ไทยทำเลทอง BCG
ขอลงทุน 5 ปีพุ่ง 5.6 แสนล้าน
ประเทศไทยมีศักยภาพสูงที่จะเป็นศูนย์กลางการลงทุนตามโมเดลเศรษฐกิจ BCG ในภูมิภาค จากจุดเด่นของประเทศที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ
และมีขีดความสามารถในการวิจัยและพัฒนาต่อยอด ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมสำคัญนี้
ไม่ว่าจะเป็นด้านการเกษตร อาหาร พลังงานสะอาด สุขภาพและการแพทย์ วัสดุชีวภาพ รวมทั้งเศรษฐกิจหมุนเวียน ให้เติบโตและแข่งขันได้ในระดับโลก อีกทั้งเกิดการกระจายรายได้ลงสู่ชุมชน ช่วยลดความเหลื่อมล้ำ นำไปสู่การพัฒนาประเทศที่สมดุลและยั่งยืน
โดย นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันบีโอไอให้การส่งเสริมการลงทุนหลากหลายกิจการในกลุ่ม BCG แบ่งเป็น 3 ด้านสำคัญ คือ
-Bioeconomy : ส่งเสริมกิจการฐานชีวภาพครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ เช่น ปลูกไม้เศรษฐกิจและพืชพลังงาน แปรรูปอาหาร เชื้อเพลิงจากเศษวัสดุ ของเสียจากผลผลิตการเกษตร หรือขยะ (RDF) ผลิตภัณฑ์จากสารสกัดธรรมชาติ หรือสมุนไพร ปรับปรุงพันธุ์พืชหรือสัตว์ ระบบเกษตรสมัยใหม่ โรงงานผลิตพืช และการพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพ เป็นต้น
-Circular Economy : ส่งเสริมกิจการที่สอดคล้องหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน เช่น ผลิตผลิตภัณฑ์จากเศษวัสดุการเกษตร ผลิตเม็ดพลาสติก หรือเส้นใยรีไซเคิล นำวัสดุที่ไม่ใช้แล้วกลับมาใช้ใหม่ ผลิตพลังงานไฟฟ้าจากขยะและพลังงานหมุนเวียน เช่น แสงอาทิตย์ ลม ชีวมวล ก๊าซชีวภาพ และพลังงานทางเลือกใหม่ เช่น พลังงานไฮโดรเจน เป็นต้น
-Green Economy : ส่งเสริมกิจการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เช่น บริการด้านจัดการพลังงาน (Energy Service Company: ESCO) ผลิตเคมีภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ผลิตผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีที่ใช้เทคโนโลยีดักจับ กักเก็บ และใช้ประโยชน์คาร์บอน (CCUS) ผลิตยานยนต์ไฟฟ้าประเภทต่างๆ เพื่อช่วยลดมลพิษในภาคการขนส่ง เป็นต้น
เฉพาะการขอรับการส่งเสริม BCG ปี 2566 มีจำนวน 793 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 188,669 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 56% โดยกิจการที่มีมูลค่าเงินลงทุนมากที่สุด 3 อันดับ คือ
1.กิจการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน เช่น แสงอาทิตย์ ลม ชีวมวล ก๊าซชีวภาพ 425 โครงการ เงินลงทุน 44,593 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2565 คิดเป็น 100%
2.กิจการผลิตอาหาร เครื่องดื่ม วัตถุเจือปนอาหาร (Food Additive) สิ่งปรุงแต่งอาหาร (Food Ingredient) หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร (Dietary Supplement) 123 โครงการ เงินลงทุน 29,407 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 52%
3.กิจการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากขยะ หรือเชื้อเพลิงจากขยะ (Refuse Derived Fuel) 14 โครงการ เงินลงทุน 26,051 ล้านบาท เพิ่มขึ้นมากเมื่อเทียบกับปี 2565 ซึ่งมีมูลค่าเงินลงทุน 715 ล้านบาท
ขณะที่การออกบัตรส่งเสริม BCG ปี 2566 มีจำนวน 647 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 96,983 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11% โดยกิจการที่มีมูลค่าเงินลงทุนมากที่สุด 3 อันดับ คือ
1.กิจการผลิตอาหาร เครื่องดื่ม วัตถุเจือปนอาหาร (Food Additive) สิ่งปรุงแต่งอาหาร (Food Ingredient) หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร (Dietary Supplement) 107 โครงการ เงินลงทุน 24,668 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 46%
2.กิจการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน เช่น แสงอาทิตย์ ลม ชีวมวล ก๊าซชีวภาพ 342 โครงการ เงินลงทุน 17,974 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อน 20%
3.กิจการผลิตน้ำมัน หรือไขมันจากพืช หรือสัตว์ 19 โครงการ เงินลงทุน 7,321 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 348% การส่งเสริมการลงทุน BCG ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (ปี 2562-2566)
ทั้งนี้ หากรวบรวมสถิติช่วง 5 ปี (2562-66) พบว่า มีการยื่นคำขอรับการส่งเสริมมูลค่าลงทุนสูงถึง 567,372 ล้านบาท จาก 3,103 โครงการ และมีการออกบัตรส่งเสริมแล้ว คิดเป็นมูลค่าลงทุนสูงถึง 433,675 ล้านบาท จาก 2,643 โครงการ รายละเอียดดังนี้
-ปี 2562 คำขอรับการส่งเสริม 448 โครงการ มูลค่าลงทุน 93,154 ล้านบาท ออกบัตรส่งเสริมแล้ว 436 โครงการ มูลค่าลงทุน 55,698 ล้านบาท
-ปี 2563 คำขอรับการส่งเสริม 459 โครงการ มูลค่าลงทุน 68,443 ล้านบาท ออกบัตรส่งเสริมแล้ว 410 โครงการ มูลค่าลงทุน 105,273 ล้านบาท
-ปี 2564 คำขอรับการส่งเสริม 609 โครงการ มูลค่าลงทุน 95,849 ล้านบาท ออกบัตรส่งเสริมแล้ว 494 โครงการ มูลค่าลงทุน 88,027 ล้านบาท
-ปี 2565 คำขอรับการส่งเสริม 794 โครงการ มูลค่าลงทุน 121,258 ล้านบาท ออกบัตรส่งเสริมแล้ว 656 โครงการ มูลค่าลงทุน 87,693 ล้านบาท
-ปี 2566 คำขอรับการส่งเสริม 793 โครงการ มูลค่าลงทุน 188,669 ล้านบาท ออกบัตรส่งเสริมแล้ว 647 โครงการ มูลค่าลงทุน 96,983 ล้านบาท
จากสถิติดังกล่าว เลขาฯนฤตม์ สะท้อนว่า ช่วง 5 ปีที่ผ่านมาตัวเลขโครงการที่ขอรับการส่งเสริมในอุตสาหกรรม BCG รวม 3,103 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 567,372 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยกว่า 20% ต่อปี สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มการเติบโตของกลุ่มอุตสาหกรรม BCG โดยเฉพาะในกิจการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนและขยะที่มีมูลค่าการขอรับการส่งเสริมมากที่สุด รองลงมาเป็นกิจการผลิตอาหาร โดยเฉพาะอาหารเพื่อสุขภาพ
ขณะที่การลงทุนในอุตสาหกรรม BCG ในปี 2567 มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากกระแสที่ประเทศต่างๆ องค์กรชั้นนำ รวมทั้งผู้บริโภคทั่วโลกต่างให้ความสำคัญกับการลดคาร์บอน การดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม ความต้องการสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่เพิ่มสูงขึ้นในตลาดโลก และการเปลี่ยนผ่านทางพลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิลไปสู่พลังงานสะอาด
“นอกจากมาตรการที่มีอยู่เดิม บีโอไอกำลังศึกษาแนวทางการส่งเสริมการลงทุนอุตสาหกรรมชีวภาพแบบครบวงจร หรือไบโอคอมเพล็กซ์ (Biocomplex) ในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ 4 ภาค โดยอาศัยจุดแข็งและศักยภาพของวัตถุดิบการเกษตรที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่” เลขาฯนฤตม์ระบุ
พร้อมอธิบายเพิ่มเติมว่า บีโอไอจะส่งเสริมการลงทุนในรูปแบบคลัสเตอร์ที่เชื่อมโยงตั้งแต่ผู้ผลิตต้นน้ำถึงปลายน้ำ สถาบันวิจัยและสถาบันการศึกษาในพื้นที่ ตลอดจนเกษตรกรและชุมชน
จากเครื่องมือกระตุ้นลงทุนจากบีโอไอ เพื่อผลักดันไทยสู่ฮับ BCG ของภูมิภาค!!

