จิตตะเวลธ์ มองศก.ครึ่งปีหลังไม่ต่างเดิม ภาพยังอึดอัด หลังปัจจัยบวกไม่ชัด หวั่นรอทีเดียวปี68
นายตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) จิตตะ เวลธ์ เปิดเผยว่า ภาพรวมเศรษฐกิจช่วงครึ่งหลังของปี 2567 ที่เหลือนี้ มองว่าไม่ได้แตกต่างจากครึ่งแรกที่ผ่านมา น่าจะยังเป็นความอึดอัดอยู่ โดยปัจจัยบวกตอนนี้ที่มองเห็นในระยะสั้น คือ โครงการดิจิทัลวอลเล็ต แจกเงิน 10,000 บาทต่อคน แต่ความคืบหน้าล่าสุดก็ยังมีการเลื่อนดำเนินโครงการอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลคาดว่าจะจัดทำในช่วงเดือนธันวาคมนี้ หากสามารถจัดทำได้จริง โครงการนี้จะเป็นตัวกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นได้ดี โดยสิ่งที่รัฐบาลควรเน้นมองสำคัญที่สุดเพื่อให้ประเทศไทยสามารถเติบโตได้อีกครั้ง เป็นเรื่องแผนระยะยาว ในการดึงให้เกิดฮับใหม่ๆ ทางเศรษฐกิจ อาทิ ยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี) พลังงาน หรือการส่งเสริมซอฟต์พาวเวอร์ ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลมีการพูดถึงเรื่องเหล่านี้เรื่อยๆ แต่ยังไม่เห็นอะไรเป็นรูปธรรมเท่าที่ควร รวมถึงส่วนใหญ่การขับเคลื่อนสิ่งเหล่านี้จะมาจากภาคเอกชนมากกว่า อาทิ ซีรีย์ไทย ศิลปินไทย ที่มีการประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ประเทศไทย แต่ในรัฐบาลยังไม่มีนโยบายที่เป็นรูปเป็นร่างมากนัก
“การเลื่อนดิจิทัลวอลเล็ตไปเดือนธันวาคมนี้ อาจต้องคาดหวังผลเชิงบวกต่อเศรษฐกิจเป็นแรงส่งไปในปี 2568 เลย ซึ่งต้องเอาให้แน่ใจก่อนด้วยว่าจะทำจริงหรือไม่ โดยในภาคการลงทุนโดยเฉพาะหุ้นไทย อาจทำให้นักลงทุนเปลี่ยนมุมมองต่อตลาดหุ้นไทยได้ ว่าปีหน้าอาจมีอะไรที่เป็นความหวังได้มากขึ้น อาจมีอะไรที่ดีในบางอย่าง แต่ต้องบอกว่าการกระตุ้นในรูปแบบนี้จะได้ผลระยะสั้น อย่างมากก็ไม่เกิน 1 ปี ที่จะหมุนในเศรษฐกิจ สุดท้ายจะไปอยู่ในมือกลุ่มคนบางกลุ่ม ทำให่รัฐบาลต้องมองว่าจะมีมาตรการอะไรออกมาช่วยกระตุ้นเป็นรายภาคอุตสาหกรรมหรือไม่ อาทิ อสังหาริมทรัพย์ ที่เริ่มมีซัพพลายล้นแล้ว พลังงาน การเงิน และค้าปลีก ที่เริ่มอิ่มตัวแล้ว ซึ่งไทยกำลังอาศัยอุตสาหกรรมเก่าๆ ที่เริ่มโตช้าลงแล้ว สิ่งที่สำคัญคือ ธุรกิจใหม่ และยุทธศาสตร์ใหม่ที่รัฐบาลต้องมีมากกว่า“ นายตราวุทธิ์ กล่าว
นายตราวุทธิ์ กล่าวว่า รัฐบาลน่าจะมีการพูดคุยกับต่างประเทศ เจรจาดึงเข้ามาลงทุนในไทย แต่ยังตอบไม่ได้ว่าจะมาหรือไม่ เพราะหากมองในภูมิภาคอาเซียน ประเทศไทยก็ไม่ได้เหนือไปกว่าประเทศเพื่อนบ้านมากนักแล้ว อาทิ ศูนย์ข้อมูลดาต้าเซ็นเตอร์ บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อาจไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านรอบข้างเราแทน เนื่องจากขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยมีน้อยมากแล้ว ทั้งค่าแรงที่สูงมากกว่า ทักษะการผลิตที่เดิมเคยสูงกว่า ตอนนี้ก็ไม่ได้เป็นอย่างนั้นแล้ว เพราะพอมีเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาช่วย ทักษะหลายอย่างก็ปรับขึ้นมาใกล้เคียงกัน
นายตราวุทธิ์ กล่าวว่า ประเทศไทยจะลำบากมากๆ ในอีก 1-2 ปีข้างหน้า หากภาครัฐไม่สามารถทำให้เกิดเซกเตอร์อุตสาหกรรมใหม่ที่กระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโตได้ เพราะตอนนี้เราก็เริ่มเห็นแล้วว่า อุตสาหกรรมเก่าๆ เริ่มทยอยปิดตัวลง ทั้งจากเหตุผลที่เศรษฐกิจในภาพรวมไม่ดี แต่ที่สำคัญกว่าเป็นเรื่องเงินที่ถูกเปลี่ยนมือไป คือ การเข้ามาของแพลตฟอร์มเดลิเวอรี่ โดยเฉพาะแพลตฟอร์มจากต่างประเทศ ทำให้เม็ดเงินบางส่วนไหลไปอยู่ในมือแพลตฟอร์มต่างประเทศ รวมถึงเอสเอ็มอีที่เป็นร้านค้ารายเล็กรายย่อยต่างๆ ต้องปิดตัวลง โดยหากรัฐบาลไม่หามาตรการช่วยสนับสนุนให้เอสเอ็มอีแข็งแรงขึ้น เศรษฐกิจในภาพรวมจะแย่กว่านี้อีก เพราะเอสเอ็มอีถือเป็นกระดูกสันหลังของประเทศ สะท้อนจากต่างชาติก็สนับสนุนเอสเอ็มอีมากกว่าบริษัทขนาดกลางขึ้นไป
นายตราวุทธิ์ กล่าวว่า ภาคการลงทุนไทย ตลาดหุ้นไทยจะเติบโตได้ ต้องอาศัย 2 ส่วน ทั้งเศรษฐกิจที่ต้องเติบโตได้ และความเชื่อมั่นที่ต้องกลับคืนมา แต่ตลาดหุ้นไทยยังย่ำแย่อยู่ทั้ง 2 ส่วนนี้ สะท้อนจากเศรษฐกิจที่โตช้าลง ล่าสุดมีเป้าหมายทั้งปี 2567 เติบโตที่ 2.7% เท่านั้น บริษัทจดทะเบียน (บจ.) ทั้งกำไรและรายได้ก็โตขึ้นน้อยลง เป็นเพียงเลขตัวเดียวเท่านั้น นักลงทุนจะมาลงทุนจึงออกไปลงทุนในตลาดประเทศอื่นแทน รัฐบาลจคงต้องกลับมาหาเครื่องมือกระตุ้นทั้งเศรษฐกิจและเพิ่มความเชื่อมั่นมากขึ้น อาทิ การลดภาษี เหมือนสหรัฐที่ชอบใช้ ทำให้กำไรบริษัทโตหุ้นขึ้น อยู่ที่นโยบายระยะสั้นกลางยาวของรัฐบาล หากไม่มีอะไรออกมา ดัชนีหุ้นก็จะซึมตัวทรงๆ อาจไม่ได้ตกลงมากกว่านี้แล้ว เพราะหุ้นระดับ 1,300 จุด ไม่ได้แพง เพียงแต่ไม่โต โดยนักลงทุนต้องปรับแนวคิดและปรับตัวมากขึ้น เพื่อให้ได้รับผลตอบแทนในภาวะแบบนี้ จะลงทุนแค่ไทยหรือประเทศใดประเทศเดียวไม่ได้ ต้องเป็นนักลงทุนที่พร้อมลงในทรัพย์สินที่ดีไม่ว่าจะเป็นประเทศอะไร เพื่อหาประเทศที่มีการเติบโตในอนาคต

