพิ่ม เหตุผลสนับสนุนหลักมาจากกลุ่มการเงินที่มีสัดส่วนสูง และการเติบโตของรายได้ไปในทิศทางเดียวกับเศรษฐกิจ

ด้านแนวโน้มรายได้ล่าสุดของหุ้นเวียดนามไตรมาส 2 ปี 2024 ตลาดมองว่าฟื้นตัวกลับขึ้นจากปีก่อนถึงกว่า 10% แล้ว แม้ความเสี่ยงเศรษฐกิจจีนชะลอตัว และประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ไม่หมดไป แต่อย่างน้อยก็ดีกว่าแนวโน้มของรายได้ในตลาดหุ้นไทยที่ฟื้นช้าและล่าสุดแค่กลับมาทำได้ใกล้กับปีก่อน

ถึงตรงนี้ นักลงทุนคงเห็นแล้วว่าการที่นักลงทุนไทยจะย้ายเงินลงทุนไปเวียดนามไม่ใช่เรื่องที่เหนือความคาดหมาย แต่ในทุกโอกาสก็มีความเสี่ยงสำคัญที่ควรต้องจับตาไปพร้อมกันด้วย

สิ่งสำคัญอย่างแรก ต้องติดตามแนวโน้มเศรษฐกิจในประเทศให้ดี

แม้รายได้ตลาดหุ้นเวียดนามจะฟื้นตัวแล้ว แต่ผมมองว่าการกระจุกตัวของตลาดในกลุ่ม Financials, Real Estate, และ Materials เป็น กลุ่มที่เกิดจากการ Leverage สร้างมูลค่าเพิ่มยาก จำเป็นต้องมีการเติบโตของเศรษฐกิจภายในประเทศหล่อเลี้ยงอยู่ตลอดเวลา เส้นทางการเติบโตจะไม่เป็นเส้นตรง จะมีปีที่ดีและแย่สลับกับไปตามจังหวะนโยบายและเศรษฐกิจในประเทศ

อย่างที่สอง หุ้นเศรษฐกิจใหม่และ IPO เป็นโอกาสที่แท้จริงที่ต้องมีให้มากขึ้น

จุดนี้อาจจะไม่ได้เป็นประเด็นสำคัญเฉพาะในตลาดเวียดนาม แต่เป็นตลาดเกิดใหม่ทั้งหมด เพราะเราเห็นชัดเจนว่าหุ้นธุรกิจดั้งเดิม สุดท้ายอาจไม่สามารถทำให้นักลงทุนมองว่าเป็นอนาคตหรือซื้อขายในระดับมูลค่าที่สูงขึ้นได้ ตลาดหุ้นเวียดนามจะไปต่อหรือไม่ จึงต้องจับตาดูพัฒนาการของหุ้นเข้าใหม่ให้ดี ว่าจะเป็นตลาดอนาคตใหม่ หรือเป็นได้แค่ตลาดหุ้นไทยหรือจีนสาขาโฮจิมินห์

สุดท้ายสำหรับนักลงทุนไทยที่ต้องไม่ลืมคือเรื่องภาษีและอัตราแลกเปลี่ยน

ทั้งสองเรื่องเป็นสิ่งที่ต้องคิดไว้ก่อนสำหรับการลงทุนในเวียดนาม

สำหรับผม ภาษีไม่ใช่เป็นความเสี่ยงแต่เป็นข้อจำกัดที่รับมือได้ด้วยการเลือกลงทุนในธุรกิจที่มีอนาคตในระยะยาว ไม่ซื้อขายโอนเงินกลับไปกลับมาบ่อยครั้ง

ส่วนในฝั่งของอัตราแลกเปลี่ยน การอ่อนค่าของ VND เป็นความเสี่ยงที่ยังไม่สามารถป้องกันได้ ในเชิงกลยุทธ์จึงควรวิเคราะห์ให้ดีก่อนด้วยว่าหุ้นที่เราจะไปลงทุนคาดว่าจะได้หรือเสียประโยชน์จากอัตราแลกเปลี่ยนด้วยครับ