ล้วงลึก วายร้าย ‘ปลาหมอคางดำ’ วิกฤตประมง ต้องหมดจากไทย

5.08.24 | 13:01 น.
ล้วงลึก วายร้าย ‘ปลาหมอคางดำ’ วิกฤตประมง ต้องหมดจากไทย

หลายสัปดาห์ที่ผ่านมา สังคมไทยปั่นป่วนจากวิกฤตการแพร่ระบาดของ “ปลาหมอคางดำ” ปลาปีศาจที่ทำลายระบบนิเวศและสัตว์น้ำเศรษฐกิจของประเทศไทยทุกวัน

ด้วยคุณสมบัติพิเศษแพร่กระจายพันธุ์ได้รวดเร็ว อาศัยได้ทุกแหล่งน้ำชนิดที่ว่า ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ถึงกับเหงื่อตก เอ่ยว่าเป็นโจทย์ที่ยากมาก แต่ให้สัญญากับพี่น้องประชาชนว่าจะต้องปราบจนหมดให้ได้

วิกฤตนี้ สังคมยังคงตั้งคำถามและยังไม่ได้คำตอบที่ชัดเจนถึงต้นตอของการระบาด ความไม่ชัดเจนนั้น ทำให้สังคมต่างมีการคาดเดาไปต่างๆ นานา บ้างก็ว่าเป็นความผิดพลาดของบริษัทเอกชนรายใหญ่แห่งหนึ่ง ที่นำเข้าและเชื่อว่าเป็นต้นตอของการนำมาแพร่ระบาด ไปจนถึงกล่าวอ้างว่าปลาปีศาจนี้ลอยมาจากฟ้า

ขณะนี้ทุกฝ่ายต่างพยายามเร่งสอบสวนหาข้อเท็จจริงให้กับประชาชน ควบคู่ไปกับการเร่งแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดครั้งนี้ ก่อนที่แหล่งน้ำในหลายพื้นที่ในประเทศไทยจะกลายเป็นแหล่งเพาะซอมบี้ปลาหมอคางคำ จนทำลายระบบนิเวศไปหมดสิ้น

⦁ทุ่ม 450 ล้าน เคาะ 7 มาตรการสู้

Advertisement

การแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำได้ลุกลามไปยังหลายพื้นที่ 17 จังหวัดในประเทศไทย รวมถึงแหล่งน้ำในกรุงเทพมหานคร ส่งผลกระทบให้พี่น้องชาวประมงหลายราย ได้รับความเดือดร้อน เสียรายได้ เพราะปลาชนิดนี้กินสัตว์น้ำที่เลี้ยงไว้เพื่อการเกษตรจนหมด ส่งผลให้ชาวประมงหลายรายต้องยุติอาชีพ หันไปประกอบอาชีพอื่น

จึงถือว่าเป็นวาระแห่งชาติที่ทุกฝ่ายต้องช่วยกันเพื่อปราบให้หมด ซึ่งหน่วยงานหลักที่รับศึกหนัก หนีไม่พ้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกรมประมง โดยที่ผ่านมาตั้งแต่มีกระแสการระบาดที่ลุกลามมากขึ้น ร.อ.ธรรมนัส พร้อมด้วย อรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการแก้ไขปัญหาปลาหมอคางดำแพร่ระบาด และบัญชา สุขแก้ว อธิบดีกรมประมง ต่างจับมือกันพยายามเร่งหาแนวทางแก้ไขอย่างต่อเนื่อง

อรรถกรระบุว่า การระบาดของปลาชนิดนี้รุนแรงกว่าที่กรมประมงจะสามารถคุมเอาไว้อยู่ได้ฝ่ายเดียว จึงต้องการแรงสนับสนุนกับทั้งภาคประชาสังคมและภาคเอกชน ดังนั้น ทั้งสองหน่วยงานจึงได้มีการหารือร่วมกับ สมาคมการประมงแห่งประเทศไทย สมาคมผู้เพาะพันธุ์ เลี้ยงสัตว์น้ำต่างๆ รวมถึงกลุ่มชาวประมงท้องถิ่น ให้เข้ามามีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นและวางแผนในการแก้ไขปัญหา จนตกผลึกเป็นมาตรการ 7 ข้อ ที่ผ่านการอนุมัติจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไปเมื่อวันที่30 กรกฎาคมที่ผ่านมา จะใช้งบประมาณ 450 ล้านบาทและได้รับการสนับสนุนงบเพิ่มเติมจากการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) อีก 53 ล้านบาท

โดย 7 มาตรการ ไม้ตายสู้ปลาหมอคางดำมีดังนี้

1.จับลดปริมาณปลาหมอคางดำในแหล่งแพร่ระบาด 4,000,000 กิโลกรัม หรือ 4,000 ตันภายในกลางปี 2568

2.ส่งปลาผู้ล่าหลังลดปลาหมอคางดำ เช่น ปลากะพง

3.นำปลาหมอคางดำที่ได้นำไปแปรรูป ทำปุ๋ยหมักน้ำชีวภาพ น้ำปลาร้า ปลาป่น เพื่อให้ปลาที่จับมาไม่สูญเปล่า

4.ป้องกันการแพร่กระจายไปยังแหล่งน้ำข้างเคียง

5.ให้ความรู้กับพี่น้องประชาชนในการสังเกตป้องกันอันตราย หากระบบนิเวศถูกสัตว์น้ำต่างถิ่นเข้ามารุกราน

6.แผนระยะกลางและระยะยาวใช้เทคโนโลยีด้านการเหนี่ยวนำโครโมโซมของปลาหมอคางดำจาก 2N เป็น 4N จะทำให้เป็นหมัน เมื่อเข้าไปผสมกับธรรมชาติลูกปลาหมอคางดำที่ออกมาจะกลายเป็น 3N ทำให้ได้ปลาหมอคางดำที่เป็นหมัน

7.การฟื้นฟูแหล่งน้ำที่โดนปลาหมอคางดำทำลายโดยกรมประมงจะนำสัตว์น้ำกลับคืนถิ่นเพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศของแหล่งน้ำนั้นตามข้อมูลที่มีการบันทึกไว้

อรรถกรคาดว่า มาตรการที่ทางภาครัฐและเอกชนเคาะมานั้นจะสามารถกำจัดปัญหาปลาหมอคางดำจบสิ้นไปจริงๆ ภายในปี 2570 โดยตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2567 เป็นต้นไปจะเป็นการเน้นมาตรการที่ 1 โดยการเน้นกำจัดเท่านั้น ภายใน 2-3 เดือนและหลังจากนั้นจะเริ่มนำมาตรการถัดไปเข้ามาเสริมทัพแก้ปัญหาจนครบกรอบ 7 มาตรการที่วางไว้

รายงานล่าสุดหลังกรมประมงเปิดจุดรับซื้อปลาหมอคางดํา 73 จุด ตั้งแต่วันที่ 1-3 สิงหาคม ได้รับรายงานว่ามีปริมาณรับซื้อปลาหมอคางดำไปแล้วกว่า 22,000 กิโลกรัม (กก.)

⦁เจาะหาต้นตอล้วงเท่าไหร่ก็ไม่ชัดเจน

ประเด็นหลักที่สังคมและหน่วยงานต่างๆ ยังคงถกเถียงกันไม่จบสิ้น คือ การหาต้นตอของการแพร่ระบาดครั้งนี้ ที่ยังไม่มีการสรุปข้อเท็จจริงที่แน่ชัด จนเกิดการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างหนักหน่วง ลามไปจนถึงสภาทนายความวางแผนฟ้องร้องหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

จากข้อมูลล่าสุด ภายหลังคณะอนุกรรมาธิการ อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สภาผู้แทนราษฎร ในการพิจารณาศึกษาสาเหตุและแนวทางการแก้ไขปัญหารวมถึงผลกระทบจากการนำเข้าปลาหมอคางดำเพื่อการวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์ในราชอาณาจักรไทย (กมธ.) ได้เข้าไปตรวจสอบกรมประมง เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคมที่ผ่านมา ทั้งตรวจสอบพบหลักฐานการเก็บชิ้นส่วนตัวอย่างครีบของปลาหมอคางดำในปี 2560 ซึ่งเก็บมาจากบ่อพักน้ำของฟาร์มของบริษัท เอกชน รายใหญ่ดังกล่าว รวมถึงการขอเอกสารหลักฐานต่างๆ จากทางกรมประมงเพื่อประกอบหลักฐานข้อมูลในการหาสาเหตุต้นตอให้พบ แต่เอกสารที่ได้รับมานั้นก็ยังไม่สามารถให้ความชัดเจนจนสามารถบอกได้ว่าต้นตอการระบาดคืออะไร และใครคือสาเหตุกันแน่

จนถึงเวลานี้ ทางอนุ กมธ. โดย ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกลในฐานะรองประธานคณะอนุกรรมาธิการ พิจารณาศึกษาสาเหตุและแนวทางการแก้ไขปัญหารวมถึงผลกระทบจากการนำเข้าปลาหมอคางดำ ระบุว่า ยังยืนยันชัดเจนว่าทางคณะอนุ กมธ. ต้องการหาผู้รับผิดชอบ ซึ่งปลายทางคือการดำเนินคดีวันนี้ปลาหมอคางดำระบาดไปแล้ว 17 จังหวัด จากที่ตอนเริ่มต้นมี 2 จังหวัด การนิ่งเฉยทำให้เรื่องนี้บานปลาย จนจะกลายเป็นปัญหาระดับภูมิภาค เราไม่อยากให้เกิดขึ้น

นอกจากนี้ สิ่งที่ประชาชนและหลายหน่วยงานตั้งข้อสงสัยไปยังหน่วยงานรัฐว่า ทำไมถึงไม่รีบหาต้นตอและรีบลงโทษเอกชนที่นำเข้า หรือ เพราะมีผลประโยชน์ต่อกันหรือไม่ ถึงปิดบังประชาชน

ต่อประเด็นนี้ อรรถกร ชี้แจงว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์และกรมประมงไม่เคยนิ่งเฉย และพยายามสอบสวนหาต้นตออย่างสุดความสามารถและขอยืนยันว่า ไม่ได้รับผลประโยชน์อะไรจากบริษัท เอกชน ทั้งสิ้น และไม่คิดที่จะปิดบังประชาชน แต่สิ่งที่สำคัญตอนนี้ คือ ต้องร่วมมือแก้ไขปัญหาที่มันเกิดขึ้นก่อน

“ผมไม่ได้รับเงินเดือนจากใคร หรือจากบริษัทไหน ผมรับเงินเดือนจากสำนักนายกรัฐมนตรีเท่านั้น ดังนั้นหน้าที่ของผมที่ได้รับมอบหมายมา ผมต้องดูแลพี่น้องประชาชนให้ดีที่สุด และอิงแค่นโยบายจากนายกรัฐมนตรี นายเศรษฐา ทวีสิน และ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เท่านั้น” อรรถกรยืนยัน

นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคมที่ผ่านมา ทาง มูลนิธิชีววิถี (BIOTHAI) ได้เปิดหลักฐานใหม่กรณีปลาหมอคางดำระบาดในเวทีเสวนาเรื่อง “หายนะสิ่งแวดล้อม กรณีปลาหมอคางดำ” เพื่อตอกย้ำให้บริษัทเอกชนรายใหญ่ งัดหลักฐานออกมาพิสูจน์ความจริงว่าไม่ได้เป็นต้นตอ

กระทั่งบริษัทเอกชนดังกล่าว ออกมาตอบโต้ ว่าไม่ได้เป็นต้นตอการระบาด และได้รวบรวมข้อความบิดเบือนอื่นๆ เพื่อนำไปใช้ในการดำเนินการทางกฎหมายต่อไปจึงต้องติดตามกันต่อไปว่าข้อสรุปของเรื่องนี้นั้นจะจบลงเช่นไรและประชาชนจะสามารถพบข้อเท็จจริงของสาเหตุการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำได้หรือไม่

ทั้งนี้ หากวกกลับมาฝั่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคมที่ผ่านมา ประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้สั่งการให้กรมประมงตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการนำเข้าปลาหมอคางดำที่ผ่านมา และสาเหตุที่ทำให้เกิดการแพร่ระบาดอย่างรุนแรง โดยให้รายงานผลการตรวจสอบเพื่อนำเรียนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ทราบภายในกรอบ 7 วัน นับตั้งแต่วันที่ 20 กรกฎาคมเป็นต้นไป และเตรียมมาตรการแก้ไขปัญหาในระยะกลาง ระยะยาว จัดทำ (ร่าง) แผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ พ.ศ.2567-2568

จนถึงเวลานี้ครบ 7 วันมาสักระยะแล้ว แม้ว่าผลการสอบสวนจะส่งมาถึงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อวันที่ 2 สิงหาคมที่ผ่านมา แต่ทุกฝ่ายยังคงรอการแถลงข้อสรุปจากกรมประมงว่า 7 วัน ผ่านไปตั้งแต่วันที่ 20 กรกฎาคม ถึงขณะนี้ มีความคืบหน้าอย่างไรแล้วบ้างประชาชนจะได้รู้ต้นตอสาเหตุที่แท้จริงของการแพร่ระบาดปลาชนิดนี้ในประเทศไทยได้หรือไม่ หรือจะต้องสงสัยวนไปแบบนี้ไม่มีวันจบสิ้น

⦁กลายพันธุ์ แทบเป็นไปไม่ได้

จากกระแสข่าวการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำที่รุนแรงเพิ่มขึ้นรายวันนั้น ส่งผลทำให้ประชาชนค่อนข้างวิตกกังวลเป็นอย่างมาก และทำให้เกษตรกรหลายรายมีการตั้งคำถามมากมายรายวัน เช่น กรณีข้อมูลข่าวของ อดิศร เจ้าของวังกุ้ง พื้นที่หมู่ 6 ต.คลองด่าน อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ ได้ทอดแหสุ่มจับปลาในบ่อเลี้ยงขึ้นมาดูว่ามีลักษณะที่ผสมกันระหว่างปลาหมอคางดำกับปลานิล แล้วกลายพันธุ์เป็น “ปลานิลคางดำ” จริงหรือไม่

โดยอดิศรระบุว่า ปลานิลจะมีลักษณะตัวอ้วนกลม คางไม่มีสีดำ ปากจะยื่นยาวแหลมกว่าปลาหมอคางดำ ที่ตัวผอมยาวหัวโต ส่วนปลาที่ทอดแหสุ่มมานั้นมีบางตัวที่ลักษณะอ้วนกลมแต่คางดำ จึงสงสัยว่า ปลาหมอคางดำนั้นมีสิทธิกลายพันธุ์ตัวอ้วนกลมเหมือนปลานิลได้หรือไม่อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่มานำตัวอย่างไปวิจัยจะได้หาแนวทางป้องกันแก้ไข

เบื้องต้นข้อมูลจากทางกรมประมง โดย บัญชา อธิบดีกรมประมง ชี้แจงเมื่อวันที่ 1 สิงหาคมที่ผ่านมาว่า ปลานิล หรือ Nile tilapia (Oreochromis niloticus) ส่วนปลาหมอคางดำ หรือ Blackchin tilapia (Sarotherodon melanotheron) เป็นปลาที่อยู่คนละสกุล ลักษณะภายนอกที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน คือ ปลานิลจะมีแก้มและตัวสีคล้ายกัน หางมนและมีลายเส้นส่วนปลาหมอคางดำ ใต้คางจะมีจุดสีดำ หางเว้า และไม่มีลวดลาย อีกทั้งพฤติกรรมการฟักไข่และดูแลลูกปลาก็มีความแตกต่างกันด้วย

 “ในปลานิล ปลาเพศเมียมีพฤติกรรมดูแลไข่และตัวอ่อน ส่วนในปลาหมอคางดำ ปลาเพศผู้มีพฤติกรรมดูแลไข่และตัวอ่อน ซึ่งความแตกต่างทางชีววิทยาดังกล่าวข้างต้น ทำให้ในธรรมชาติปลาทั้งสองชนิดจะไม่ผสมข้ามพันธุ์ ดังนั้น ความน่าจะเป็นในการเกิดการผสมข้ามสายพันธุ์ในธรรมชาติมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมากและยังไม่พบข้อมูลหลักฐานทางวิชาการที่ระบุการผสมข้ามพันธุ์ในธรรมชาติระหว่างปลาทั้ง 2 ชนิด” บัญชาระบุ

นอกจากนี้ ยังระบุว่า ช่วงเดือนเมษายน 2567 กรมประมงเคยทดลองเลี้ยงปลานิล ปลาหมอคางดำ ปลาหมอเทศ ร่วมกัน เพื่อศึกษาว่าหากอยู่ในแหล่งอาศัยเดียวกันจะสามารถผสมข้ามสายพันธุ์หรือไม่ ผลการทดลองปรากฏว่า ไม่มีการผสมข้ามพันธุ์กัน อีกทั้งยังพบปลานิลแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวโดยกัดปลาหมอคางดำด้วย

ดังนั้น ทางกรมประมง ขอยืนยันว่า  ความกังวลในเรื่องของการกลายพันธุ์ที่เกิดจากการผสมข้ามสายพันธุ์จึงเป็นไปไม่ได้ ส่วนการที่จะระบุว่าปลาที่ปรากฎในข่าวเป็นปลาลูกผสมหรือไม่ ต้องตรวจสอบอย่างละเอียดในห้องปฏิบัติการ ทั้งด้านอนุกรมวิธานและทางอณูพันธุศาสตร์ โดยนักวิชาการที่มีความรู้เฉพาะทาง

อย่างไรก็ตาม เพื่อความสบายใจของพี่น้องเกษตรกรและประชาชน อธิบดีกรมประมง มอบหมายให้สำนักงานประมงจังหวัดร่วมกับศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดสมุทรปราการ ลงพื้นที่บ่อเลี้ยงดังกล่าว และเก็บตัวอย่างปลาเพื่อนำมาตรวจสอบทางวิชาการที่ห้องปฏิบัติการอนุกรมวิธานต่อไป

ด้าน ปลอดประสพ สุรัสวดี อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตอธิบดีกรมประมง โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวถึงกรณีนี้ว่า การผสมข้ามพันธุ์ที่สำเร็จส่วนใหญ่มาจากการกระทำโดยมนุษย์ และจะสำเร็จได้จะต้องเกิดจากการเข้ากันได้ของโครโมโซมเท่านั้น การผสมข้ามชนิดพันธุ์ในธรรมชาติเคยมีรายงานบ้างแต่น้อยมาก ยิ่งชนิดที่มีความแตกต่างในระดับอนุกรมวิธานยิ่งเป็นไปได้ยาก ในกรณีนี้จะต้องรีบให้นักอนุกรมวิธานไปตรวจดู เพราะหมอคางดำไม่ได้มีคางสีดำทุกตัว และการผสมข้ามพันธุ์ที่ลือกันเป็นไปไม่ได้

⦁ ปชช.ปรับตัวหาทางเอาชนะปลาปีศาจ

ทั้งนี้ ภายหลัง กรมประมง ประชาสัมพันธ์ว่า ปลาหมอคางดำ นำมาแปรรูปและรับประทานได้นั้น ทุกหน่วยงานไม่ว่าจะเป็น กรุงเทพมหานคร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ การยางแห่งประเทศไทย จนไปถึงมหาวิทยาลัยต่างๆ ก็เริ่มตื่นตัวและร่วมใจกันหาวิธีการแปรรูปที่แตกต่างกันออกไป อาทิ การยางแห่งประเทศไทย ซื้อปลาหมอคางดำ 1 ล้านกิโล จากจุดรับซื้อนำมาทำปุ๋ยอินทรีย์และนำมาผลิตน้ำหมักชีวภาพสำหรับใช้ในสวนยางพารา

ด้านกรุงเทพมหานคร โดย ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้นำคณะผู้บริหารกรุงเทพมหานคร ชมการสาธิตทำเมนูอาหารด้วยปลาหมอคางดำที่รับซื้อจากเกษตรกรชาวบางขุนเทียน โดย เชฟชุมพล แจ้งไพร ที่สำนักงานเขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร พร้อมโชว์การรับประทานเมนูที่ทำจากปลาหมอคางดำ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่ารับประทานได้

รวมถึงทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีแผนนำปลาหมอคางดำนำไปแปรรูปเป็นเมนู “ปลาร้า” จากปลาหมอคางดำ สร้างรายได้ให้กับชาวประมงและเกษตรกร

จากการสำรวจความคิดเห็นคนทั่วไปในโลกออนไลน์ พบว่า ภายหลังที่มีการประชาสัมพันธ์จากหน่วยงานรัฐว่าปลาชนิดนี้บริโภค และแปรรูปได้ มีประชาชนเริ่มให้ความสนใจ นำวิธีการปรุงเมนูอาหารมาปรับใช้ หรือ สนับสนุนแผนการนำ ปลาหมอคางดำ มาแปรรูปเพิ่มมากขึ้น ถือเป็นสัญญาณที่ดี ที่ประชาชนเริ่มไม่ตื่นกลัวและพร้อมพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสต่อสู้ปัญหานี้ด้วยกัน

การแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ เป็นมหากาพย์ที่สร้างความเดือดร้อนให้คนไทย ต่างร้องขอหน่วยงานรัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งลุย 7 มาตรการที่วางไว้

เพื่อปราบเจ้าปลาเอเลี่ยนสปีชีส์นี้ให้หายไปจากประเทศไทยโดยเร็วที่สุด!!