จิรยุทธ์ เตียวสมบูรณ์กิจ เปิดแนวธุรกิจ BCG Model ทำเงินจาก‘ขยะ-ของเหลือเกษตร’

28.07.24 | 10:07 น.

ภาคกลางของประเทศไทย เชื่อมต่อกันด้วย 17 จังหวัด เป็นแหล่งผลิตและศูนย์กลางการกระจายสินค้าไปทั่วประเทศที่สำคัญ และตามคำบอกเล่าของ จิรยุทธ์ เตียวสมบูรณ์กิจ รองประธานสภาอุตสาหกรรมภาคกลาง ยืนยันว่า สำหรับภาคอุตสาหกรรม 17 จังหวัดตอนนี้ที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนไทยและต่างชาติใช้เงินลงทุนสูงอันดับต้นๆ คือ การพัฒนาอาหารพร้อมทาน การต่อยอดตามแนว โมเดลเศรษฐกิจใหม่ (BCG Model) ที่ถามกันมาเยอะคือ การพัฒนาและผลิตคอลลาเจน วันนี้ภาคกลางมีจำนวนโรงงานฆ่าสัตว์ โรงงานแปรรูปผลไม้ โรงงานผลิตอาหารสัตว์เลี้ยง เพิ่มต่อเนื่อง สมกับคำว่า ภาคกลางถือเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของประเทศ

ซึ่งหมวกอีกใบของ “คุณโจ้” จิรยุทธ์ เตียวสมบูรณ์กิจ คือ ผู้ก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการ บริษัท นิพพาน อินเตอร์คร็อพ จำกัด ที่ตั้ง ต.หนองม่วง อ.หนองม่วง จ.ลพบุรี ทำธุรกิจประเภทสินค้าเกษตรแปรรูป ซึ่งเป็นการต่อยอดจากธุรกิจครอบครัว และเติบโตมากับธุรกิจลานมันของคุณพ่อ และฟาร์มปศุสัตว์ เลี้ยงสุกร เลี้ยงไก่ไข่ บริหารโดยพี่ชาย

“เรียนจบด้านบัญชีในกรุงเทพฯ แต่เมื่อกลับมาอยู่บ้านที่ลพบุรี บวกกับความตั้งใจอยากทำธุรกิจของตนเอง และเริ่มด้วยการทำปุ๋ยอินทรีย์ ตั้งแต่เด็กๆ คลุกคลีกับลานมัน คุณพ่อจะคอยช่วยเหลือเกษตรกรที่ไม่มีปุ๋ย ไม่มีทุนเพาะปลูก เมื่อปลูกได้ผลผลิตแล้ว ก็ให้กลับมาขายให้คุณพ่อ จากวันนั้นเขาค่อยๆ เก็บซึมซับมา กลายเป็นเป้าหมายการทำธุรกิจในวันนี้ ที่เขาตั้งใจจะช่วยเหลือเกษตรกร สร้างงาน สร้างรายได้ และความเป็นอยู่ที่ดี ผ่านโมเดลธุรกิจที่เขารังสรรค์ขึ้นโดยเฉพาะ ผมไม่อยากทำแค่ต้องการได้เงิน ได้กำไรอย่างเดียว จึงเริ่มว่าสินค้าทุกชิ้นที่บริษัทขายได้ จะถูกหัก 50 สตางค์ เข้าโครงการ CSR เพื่อนำไปช่วยเหลือคน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ทั้งหมดนี้ผมได้มาจากคุณพ่อ ต้นแบบการทำธุรกิจที่แบ่งปันและให้ผู้อื่น”

Advertisement

คุณโจ้เล่าว่า กำเนิดธุรกิจปุ๋ยอินทรีย์อย่างเต็มตัว มาพร้อมกับจังหวะในปี 2555 ราคาปุ๋ยเคมีแพงอย่างรวดเร็ว จากตันละ 500-600 บาท ขึ้นพรวดเป็น 1,200-1,400 บาท เกษตรกรรับไม่ไหว ซึ่งธุรกิจครอบครัวสามารถนำวัตถุดิบที่มีอยู่ พัฒนาเป็นปุ๋ยอินทรีย์ จากนั้นก็ขยายแนวคิดและพัฒนาสินค้าจากวัตถุดิบที่เห็นได้ทั่วไปขึ้นมาเป็นธุรกิจใหม่ๆ เริ่มด้วยใช้ “ซังข้าวโพด” พัฒนาเพื่อขายเป็นผลิตภัณฑ์แล้วถึง 6 กลุ่มผลิตภัณฑ์ ได้แก่ กลุ่มผลิตภัณฑ์เพาะปลูกเห็ด กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์ กลุ่มผลิตภัณฑ์วัสดุเพาะกล้า กลุ่มผลิตภัณฑ์วัสดุรองนอนสัตว์เลี้ยง กลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่ออุตสาหกรรมเหล็กขัดโลหะ และกลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่ออุตสาหกรรมยาและวิตามิน วันนี้บริษัท นิพพาน เติบใหญ่จนขึ้นแท่นเป็นเบอร์ 1 เอเชีย ทั้งแง่ผู้ผลิตซังข้าวโพด และกลุ่มสินค้าผลิตจากซังข้าวโพดมากที่สุดเป็นที่ยอมรับไปทั่วเอเชีย มีชื่อเสียงและเป็นที่ยอมรับทั้งในประเทศและต่างประเทศ การันตีด้วยการได้รับรางวัลผู้ประกอบธุรกิจส่งออกดีเด่น ปี 2566 (PM Award 2023) จากนายกรัฐมนตรี รวมถึง รางวัล “เพชรพาณิชย์” ปี 2565 ของกระทรวงพาณิชย์

“ธุรกิจจากซังข้าวโพด เกิดจากการเดินทางไปท่องเที่ยวจังหวัดน่าน แล้วเจอฝุ่นเต็มถนน จนต้องจอดรถเพราะหมอกหนา จนปิดทัศนวิสัยในการขับขี่ เมื่อลงไปเห็นชาวบ้าน ทำให้รู้ว่าปัญหาหมอกหนา ฝุ่นเยอะ เกิดจากการเผาซังข้าวโพด หลังฤดูปลูกเก็บเกี่ยวเสร็จสิ้นลงแล้ว แม้เขารู้ แต่ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรกับปริมาณซังข้าวโพดที่มากมาย ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของผมที่จะหาวิธีให้ชาวบ้านหยุดเผา สินค้ากลุ่มแรกของเราคือผลิตป้อนอุตสาหกรรมเพาะเห็ดเมืองหนาว เพราะการใช้ซังข้าวโพดเพาะปลูก จะดูดซับความชื้นได้ดี เช่น เห็ดเข็มทอง และทดลองเปิดตลาดต่างประเทศ จนเมื่อเป็นที่ยอมรับและกล่าวถึงแล้วได้หันมาเปิดตลาดในประเทศ ปัจจุบันร้านอาหารชื่อดังและห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ ใช้สินค้าของผม ในการเพาะปลูกเห็ดและผักเมืองหนาว คู่แข่งยังน้อย มีแค่อินโดนีเซีย และเวียดนาม จึงขยายตลาดได้อีกมาก”

 

ปัจจุบันบริษัท นิพพาน มีการรับซื้อซังข้าวโพดถึง 5 หมื่นตันต่อปี มีจุดกระจายและจุดรับซื้ออยู่เกือบทุกภาค เนื่องจากข้าวโพดปลูกเป็นฤดูกาล แต่บริษัทต้องมีวัตถุดิบเพื่อผลิตให้ลูกค้าตลอดทั้งปี จุดกระจายและจุดรับซื้อใหญ่อยู่ที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก และจังหวัดน่าน ซึ่งเป็นจุดที่มีการเผาซังข้าวโพดในปริมาณสูง เราจูงใจให้เกษตรกรหยุดเผาและเก็บซังข้าวโพดมาขายที่จุดรับซื้อ คนที่รับซื้อจะนำมาส่งเข้าโรงงานเพื่อนำมาผลิตแปรรูปต่อไป ไม่แค่ชะลอการเผา ลดภาวะฝุ่น ประหยัดงบรัฐในการแก้ปัญหาฝุ่นพิษ ยังเป็นรายได้เสริมให้ชาวไร่เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 2 หมื่นบาทต่อครัวเรือนต่อ 1 คร็อปหรือรอบเพาะปลูกทุก 100 วัน พร้อมสร้างความมั่นใจด้วยการทำประกันราคาและรับซื้อล่วงหน้า ย้อนหลังตั้งแต่เปิดบริษัทมากว่า 7 ปี รับซื้อจากหลายร้อยครัวเรือน และในปี 2566 ประเมินการหยุดการเผาซังข้าวโพดถึง 130,000 ไร่

“วันนี้เราบรรลุเป้าหมายเรื่อง Zero Waste (แนวทางการลดขยะให้เหลือศูนย์ หรือลดจำนวนขยะต่อคนให้เหลือน้อยที่สุด) อย่างเต็มรูปแบบแล้ว ยกตัวอย่าง จากจุดเริ่มต้นนำของเหลือใช้ในโรงงาน ไปใส่เป็นปุ๋ยจากผืนป่าที่พนักงานช่วยกันปลูกรอบโรงงาน เมื่อเวลาผ่านไปพบว่าต้นไม้งอกงามมาก จึงนำมาวิจัยจนกลายมาเป็น Seeding Material และใช้นวัตกรรมในการปรับค่า PH ทำให้ค่าเป็นกลางพัฒนาจนกลายเป็นผลิตภัณฑ์วัสดุเพาะกล้าที่อุดมด้วยวิตามิน พอวางจำหน่ายก็ได้รับการตอบรับที่ดี วิสัยทัศน์ผม ด้วยผมเป็นคนที่ชอบเอาของเหลือมาทำ เพราะคิดเสมอว่า ทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกมันมีคุณค่า อยู่ที่ว่าเราสามารถนำมาสร้างประโยชน์ สร้างคุณค่าได้หรือไม่ ยิ่งกว่านั้นในแง่การทำธุรกิจ หากเราใช้นวัตกรรมไปเพิ่มมูลค่าสินค้า จะทำให้เราจะสามารถเป็นผู้ตั้งราคาสินค้านั้นๆ ได้เอง แตกต่างจากสินค้าเกษตรทั่วไปที่มีราคากลาง ต่อให้เราทำดีแค่ไหนก็ไม่สามารถไปตั้งราคาแพงกว่านี้ได้”

บนวิสัยทัศน์คุณโจ้ ทำให้บริษัท นิพพาน วันนี้เป็นผู้จัดการตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ยึดเป็นธุรกิจที่ดูแลธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม วันนี้นอกจากซังข้าวโพดแล้ว ภายใต้โมเดลเดียวกันนี้ เขาได้นำไปใช้กับอีก 2 วัตถุดิบทางการเกษตร คือ ข้าวโพดหวาน และกระถิน ที่มีการรับซื้อจากชาวบ้าน และเกษตรกร สร้างรายได้ สร้างอาชีพ พร้อมนำมาเพิ่มมูลค่า พัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ

ล่าสุดพัฒนาโมเดล “ข้าวโพดหวาน” ใช้ทุกส่วนให้คุ้มค่าและดูแลทั้งระบบตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ คุณโจ้เล่าว่า วันนี้ปัญหาของเกษตรกรคือไม่สามารถรู้ราคาที่เขาขายเมื่อเก็บผลผลิตได้ บริษัทจึงแก้ปัญหาโดยใช้วิธีทำประกันราคาให้เกษตรกร เพื่อให้เกษตรกรรู้ว่าจะได้ราคาเท่าไร ซึ่งเป็นการจัดการต้นน้ำ โดยรับซื้อทั้งหมดยันต้น ลดการเกิดของเสียที่จะกลายเป็นขยะเกษตร และหยุดการเผา ทั้งระบบเริ่มจากต้นน้ำนำมาใช้เป็นอาหารสัตว์ ต้นสดมาทำข้าวโพดหมัก ตัวเมล็ดนำมาแปรรูปเป็นน้ำนมข้าวโพด ส่วนซังข้าวโพดเอาเข้าโรงงาน ฉะนั้นบนแปลงปลูกจะไม่เหลืออะไรทิ้งไว้เลย แน่นอนว่าเกษตรกรจะได้กำไร กลางน้ำ จะเกิดโรงงานอุตสาหกรรม เกิดการจ้างงาน เกิดนวัตกรรม ส่วนปลายน้ำ ผู้ผลิตได้กินของที่มาจากธรรมชาติ 100% เริ่มทดลองผลิต “น้ำนมข้าวโพด” ภายใต้แบรนด์ Yellow House ซึ่งอยู่ระหว่างขอใบอนุญาตจากคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ก่อนกระจายไปจำหน่ายตามซุปเปอร์มาร์เก็ต ในเดือนกรกฎาคม-สิงหาคมนี้จะได้เห็นในห้างดัง

“ที่เลือกแตกไลน์เข้าสู่ธุรกิจอาหาร เพราะอาหารพร้อมรับประทาน (ready for eat) กำลังเป็นเทรนด์ ที่ตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ต้องการเรื่องความสะดวก ครบถ้วนด้านโภชนาการ ราคาจับต้องได้ โดยกำลังพัฒนาสินค้าอื่นๆ ทั้งชิฟฟอนข้าวโพด วุ้น ข้าวเกรียบ”

อีกวัตถุดิบที่คนมองข้ามและคิดไม่ถึง คือ การพัฒนาสินค้าจาก “กระถิน” ที่เราๆ เห็นขึ้นอยู่ตามริมรั้วหรือข้างทางถนน อีกชิ้นงานที่หยิบมาจากแล็บโดยไม่ได้มองข้าม ด้วยผลศึกษาพบว่า กระถิน เป็นโปรตีนอย่างหนึ่งที่มีราคาถูก และในอดีตไม่มีใครปลูกสร้างเป็นอาชีพ เมื่อคุณโจ้เห็นว่ากระถินมีคุณค่าทางอาหารสูง และต้องการสร้างรายได้ให้กับคนไม่มีงานทำหรือคนที่มีรายได้น้อย จึงส่งเสริมผ่านการรับซื้อจากทุกคนที่เก็บกระถินมาขาย

“เรานำกระถินมาบดละเอียด เอาไปเป็นส่วนผสมในอาหารสัตว์ เหมือนกับถั่วเหลืองและมันเส้น เป็นสิ่งที่ปศุสัตว์ทำกันอยู่แล้ว แต่ที่ผ่านมายังไม่มีใครนำมาทำเป็นอุตสาหกรรมจริงจัง วันนี้เราต้องการช่วยคนที่ตกงาน ไม่มีงานทำ เขาสามารถตัดกระถินนำมาขายให้เรา บางคนขนมาเป็นซาเล้ง 1 คันขายได้ถึง 300 บาท เขาเก็บ 2 รอบต่อวัน ก็ได้เงินแล้ว 600 บาท หากขนด้วยรถกระบะ 1 คัน จะได้เงิน 700 บาท จนวันนี้หนองม่วงและพื้นที่ใกล้เคียงจะไม่ค่อยได้เห็นต้นกระถิน เก็บจนเตียนหมด ถึงกับมีกลุ่มจองพื้นที่กันเลย ทำยกหมู่บ้าน แห่งหนึ่งก็ 50-60 ครัวเรือน บริษัทจึงสนับสนุนปลูกกระถินเป็นอาชีพ ซึ่งกรมปศุสัตว์อยู่ระหว่างผลักดันให้กระถินกลายมาเป็นพืชเศรษฐกิจ คาดว่าจะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ เช่นเดียวกับซังข้าวโพด จนวันนี้เราต้องนำเข้าซังข้าวโพดจากประเทศเพื่อนบ้าน มาเป็นวัตถุดิบเพราะในไทยไม่เพียงพอแล้ว เราคงไม่หยุดแค่นี้ กำลังพัฒนาและดูว่าจะขยายการรับซื้อวัตถุดิบเหลือจากการเกษตรชนิดอื่นต่อไป

“ธุรกิจเราเปิดมาเติบโตค่อนข้างรวดเร็ว ที่ผ่านมาเงินลงทุนส่วนใหญ่เราใช้กับการขยายโรงงาน ช่วง 2 ปีแรกของการเริ่มต้น เป็นช่วงที่เราลองผิดลองถูก และเริ่มมาขยายผลิตภัณฑ์ต่างๆ ในช่วง 5 ปีหลัง ซึ่งเราลงทุนตลอดเวลา ทั้งเครื่องจักร โรงงาน Asset ด้านงานวิจัยเราร่วมกับที่ปรึกษา คือเราร่วมกับภาครัฐมาตลอด ส่งผลดีกับเรา เพราะภาครัฐจะมีงบสนับสนุนในด้านต่างๆ ทำให้บริษัทประหยัดค่าใช้จ่าย วันนี้ถือเป็นนโยบายที่ผมให้กับพนักงาน คือต้องจับมือกับหน่วยราชการเพื่อเข้าถึงสิทธิประโยชน์ต่างๆ หนึ่งในนั้น คือ บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ที่ได้รับการดูแลจากเจ้าหน้าที่เป็นอย่างดี ทั้งคำแนะนำทางการเงิน และ Connection ทางการค้า เนื่องจากผู้ประกอบการมักติดปัญหาในเรื่องบิล, เอกสาร, หลักฐานแสดงฐานะทางการเงินที่เป็นทางการ ทำให้การขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินเป็นเรื่องยาก การมี บสย.เป็นผู้ค้ำประกันสินเชื่อ ช่วยสร้างความอุ่นใจให้กับธนาคารในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น ซึ่งการเข้าถึงแหล่งทุนเป็นสิ่งสำคัญที่สุดของการทำธุรกิจ”

เมื่อได้พูดคุยกับคุณโจ้ ที่เล่าถึงหลักการบริหาร ไม่ว่าจะการละลายพฤติกรรมและสร้างสังคมการทำงานร่วมกัน ผ่านกิจกรรมรวมกลุ่มและเปิดเวทีเล่าถึงประสบการณ์ นำเสนอและถ่ายทอดเชิงวิเคราะห์ของธุรกิจทั่วไปในปัจจุบัน ทั้งที่ประสบความสำเร็จและล้มเหลว บ่มเพาะวัฒนธรรมการทำงานผู้ใหญ่สอนเด็ก พี่ช่วยน้อง ผสมผสานแนวคิดและขับเคลื่อนองค์กรจากรุ่นใหม่

แม้กระทั่งแนวคิดการตั้งชื่อ บริษัท นิพพาน อินเตอร์คร็อพ ซึ่งคุณโจ้เฉลยว่า เดิมมีหลายชื่อ แต่ไม่ผ่านตอนจดทะเบียนเพราะชื่อซ้ำ พี่ชายก็แนะนำว่า งั้นตั้งชื่อที่เป็นตัวตนของเรา ก็เลยได้ชื่อนี้ ด้วยบริษัทมีศูนย์ปฏิบัติธรรม และมีวัดตั้งอยู่ใกล้ๆ ซึ่งพนักงานจะได้ไหว้พระหรือใส่บาตรทุกวัน เหมือนซึมซับแบบว่าไม่อยากเกิดอีกแล้ว (หัวเราะ)

ด้วยแนวคิดและหลักการบริหาร เพียง 7 ปี บริษัท นิพพาน อินเตอร์คร็อพ เดินหน้าพัฒนาสินค้าจากวัตถุดิบทางการเกษตร พร้อมนำแผนการตลาดที่ทันยุคทันสมัย ทำให้วันนี้สร้างรายได้ต่อปีกว่า 200 ล้านบาทโดยรายได้หลักสัดส่วน 60% มาจากส่งออกไป ญี่ปุ่น สวีเดน โปแลนด์ ตุรกี เยอรมนี เดนมาร์ก สิงคโปร์

จากการเติบโตของบริษัทตลอดเส้นทางที่ผ่านมา ตอกย้ำความเชื่อที่ว่า การทำธุรกิจเพื่อสังคมนั้น สามารถนำพาธุรกิจให้เติบโตอย่างโดดเด่น ขณะเดียวกันก็สามารถสร้างประโยชน์คืนให้กับสังคมและชุมชน พร้อมนำพาทุกคนที่เกี่ยวข้องเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน

นี่คืออีกเรื่องราวของผู้บริหารหนุ่มไฟแรงที่มีอายุเพียง 30 ปีเศษ