เฉลียงไอเดีย : อัพสกิล‘ปลูกผักไว้ทานเอง’ เกษตรทฤษฎีใหม่ ต่อยอดอาชีพ…ยุคข้าวยากหมากแพง

5.08.24 | 13:04 น.

ในยุคที่ข้าวยากหมากแพง เศรษฐกิจทำท่าจะดี แต่สุดท้ายเติบโตแบบชะลอตัว มิหนำซ้ำกลุ่มผู้มีรายได้น้อย รายได้ปานกลาง ต่างยังเผชิญกับปัญหาหนี้สินพอกพูน รายได้เติบโตไม่ทันรายจ่าย ดังนั้นการพัฒนาทักษะเพิ่มเติมเพื่อพัฒนาศักยภาพของวัยแรงงานจึงจำเป็นอย่างมาก

สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ นอกจากเป็นองค์กร ส่งเสริม สนับสนุน และชี้แนะให้การประกอบวิชาชีพของผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจเป็นไปโดยถูกต้องตามหลักวิชาการและมีจรรยาบรรณแล้ว ได้ตระหนักถึงสวัสดิการความเป็นอยู่ของสมาชิกที่เป็นผู้สื่อข่าวสายเศรษฐกิจด้วย

ที่ผ่านมาตั้งแต่ก่อตั้งสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจอย่างเป็นทางการในปี 2539 มีการจัดกิจกรรมให้สมาชิกมากมาย ตั้งแต่การดูแลสวัสดิการของสมาชิก ไม่ว่าจะด้านสุขภาพ ทั้งการตรวจสุขภาพ สิทธิการรักษาพยาบาล ด้านครอบครัว อาทิ การดูแลทุนการศึกษาของบุตร ด้านการเงิน

อีกเรื่องที่สมาคมให้ความสำคัญอย่างมาก คือ การพัฒนาทักษะความรู้ของสมาชิก มีการพัฒนาในส่วนของอาชีพผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจโดยตรง เช่น โครงการทุน Econmass Upvel เพื่อพัฒนาศักยภาพสมาชิก โครงการพัฒนาศักยภาพผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจระดับสูง (พศส.) ซึ่งจัดเป็นประจำมาต่อเนื่องหลายปี หรือกิจกรรมอบรมในโครงการ Econmass Upskill 2024 หัวข้อ Social Media Management Training เป็นต้น

Advertisement

นอกจากการพัฒนาศักยภาพและทักษะเกี่ยวกับอาชีพผู้สื่อข่าวสายเศรษฐกิจแล้ว สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจยังมีแนวคิดในการช่วยเหลือไปถึงทักษะพื้นฐานในชีวิตประจำวัน ซึ่งนำไปเป็นความรู้ต่อยอดสู่อาชีพได้ในอนาคต

อัพสกิลสมาชิกต่อยอดอาชีพเสริม

ล่าสุด สมาคมผู้สื่อข่าวสายเศรษฐกิจได้ร่วมกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (...) จัดทำโครงการปลูกผักไว้ทานเองคือ กิจกรรมอบรมการปลูกผักผลไม้ ไว้ทานเอง ให้สมาชิกที่สนใจเข้าร่วมโครงการได้เรียนรู้เทคนิคการปลูกผักผลไม้ไว้ทานเอง หรือประกอบอาชีพ จากมืออาชีพโดยตรงอย่างเจ้าของฟาร์มที่เป็นเกษตรกรรุ่นใหม่

ในครั้งนี้ ทาง ธ...ได้พาไปเรียนรู้ที่ศูนย์เรียนรู้ชุมชนเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบ ธ... บ้านทุ่งกระโปรง อ.บ้านนา จ.นครนายก

มี ฉัตรชัย ศิริไล ผู้จัดการ ธ... ร่วมกิจกรรม พร้อมคณะเจ้าหน้าที่ ธ... คณะกรรมการสมาคมผู้สื่อข่าวสายเศรษฐกิจ และสมาชิกผู้สื่อข่าวสายเศรษฐกิจ กว่า 20 ราย

กิจกรรมภายในศูนย์เรียนรู้ ได้แก่ การเรียนรู้เรื่องการเก็บผักในแปลง การปรุงดินและการทำแบคทีเรียสังเคราะห์แสง การเก็บใบไม้แห้งและเศษอาหาร เพื่อนำมาผลิตปุ๋ยหมัก การปลูกผักในถุง และสาธิตการทำขนมทองม้วน พร้อมการจำหน่ายสินค้าจากเกษตรอีกมากมาย

ผู้จัดการ ธ...ระบุถึงกิจกรรมครั้งนี้ว่า ขอบคุณสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจที่มาลงพื้นที่กับ ธ... ที่ตำบลทุ่งกระโปรง อ.บ้านนา จ.นครนายก ซึ่งเป็นอีกหนึ่งศูนย์การเรียนรู้ที่ ธ...ได้ทำการส่งเสริมเรื่องโรงเรือนปลูกผักและมีวิถีชุมชนที่เป็นเอกลักษณ์ ในการปลูกผักกูด รวมถึงมะยงชิด

การลงพื้นที่ครั้งนี้จะเห็นได้ว่าเกษตรกรถ้ามีความขยันและมีทักษะในการทำการตลาด รวมถึงได้รับการพัฒนาจากเกษตรกรรุ่นใหม่ ทุกอย่างก็สามารถทำเป็นรายได้หมด รวมทั้งความรู้ในการลดการใช้ปุ๋ยเคมี อย่างที่เห็นการทำเกษตรผสมผสาน ใต้ต้นมะยงชิดมีพืชอยู่ประเภทหนึ่งที่สามารถจะขายได้ คือ ผักกูด ซึ่งปัจจุบันผักกูดได้รับความนิยมมากจนผลิตไม่ทัน รวมถึงการปลูกผักโรงเรือนที่ ธ...ให้การส่งเสริม เพื่อให้ชุมชนผลิตผักหมุนเวียนได้

ขณะเดียวกัน อีกสิ่งที่ ธ...ให้ความสำคัญ คือเรื่องการผลิตเพื่อการบริโภคในท้องถิ่น (local consumption) ขายอยู่ในพื้นที่จังหวัดเอง จึงไม่มีต้นทุนเรื่องการขนส่ง หรือความเสียหายจากผลิตผลทางการเกษตร

สำหรับศูนย์การเรียนรู้ทางการเกษตรของ ธ... ปัจจุบันมีทั่วประเทศ จัดตั้งทั้งในระดับตำบลและอำเภอ มีมากกว่าร้อยแห่ง ลักษณะเหมือนเป็นคอมมูนิตี้ ที่เมื่อเกษตรกรร่วมกลุ่มกันแล้วสามารถสร้างเศรษฐกิจในชุมชน ร่วมกันต่อยอดองค์ความรู้ใหม่ๆ ทั้งด้านการเกษตรและการตลาด ทำให้ชุมชนพัฒนาต่อไปได้

บ้านทุ่งกระโปรง อ.บ้านนา จ.นครนายก มีการทำเกษตรแบบผสมผสานที่ได้มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ โดยการนำพลังงานสะอาดมาปรับใช้ เช่น การปลูกพืชผักสวนครัว การปลูกพืชหมุนเวียน และการปลูกผักในถุง ช่วยลดต้นทุนการผลิต และนำไปต่อยอดเพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิต เช่น การนำผักกูดมาแปรรูปเป็นขนมทองม้วนและข้าวเกรียบ จนสามารถสร้างอาชีพเสริมและรายได้ผู้จัดการ ธ...กล่าวทิ้งท้าย

บทเรียนจากปากเกษตรกรตัวจริง

ขณะที่ สมหมาย เกตุแก้ว เกษตรกรต้นแบบจากศูนย์เรียนรู้ชุมชนเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบ ธ... บ้านทุ่งกระโปรง อ.บ้านนา จ.นครนายก อธิบายว่า บ้านทุ่งกระโปรงแบ่งออกเป็น 9 กลุ่มบ้าน การแบ่งเพื่อช่วยในการบริหารจัดการชุมชน และแยกอัตลักษณ์แต่ละกลุ่มบ้าน อย่างทุเรียนป่าขะ จะเป็นกลุ่มบ้านทุ่งกระโปรง 8 กระท้อนคือ บ้านทุ่งกระโปรง 3 มะยงชิดก็บ้านทุ่งกระโปรง 1

เดิมพื้นที่บ้านทุ่งกระโปรง อ.บ้านนา จ.นครนายก เป็นพื้นนาทั้งหมด มีพันกว่าไร่ หลังฤดูเก็บเกี่ยวก็จะเผาตอซังข้าว สร้างควัน มลพิษอย่างมาก และปัจจุบันชาวบ้านทุ่งกระโปรงรวมพื้นที่พันกว่าไร่ที่เป็นนาข้าวให้กลายเป็นที่ปลูกผัก เช่น แตงกวา มะระ เนื่องจากนครนายกใกล้กับตลาดไท ตลาดสี่มุมเมือง เป็นที่ค้าส่งผักที่ใหญ่มาก ดังนั้น อาชีพของชาวบ้านทุ่งกระโปรง และรายได้หลักมาจากภาคการเกษตรทั้งหมด

จากที่เล่าไปนั้น หลายคนอาจจะเห็นบ้านทุ่งกระโปรงน่าอยู่ เพราะใกล้กรุงเทพฯ ใกล้ภูเขา ใกล้ธรรมชาติ มีคลองสองคลอง มีดินดีเหมาะกับการทำการเกษตร มีทุ่งนาพันกว่าไร่ แปลว่าข้าวมีกิน ผักปลูกอีกพันกว่าไร่แปลว่ามีผักให้กินอีก รายได้ต้องเยอะ แต่เมื่อปี 2536 ชาวบ้านในทุ่งกระโปรงกลับค้นพบว่าบ้านเราไม่น่าอยู่เกษตรกรต้นแบบบ้านทุ่งกระโปรงเล่าประสบการณ์

พร้อมระบุว่า เนื่องจากบ้านทุ่งกระโปรงทำการเกษตรเชิงเดี่ยว ถ้าฝนไม่ตก หรือเกิดภัยพิบัติต่างๆ ผลผลิตจะเสียหายทั้งหมด ยิ่งหน้าแล้งทุกคนต่างแย่งกันปลูก แย่งน้ำ และแย่งกันขาย ตัดราคากัน รวมทั้งเป็นการเกษตรเคมี 100% เพราะทุกคนต้องพ่นยาฆ่าแมลง หากบ้านไหนไม่ทำแมลงจะไปบ้านนั้น ทุกบ้านจึงต้องพ่นยากันหมด

อีกทั้งบ้านทุ่งกระโปรงเป็นการทำเกษตรแบบน้ำฝน คือไม่มีที่บริหารจัดการน้ำเอง แย่งน้ำในคลองใช้กัน แต่เมื่อเมืองที่เริ่มขยายออกมา ทำให้มีคนอยู่อาศัยมากขึ้น ก็ยิ่งแย่งน้ำกัน ทำให้น้ำน้อยลง เพราะฉะนั้นวิถีการเกษตรของบ้านทุ่งกระโปรงจึงวิกฤต

นอกจากนี้ยังเผชิญวิกฤตหลายอย่าง วิกฤตแรก คือปัญหาหนี้สิน เพราะทำเกษตรเชิงเดี่ยวช่วงที่ไม่ใช่ฤดูทำนาหรือปลูกผักได้ จะไม่มีอาชีพเสริม ทำนาไม่ได้เก็บข้าวไว้ ปลูกผักก็ขายหมด ดังนั้น ข้าว พืชผักทั้งหลายยังต้องไปซื้อกินเหมือนคนทั่วไป หนี้ที่ยืมมาก็ต้องเผื่อไปใช้จ่ายช่วงที่ทำนาไม่ได้ด้วย

ส่วนเงินที่ได้หลังจากขายผลผลิตถูกนำไปใช้หนี้ทั้งหมด รายได้ไม่พอจะทำอาชีพเสริมปลูกผัก ระหว่างรอฤดูทำนาต้องไปพึ่งนายทุน พ่อค้าคนกลาง มาช่วยลงทุนปลูกผักให้ แล้วก็ขายแบบผูกขาดให้พ่อค้าคนกลาง กลายเป็นแค่คนรับจ้างปลูกผักเท่านั้น ราคาถูกกด และกำหนดโดยนายทุน รายได้ไม่พอลืมตาอ้าปาก ทางออกจึงนำไปสู่การขายที่ดินใช้หนี้ โดยข้อมูลในปี 2536 พบว่าที่ดินที่ยังเป็นของชาวบ้านทุ่งกระโปรงเหลือเพียง 900 กว่าไร่ จากที่ชาวบ้านทุ่งกระโปรงมีพื้นที่ทั้งหมด 1,600 ไร่

วิกฤตที่สอง คือ เรื่องสุขภาพจากการใช้สารเคมี พืชผักต่อให้ซื้อจากที่อื่นมาทำกินก็ยังมีสารเคมี เกิดต้นทุนเรื่องสุขภาพ ค่าใช้จ่ายในการรักษาตัว เป็นอีกรายจ่ายสำคัญที่สูงมาก 

วิกฤตที่สาม คือการทิ้งถิ่นฐาน ในวันทำงาน วัยรุ่นเข้าไปทำงานโรงงานกันหมด ทำให้ชุมชนเหลือแต่คนสูงอายุ และ วิกฤตสุดท้าย คือ ปัญหาทรัพยากร คือดินเสื่อมโทรมอย่างรุนแรง เพราะทำเกษตร 12 เดือนไม่มีพักเลย น้ำก็ไม่เพียงพอ

ปลูกผักไว้กินเองเกษตรทฤษฎีใหม่

จากวิกฤตที่ว่ามาข้างต้นนั้น ชาวบ้านทุ่งกระโปรงจึงเริ่มปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตตนเอง เปลี่ยนแรกคือ การทำการเกษตรพอเพียง จากเดิมไม่เคยปลูกผักไว้กินเอง เพราะต้องการจะขายให้ได้มากที่สุด ดังนั้นเริ่มด้วยโครงการดินน้ำอาหารปลอดภัย โดยชวนเกษตรกรทุกคนปรับพื้นที่ของตัวเองแค่ 1 งาน ปลูกผักโดยไม่ใช้สารเคมีเพื่อไว้กินเอง ซึ่งใช้เวลากว่า 3 ปี ชาวบ้านจึงจะหันมาร่วมโครงการเกือบทั้งหมด

ต่อมาก็พัฒนาจากปลูกผักไว้กิน เป็นโครงการชวนเกษตรกรแบ่งพื้นที่ปลูกผลไม้ แต่ปัญหาที่เจอคือดินเปรี้ยว ปลูกผลไม้ไม่ได้ ถึงปลูกได้ ผลผลิตก็ไม่ดี ไม่อร่อย ดังนั้น ไร่ของผมเลยเริ่มเป็นโมเดลให้เหมือนตอนปลูกผักกินเอง แบ่งพื้นที่ปลูกผลไม้ 50 ต้น พื้นที่ 1 ไร่ ใช้เวลา 5 ปีจึงสำเร็จ ได้หน่วยงานในพื้นที่ อาทิ กรมพัฒนาที่ดิน ธ... เข้ามาช่วยพัฒนาความรู้จนสำเร็จ นอกจากเก็บผลไม้ขายแล้วยังนำไปสู่การแปรรูปอีกด้วย สร้างรายได้เพิ่มขึ้น

ต่อมาเกษตรกรชาวบ้านทุ่งกระโปรงเริ่มเปลี่ยนมาทำการเกษตรแบบผสมผสานมากขึ้น รายได้ดี อยากได้พื้นที่เพิ่ม ก็ได้ ธ...ให้สินเชื่อ ซื้อที่ดินเพิ่มกันจนเต็มพื้นที่ 

อย่างไรก็ดี ยังมีปัญหาน้ำไม่พอ ไม่ได้ทำการตลาด ก็ไปเรียนรู้กันใหม่ด้วยเกษตรทฤษฎีใหม่จากสระบุรี ทำให้ได้ความรู้เรื่องการทำสระเก็บน้ำ ซึ่งไม่ใช่การขุดหาตาน้ำ แต่ขุดบ่อเล็กๆ ลึก 15 เมตรไว้เก็บน้ำฝน ปัจจุบันมีกว่า 80 สระทั่วหมู่บ้าน

สำหรับ ธ...เป็นหนึ่งกำลังสำคัญในการสนับสนุนชาวบ้านทุ่งกระโปรง เพราะเกษตรกรชาวบ้านทุ่งกระโปรงส่วนมากเป็นลูกค้า ธ...ที่ให้แหล่งเงินทุน และ ธ...เข้ามาต่อยอด โดยการตั้งศูนย์เรียนรู้ชุมชนเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบ ธ...บ้านทุ่งกระโปรง อ.บ้านนา จ.นครนายก คือ ทำให้สิ่งที่ชุมชนเคยลองผิดลองถูกหายไป แต่นำกลับมาถ่ายทอดให้คนอื่น รวมทั้งเป็นพื้นที่ช่วยฟื้นฟูลูกค้าพักชำระหนี้ของ ธ... ตามนโยบายของรัฐบาล

และ ธ...ยังสนับสนุนเรื่องพลังงานสะอาด เช่น การติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ เป็นต้น นอกจากนี้ ยังผลักดันให้ศูนย์เรียนรู้ชุมชนเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบ ธ...บ้านทุ่งกระโปรง กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร เพื่อสร้างรายได้ให้ชุมชนอีกด้วยเกษตรกรต้นแบบบ้านทุ่งกระโปรงทิ้งท้าย

ก่อนจบทริป ศูนย์เรียนรู้ชุมชนเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบ ธ...บ้านทุ่งกระโปรง ให้ของฝากผู้มาเยือนเป็นต้นไม้ ผักในครัวเรือน เช่น ต้นมะเขือเปราะ ต้นกะเพรา แก่สมาชิกที่มาอบรมทุกคน พร้อมสอนวิธีการปลูก เป็นการบ้านของทุกคนให้กลับไปดูแลต้นไม้ วัดฝีมือกันว่าใครจะเป็นนักเรียนดีเด่น ปลูกจนออกดอกออกผล เก็บกินได้

จะเห็นว่าการเรียนรู้ครั้งนี้ อย่างน้อยก็ช่วยเพิ่มทักษะให้กับสมาชิกสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ให้ปลูกผักไว้กินเองได้จริง ซึ่งใครจะต่อยอดเป็นอาชีพเสริมในอนาคตก็ยิ่งดีถือเป็นโครงการดีๆ ที่ทุกหน่วยงาน ตลอดจนประชาชนที่สนใจสามารถตามรอยได้

 

ณัฐชนัน ฐิติพันธ์รังสฤต