ร้านอาหารร้องกำลังซื้อวูบ 50% จี้รัฐไม่กระตุ้นศก. ปลายปีนี้เห็นเจ๊งอีกเพียบ
นายสรเทพ สตีฟ โรจน์พจนารัช ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร เปิดเผยว่า ธุรกิจร้านอาหารในช่วงที่ผ่านมากำลังซื้อหดหายไปสูงมากกว่า 50% เป็นเหตุผลให้เราต้องทำหนังสือส่งถึงนายกรัฐมนตรี ขอร้องให้แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในปัจจุบันผ่านมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอื่นออกมาก่อน ไม่ใช่เพียงรอโครงการดิจิทัลวอลเล็ตอย่างเดียวเท่านั้น เพราะหากช่วงที่เหลือของปีนี้ยังไม่มีอะไรออกมา ผู้ประกอบการร้านอาหารจะปิดตัวลงมากกว่า 50% แน่นอน เนื่องจากผลกระทบจากราคาวัตถุดิบที่ปรับขึ้นมาอย่างแน่นอน ก็กระอักเลือดมากแล้ว แถมยังต้องมาเจอกำลังซื้อที่ลดลงอีก ทำให้ร้านอาหารขนาดเล็กแทบไม่เหลืออะไรเลย ไม่ต่างจากร้านขนาดกลางหรือเอสเอ็มอี ที่ต้องแบกรับภาษี 6 ประเภทเพิ่มมาด้วย ทำให้ตอนนี้แทบอยู่ไม่ไหวไม่แตกต่างกัน
“ตั้งแต่ทำหนังสือยื่นถึงนายกฯ ไป ยังไม่ได้รับการตอบรับใดกลับมาเลย ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่าผิดหวังมาก เพราะความรู้สึกตอนนี้ ผู้ประกอบการธุรกิจในสมาคมและข้างนอกที่พบปะพูดคุยกัน รู้สึกเคว้งคว้างเหมือนไม่มีรัฐบาลในการบริหารประเทศไทยในตอนนี้ ทั้งที่เรามีรัฐบาลจากการเลือกตั้งแล้ว สะท้อนจากกระแสคนคิดถึงลุงตู่ อยากได้ลุงตู่กลับมา ทั้งที่เราก็มีรัฐบาลอยู่แล้ว แต่กลับเหมือนไม่มี ความรู้สึกของผู้ประกอบการต่อการบริหารประเทศของรัฐบาลนี้ติดลบลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสัปดาห์หน้าจะติดตามหนังสือที่ส่งไป หากยังไม่มีการตอบรับ จะส่งฉบับใหม่ที่ยกระดับคำถามไปอีกครั้ง” นายสรเทพ กล่าว
นายสรเทพ กล่าวว่า ด้านโครงการดิจิทัลวอลเล็ต แจกเงิน 1 หมื่นบาทนั้น ต้องบอกว่ามีความเป็นกังวลมาก เนื่องจากมีข้อสงสัยว่าทำไมรัฐบาลจึงต้องพยายามแจกเป็นเงินดิจิทัล ทำไมถึงไม่แจกผ่านช่องทางที่เคยทำ เพราะประเมินหลักเกณฑ์ของร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการได้ ส่วนใหญ่เป็นร้านขนาดใหญ่ที่อยู่ระดับกลางขึ้นไป สวนทางกับที่รัฐบาลบอกว่าต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจรากหญ้า ความเป็นจริงไม่ใช่อย่างที่รัฐบาลประกาศไว้ ขั้นตอนการเข้าร่วมเอื้อให้ธุรกิจขนาดกลางขึ้นไป อาทิ จะต้องเสียภาษี ซึ่งร้านอาหารข้างทางสตรีดฟู๊ดเหล่านี้ อาจไม่เข้าข่ายเงื่อนไขที่กำหนดไว้ และเมื่อมีการใช้จ่ายผ่านเงินดิจิทัล ร้านค้าเหล่านี้ต้องนำไปซื้อของในร้านค้าต่างๆ ไม่สามารถนำมาใช้เป็นเงินสดได้ จึงหนีไม่พ้นร้านค้าที่เป็นร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ เท่ากับว่าผู้ประกอบการร้านค้าจะไม่มีเงินสดในการใช้จ่ายเพื่อดำรงชีวิต เพราะต้องยอมรับว่าร้านค้าขนาดเล็กเมื่อขายของได้แล้ว จะนำเงินสดส่วนหนึ่งมาใช้ดำเนินชีวิตหรือใช้จ่ายในครอบครัว ทำให้โครงการนี้ไม่มีประโยชน์กับรากหญ้าเลย
นายสรเทพ กล่าวว่า วงเงินที่ให้ 10,000 บาทเป็นก้อนเลยนั้น ต้องบอกว่าพฤติกรรมของคนไทย หากได้เงินก้อนมา 80% ก็จะใช้จ่ายให้หมดเป็นการซื้อของชิ้นใหญ่ๆ ไปเลย ซึ่งก็จะหนีการซื้อของตามห้างร้านขนาดใหญ่ไม่ได้ เม็ดเงินก็จะไม่ลงไปตามรากหญ้าอยู่ดี พายุหมุนที่รัฐบาลบอกว่าจะเกิดขึ้น 5-6 ลูก ไม่มีทางเกิดขึ้นแน่นอน ดูแค่ตรรกะในการใช้จ่ายของประชาชนก็พอ สุดท้ายจะเกิดความวุ่นวายขึ้น เพราะเมื่อพ่อค้าแม่ขายต้องการเงินสด ก็จะใช้วิธีการเล่นแร่แปรธาตุเปลี่ยนเป็นเงินสด อาจได้เห็นนายหน้าตัวใหญ่ออกมาทำการให้ผู้ที่ได้รับเงินดิจิทัลนี้ไปซื้อของชิ้นใหญ่ให้แล้วจ่ายเป็นเงินสดคืน แต่หักเปอร์เซ็นต์ค่าใช้จ่ายซัก 5% หรือ 10% แล้วแต่กำหนดร่วมกัน เกิดปัญหาใหม่ในสังคมต่อไปอีก โดยหากจุดประสงค์คือ การปูทางให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสู่สังคมไร้เงินสดหรือการเป็นเศรษฐกิจดิจิทัล บอกเลยว่ายาก เพราะต้องมองในเรื่องของพื้นฐานรากหญ้าของคนไทยด้วย คนระดับล่างของไทยที่เป็นกลุ่มคนส่วนใหญ่ยังไม่พร้อมในการเข้าถึงจริงๆ
“หากรัฐบาลต้องการแจกเงิน 10,000 บาทจริง เปลี่ยนไปแจกผ่านการโอนเงินเข้าบัญชีให้ประชาชนหรือแจกผ่านแอพแอพพลิเคชั่นเป๋าตังที่เคยใช้อยู่แล้ว ซึ่งประชาชนมีความคุ้นเคยแบบนั้นจะเห็นผลได้มากกว่า เนื่องจากร้านค้าเองก็เข้าร่วมโครงการจำนวนมากอยู่แล้ว ตอนนี้ก็มีการจ่ายผ่านคิวอาร์โค้ดหรือเป๋าตัง แต่ดิจิทัลวอลเล็ตต้องไปทำในแอพใหม่ อาจเกิดความวุ่นวายหลายขั้นตอนทำให้ไม่มีแรงจูงใจมากเพียงพอ” นายสรเทพ กล่าว
![8hkx]ud](https://www.matichon.co.th/wp-content/uploads/2024/08/8hkxud-728x436.jpg)
