เมกะเทรนด์โลกในปัจจุบัน หนีไม่พ้นเทคโนโลยีใหม่ที่ก้าวเข้ามามีบทบาทในชีวิตมนุษย์ทุกด้าน ทำให้ประเทศไทยต้องพร้อมรับกับความเปลี่ยนแปลง เพราะหากก้าวตามไม่ทัน เราจะกลายเป็นประเทศล้าหลัง โลกในยุคปัจจุบันไม่มีพื้นที่ให้กับผู้ที่วิ่งตามการเปลี่ยนแปลงไม่ทัน
สำหรับในประเทศไทย กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร
นักวิชาการอย่าง ธนวรรธน์ พลวิชัย ประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ และอธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้วิพากษ์บทบาทนโยบายการเงิน-การคลัง ผลักดันความมั่งคั่งยุคดิจิทัลว่า ปัจจุบันต้องยอมรับว่าการเข้ามาของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) แรงมาก ทำให้เศรษฐกิจไทยต้องเผชิญการเปลี่ยนแปลงในหลายด้าน ทั้งด้านเทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม การเมือง หรือความเป็นสังคม เนื่องจากเทคโนโลยีที่เข้ามาทำให้การดำเนินชีวิตประจำวันเปลี่ยนแปลงไป อาทิ การชำระสินค้าและบริการ เดิมใช้เงินสด แต่ตอนนี้ชำระผ่านแอพพลิเคชั่นธนาคาร และคิวอาร์โค้ด
เศรษฐกิจดิจิทัลในขณะนี้ ยอมรับว่ามีการนำเทคโนโลยีใหม่เข้ามาใช้ในด้านการเงินมากขึ้น อะไรก็ตามที่เป็นดิจิทัล เมื่อนำมาใช้ในด้านการเงิน นำไปสู่การเป็นเศรษฐกิจดิจิทัลมากขึ้น เนื่องจากการนำดิจิทัลใช้ในเศรษฐกิจสามารถช่วยได้หลายเรื่อง อาทิ ลดต้นทุนการทำงาน เพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการ ไทยจึงเลี่ยงไม่ได้ต้องเปิดรับเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อก้าวสู่เศรษฐกิจดิจิทัล
ความสำคัญจากการเข้ามาของเทคโนโลยี เป็นเรื่องการสร้างรายได้ โดยเฉพาะฐานข้อมูลขนาดใหญ่ ที่ประเทศไทยมีข้อมูลน้อย เทียบกับประเทศอื่นในอาเซียนด้วย เช่น อินโดนีเซีย มีศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์ใหญ่ ทำให้ดึงดูดลงทุนจากประเทศมหาอำนาจทางเทคโนโลยีได้มากกว่า โลกปัจจุบันไม่ว่าจะดำเนินการต้องใช้ข้อมูลเพื่อวางแผนงานและข้อมูลพร้อม หรืออย่างภาคการท่องเที่ยว ต้องมีที่พักไว้รองรับนักท่องเที่ยว ก่อนหน้านี้เป็นโรงแรม หรือโฮมสเตย์ แต่ปัจจุบันมีเกสต์เฮาส์หรือแบ่งบ้านให้เช่าด้วย ที่ต่างชาติกำลังนิยม ทำให้ธุรกิจใหม่เติบโตจากแพลตฟอร์มออนไลน์ รวมถึงเดิมกลุ่มขายข้อมูล มีเพียงกูเกิลและเฟซบุ๊ก แต่ตอนนี้แพลตฟอร์มออนไลน์มีมากขึ้น
เพื่อเตรียมพร้อมสู่เศรษฐกิจดิจิทัล นโยบายการเงิน-การคลัง ต้องออกแบบให้ตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงในยุคเทคโนโลยีใหม่ โดยนโยบายการคลังที่ตอบโจทย์ คือ ใช้งบประมาณไปกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งงบประมาณที่มีและเงินกู้ มาตรการด้านภาษีนิติบุคคลและบุคคลธรรมดา ภาษีผ่านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ส่วนนโยบายการเงิน เพื่อมอบสิทธิประโยชน์ เช่น นักลงทุนต้องการลงทุนด้านอุตสาหกรรมใหม่ สามารถกู้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำกว่าปกติ เป็นต้น
⦁3ด้านขับเคลื่อนธุรกิจไทยยั่งยืน
ด้านนโยบายของหอการค้ามี 3 นโยบายหลักขับเคลื่อนภาคธุรกิจไทยสู่ความยั่งยืน ได้แก่ 1.Connect เชื่อมโยงความร่วมมือเครือข่ายทั้งในและต่างประเทศ 2.Competitive ยกระดับขีดความสามารถแข่งขันของประเทศในทุกมิติ และ 3.Sustainable พัฒนาเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน สร้างอนาคตที่เต็มไปด้วยโอกาส เพื่อส่งต่อให้คนรุ่นใหม่ ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายในการพัฒนาเศรษฐกิจ (เข้าใจภาครัฐบาล) ได้แก่ 1.การสร้างความมั่งคั่ง ผ่านการสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ 2.มั่นคง ผ่านการรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ทั้งภายในประเทศ แก้ไขปัญหาภาวะเงินเฟ้อ ปัญหาการว่างงาน หนี้สาธารณะ ส่วนระหว่างประเทศ เป็นเรื่องดุลบัญชีเดินสะพัด ทุนสำรองระหว่างประเทศ หนี้ต่างประเทศ และ 3.ความยั่งยืน การสร้างความเสมอภาคทางเศรษฐกิจ ต้องเกิดการกระจายรายได้ ลดความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย
กลไกขับเคลื่อนสู่อนาคต แบ่งเป็น 3 เรื่องที่ต้องทำได้แก่ 1.มิติด้านการเงิน กำไรขาดทุน การจัดทำงบประมาณที่เหมาะสม 2.ปัจจุบัน มิติด้านลูกค้า ปรับตัวให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด มิติด้านกระบวนการทำงาน ปรับปรุงการทำงานให้ทันสมัยอยู่เสมอ และ 3.อนาคต มิติด้านการเรียนรู้และพัฒนา ฝึกอบรมและระบบข้อมูลสารสนเทศ
พิจารณาจากการเปิด 8 วิสัยทัศน์ของนายกรัฐมนตรี นายเศรษฐา ทวีสิน คือ Thailand Vision “IGNITE THAILAND จุดพลัง รวมใจ ไทยต้องเป็นหนึ่ง”ได้แก่ 1.เป็นศูนย์กลางเมืองท่องเที่ยว 2.เป็นศูนย์กลางด้านการแพทย์และสุขภาพ 3.เป็นศูนย์กลางอาหาร 4.เป็นศูนย์กลางการบิน 5.เป็นศูนย์กลางขนส่งของภูมิภาค 6.เป็นศูนย์กลางผลิตยานยนต์แห่งอนาคต 7.เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัล และ 8.เป็นศูนย์กลางทางการเงิน
⦁กุญแจ3ดอกนำไทยฮับการเงิน
โดยกุญแจ 3 ดอก เพื่อเปิดทางนำไทยสู่ศูนย์กลางการเงินโลก ได้แก่ 1.กฎหมายธุรกิจการเงินใหม่ ธนาคาร หลักทรัพย์ ประกันภัย สินทรัพย์ดิจิทัล สัญญาซื้อขายล่วงหน้า 2.สิทธิประโยชน์ใหม่ การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว Work Permit, Non-tax incentives, Tax incentives, การสนับสนุนทางการเงิน และ 3.Ecosystem ใหม่ โครงสร้างกฎหมาย Digital Infrastructure ทรัพยากรบุคคล Reputation เสถียรภาพ ทั้งหมดต้องปรับเปลี่ยนเพื่อให้ไทยก้าวไปสู่ศูนย์กลางทางการเงินโลกที่สมบูรณ์
การดำเนินโครงการดิจิทัลวอลเล็ต ถือเป็นการปูทางสู่เทคโนโลยีทางการเงินในอนาคต เหมือนในปัจจุบันที่ประชาชนส่วนใหญ่ใช้จ่ายเงินผ่านแอพพลิเคชั่น หรือช่องทางออนไลน์มากขึ้น โดยพิจารณาแหล่งเงินการดำเนินโครงการ มูลค่า 450,000 ล้านบาท แบ่งเป็นงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบ 2567 การบริหารการคลัง และการบริหารจัดการงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบ 2567 จำนวน 165,000 ล้านบาทงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบ 2568 การบริหารการคลังและการบริหารจัดการงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบ 2568 อีก 285,000 ล้านบาท
เหตุผลทำไมต้องทำโครงการดิจิทัลวอลเล็ต เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ กระจายรายได้อย่างทั่วถึงสู่ 878 อำเภอทั่วประเทศ วางรากฐานระบบเศรษฐกิจดิจิทัล สร้างความโปร่งใสให้กับกลไกการชำระเงิน กลุ่มเป้าหมาย50 ล้านคน ประมาณการผู้ใช้สิทธิ 45 ล้านคน บรรเทาภาระค่าครองชีพ สร้างโอกาสการประกอบอาชีพ และเพิ่มการหมุนเวียนกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั่วประเทศ ผ่านการสร้างพายุหมุนทางเศรษฐกิจ ได้แก่ พายุหมุนลูกที่ 1 ระหว่างประชาชนกับร้านค้าขนาดเล็ก พายุหมุนลูกที่ 2 ระหว่างร้านค้าขนาดเล็กกับร้านค้าขนาดใหญ่ พายุหมุนลูกที่ 3 ระหว่างร้านค้าขนาดใหญ่กับร้านค้าขนาดใหญ่ และพายุหมุนลูกที่ 4
เกิดการซื้อขายที่โปร่งใส กระตุ้นเศรษฐกิจด้วยประชาชนเองทั่วประเทศไทย
โครงการกระเป๋าเงินดิจิทัลของไทย ช่วยกระตุกให้เศรษฐกิจที่ซบเซาฟื้นอีกครั้ง โดยใส่เงิน 10,000 บาทในกระเป๋าเงินดิจิทัล ต้องใช้ภายในอำเภอตามบัตรประชาชน ใช้เงินครั้งแรกภายใน 6 เดือน ใช้ซื้อของอุปโภคบริโภคเท่านั้น ข้อห้ามคือใช้ซื้อสินค้าออนไลน์ ซื้อบัตรกำนัล บัตรเงินสด เพชร พลอย ทองคำ อัญมณี สินค้าอบายมุข (เหล้า บุหรี่) จ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ น้ำมันเชื้อเพลิง ก๊าซธรรมชาติ หรือค่าเทอมค่าเรียน

