กรมส่งเสริมการเกษตร โชว์แผนปฏิบัติการติดปีกเกษตรกรไทยสู้วิกฤตโลกร้อน
นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า แนวทางการพัฒนาสู่ยุคคาร์บอนต่ำเพื่อรับมือกับปัญหาสภาพภูมิอากาศ ความเสี่ยงของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างช้าๆ ในระยะยาว และการวางแผนเพื่อจัดการและเตรียมการรับมือการเปลี่ยนผ่านไปยุคคาร์บอนต่ำ ที่จะสามารถช่วยประเทศไทย ผ่านการลดต้นทุนที่เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศลงได้อย่างมาก และยังคงรักษาความสามารถในการแข่งขันเอาไว้
นายพีรพันธ์กล่าวว่า แนวทางการดำเนินงานเพื่อเตรียมรับมือสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์วางเป้าหมายไว้ คือ การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการลดผลกระทบหรือลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ที่ทำได้หลายวิธี อาทิ ปรับวิธีการด้วยเทคโนโลยี 4 ป. +1 IPM โดยการปรับหน้าดิน ให้น้ำเปียกสลับแห้ง ใช้ปุ๋ยให้เหมาะสมกับค่าดินที่ได้จากการวิเคราะห์ค่าดิน แปรสภาพฟางและตอซัง การใช้วิธีการป้องกันและกำจัดศัตรูพืชแบบผสมผสาน และการลดการเผาในพื้นที่เกษตร

นายพีรพันธ์กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตรสนับสนุนการลดผลกระทบหรือลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการจัดตั้งศูนย์ประมวลและวิเคราะห์สถานการณ์ภัยพิบัติ (ด้านเศรษฐกิจ ด้านโรคแมลงศัตรูพืช และด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก) ระดับส่วนกลาง เพื่อดำเนินงานให้สอดคล้องกับแนวทางแผนปฏิบัติการด้านการเกษตรเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ปี 2566-2570 สอดคล้องตามเป้าหมายที่ประเทศกำหนด รวมทั้งดำเนินงานตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อแก้ไขและบรรเทาปัญหามลพิษทางอากาศที่เกิดขึ้น โดยรณรงค์ให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนวิธีการเผาแปลงเพาะปลูกไปใช้วิธีอื่น รวมถึงประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรทราบว่า เกษตรกรที่ไม่ให้ความร่วมมือจะถูกตัดสิทธิการได้รับความช่วยเหลือชดเชยต่างๆ จากภาครัฐ ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการพิจารณารายละเอียด และข้อจำกัดที่อาจเกิดขึ้น
นายพีรพันธ์กล่าวว่า ปัจจุบันกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้จัดทำแผนปฏิบัติการ โดยวางเป้าหมาเพื่อให้ประเทศไทยจะเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net-zero Carbon Emission) ซึ่งมีประเด็นการพัฒนาที่กรมส่งเสริมการเกษตรร่วมเป็นหน่วยงานดำเนินการ ได้แก่ 1.ส่งเสริมการทำประกันภัยผลผลิตทางการเกษตร เริ่มดำเนินการในพืช 2 ชนิด คือ ข้าวนาปี และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 2.ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลของเกษตรกร โดยดำเนินการผ่านโครงการ 1 ท้องถิ่น 1 สินค้าเกษตรมูลค่าสูง โครงการ 1 อำเภอ 1 แปลงเกษตรอัจฉริยะ เพื่อการประหยัดทรัพยากรและลดการสูญเสีย

นายพีรพันธ์กล่าวต่อว่า 3.ส่งเสริมการผลิตพืชผลทางการเกษตรในพื้นที่เพาะปลูกให้เหมาะสม สอดคล้องกับประเภทของดินและความเพียงพอของน้ำ ด้วยเทคโนโลยีชีวภาพและเทคโนโลยีหมุนเวียน ดำเนินนโยบายขับเคลื่อนส่งเสริมการจัดการดินและการใช้ปุ๋ยอย่างเหมาะสม ภาพตามหลักการ 4 ถูก โดยดำเนินการผ่านศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน (ศดปช.) จำนวน 882 ศูนย์ทั่วประเทศ รวมถึงมีแอพพลิเคชั่นรู้ดินรู้ปุ๋ย เป็นตัวช่วยแนะนำให้เกษตรกรด้วย และ 4.ส่งเสริมสนับสนุนการลดการเผาเพื่อเก็บเกี่ยว จัดการแปลงด้วยการใช้ประโยชน์จากเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ศึกษาและทดสอบเทคโนโลยีและรูปแบบการปรับตัวของเกษตรกร เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสู่การไม่เผาในพื้นที่การเกษตร รวมถึงการจัดตั้งชุดปฏิบัติการเฝ้าระวังการเผาในพื้นที่การเกษตรระดับอำเภอและระดับตำบล ซึ่งดำเนินการแล้ว 4,857 ชุด ออกปฏิบัติการกว่า 8,289 ครั้ง
นายพีรพันธ์กล่าวว่า นับเป็นโอกาสและความท้าทายที่กรมส่งเสริมการเกษตร ขับเคลื่อนงานตามนโยบายรัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ภายใต้หลักการ “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” โดยส่งเสริมพัฒนาทักษะเกษตรกรให้สามารถใช้ประโยชน์จากวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานสินค้าเกษตรมูลค่าสูงและเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคเกษตร ด้วยการทำเกษตรที่รู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก (Climate Smart Agriculture)

“ภารกิจท้าทายของกรมส่งเสริมการเกษตร ในการมุ่งพัฒนาเกษตรกรให้สามารถใช้ประโยชน์จากวิทยาศาสตร์ด้านพืช เทคโนโลยีชีวภาพ และเทคโนโลยีหมุนเวียน จะช่วยให้ประเทศไทยรวมทั้งภาคเกษตร สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามข้อตกลงปารีส (Paris Agreement 2015) ซึ่งประเทศไทยจะต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 30-40% ภายในปี 2573 พร้อมบูรณาการการทำงานร่วมกับภาคประชาสังคม ภาคเอกชน และภาควิชาการ เพื่อขับเคลื่อนสู่การเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นต่อไป” นายพีรพันธ์กล่าว

