รายการช้อนหัก วิ่งสู่การเปลี่ยนแปลง

5.08.24 | 08:58 น.

รายการช้อนหัก วิ่งสู่การเปลี่ยนแปลง

สถานการณ์ตลาดเงินตลาดทุนโลกในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา เรียกว่าน่าใจหายใจคว่ำจริงๆ เพราะมีหลายเรื่องที่พลิกล็อค และสภาพเศรษฐกิจซ้ำเติมเข้าไปอีก จนวันศุกร์ที่ผ่านมาเข้าขั้นวิกฤตตลาดการเงินโลก

ญี่ปุ่นเป็นผู้นำการช็อคโลกคราวนี้ ด้วยการตัดสินใจขึ้นอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น จากร้อยละ 0.1 เป็นร้อยละ 0.25 คือขึ้นเพียงแค่ 0.15 เท่านั้น และวางแผนจะลดปริมาณการอัดฉีดสภาพคล่องจากเดือนละ 6 ล้านล้านเยน เหลือประมาณครึ่งหนึ่งในปีหน้า จริงๆ แม้ว่านักลงทุนส่วนใหญ่จะคาดว่าธนาคารกลางญี่ปุ่นจะยังไม่ขึ้นดอกเบี้ยในคราวนี้ แต่จะขึ้นคราวหน้า

แต่ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้รู้สึกแปลกใจกับการตัดสินใจ การขึ้นแค่ 0.15 ก็จิ๊บจ้อย แต่ที่ช็อคตลาดมากกว่า คือหลังจากที่ประกาศการขึ้นดอกเบี้ย ท่านผู้ว่าธนาคารกลางญี่ปุ่น ออกมาแถลงข่าว และตอบคำถามสื่อมวลชน แสดงอาการของขึ้นอย่างมาก ประกาศกร้าวว่า ถ้าเงินเฟ้อประเทศญี่ปุ่นยังคงปรับตัวดีขึ้นต่อ ธนาคารกลางก็พร้อมขึ้นดอกเบี้ยไปเรื่อยๆ และไม่มีกรอบจำกัด สามารถทะลุไปได้ ดังที่สื่อมวลชนตั้งคำถามว่า 0.5 % เป็นกรอบจำกัดสำหรับปีนี้ไหม คำตอบคือ ไม่

คนที่ไม่ได้ตามหรือรู้เรื่องตลาดเงิน วิชาการเงิน อ่านที่ผมเขียนอาจรู้สึกเฉยๆ แต่หากเป็นนักการเงิน หรือนักลงทุนที่คุ้นกับตลาด จะตกอกตกใจเป็นอย่างมาก เพราะเป็นการส่งสัญญาณก้าวร้าวทางการเงินอย่างมาก มาจากคำแถลงว่า พร้อมจะขึ้นดอกเบี้ยไปเรื่อยๆ  ทั้งๆที่สภาพเศรษฐกิจของญี่ปุ่นเอง ยังอยู่ในระดับการฟื้นตัวอ่อนๆ พึ่งเริ่มมีสัญญาณที่ดีขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่นิยมการออม มากกว่าการใช้จ่าย อยู่แล้ว การส่งสัญญาณแบบนี้ ย่อมทำลายบรรยากาศการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจลง

Advertisement

ท่านผู้ว่าการท่านใหม่ นามว่า Uaeda ต้องการแสดงบทนำ ว่าญี่ปุ่นยุคใหม่จะหลุดพ้นจากภาวะกับดักสภาพคล่องได้โดยเร็ว หลังจากที่อุตสาหกรรมชั้นนำญี่ปุ่นประกาศขึ้นค่าจ้างในอัตราสูง เพราะไม่ได้ขึ้นมานานนับหลายๆปี หลังจากเงินเฟ้อมีระดับมากกว่าร้อยละ 2 ทั้งๆที่เงินเฟ้อก็อยู่ทรงตัวแบบนี้มาหลายๆเดือน ไม่ได้ร้อนแรงขึ้นเลย

ญี่ปุ่นพร้อมจะขึ้นดอกเบี้ยไปเรื่อยๆ ในขณะที่สหรัฐ พึ่งประกาศมาว่า พร้อมจะลดอัตราดอกเบี้ยลงในการประชุมธนาคารกลางเดือนหน้านี้ ค่อนข้างแน่นอน ในขณะที่อังกฤษ ก็ลดดอกเบี้ยไปแล้วเมื่อสัปดาห์ก่อน ร้อยละ 0.25 ในขณะที่ทางการจีน ก็ลดดอกเบี้ยฉุกเฉินเพื่อประคับประคองตลาดอสังหาริมทรัพย์ เพื่อพยายามแก้ปัญหาหนี้เสียในตลาดบ้านที่ใหญ่โตมากของจีน

ญี่ปุ่นกล้าดี มาประกาศแบบนี้ ลืมไปหรือเปล่าว่า ประเทศตัวเองมีหนี้สาธารณะสูงประมาณร้อยละ 200 กว่าของจีดีพี หรือมากกว่าจีดีพีประเทศสองเท่ากว่า การจะขึ้นดอกเบี้ยเรื่อยๆ กระทรวงการคลังจะจ่ายดอกเบี้ยไหวหรือ ลืมไปหรือเปล่าว่าคนเกษียณที่ญี่ปุ่นชอบออมด้วยการซื้อหุ้นที่มั่นคงกินเงินปันผลแทนดอกเบี้ยที่ต่ำ  ลืมไปมากหรือเปล่าว่าค่าเงินตัวเองเป็นสกุลที่ถูกใช้เป็น Trade Currency หรือสกุลที่ถูกเป็นตัวกลางในการนำไปลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง ทั่วโลก เพราะญี่ปุ่นมีสภาพคล่องทางการเงินสูงมากๆ เทียบกับดอลล่าร์สหรัฐได้ มีอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าค่าเงินสกุลประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ G7 อื่นๆ ทำให้นักลงทุนนิยมกู้เงินเยน มาซื้อสินทรัพย์ทั่วโลก เป็นอย่างนี้มาช้านาน

การประกาศกร้าว และก้าวร้าวแบบนี้ ทำให้เงินเยนแข็งค่าจาก 160 เยนต่อเหรียญสหรัฐ มาอยู่ที่วันศุกร์ตอนค่ำ 146.5 เรียกว่าแข็งค่าขึ้น ร้อยละ 10 เลยโดยประมาณ การแข็งค่าแบบนี้ ย่อมทำให้สถานะการกู้เงินของนักลงทุนทั่วโลก เกิดความเสียหาย ก่อให้เกิดพายุการขายสินทรัพย์เสี่ยงต่างๆ เพื่อปิดบัญชีการกู้เงินเหล่านี้ ไม่ใช่เฉพาะบัญชีการกู้เงินที่ญี่ปุ่นเท่านั้น

การปิดบัญชีการกู้เงินจำนวนมาก พร้อมกับการขายสินทรัพย์เสี่ยงมหาศาล   ดันมาเกิดขึ้นในช่วงที่ตลาดหุ้นเทคโนโลยีของสหรัฐ กำลังเริ่มปรับตัวลง จากผลประกอบการของอุตสาหกรรมไฮเทคที่สร้างความผิดหวังจากการคาดการณ์ไว้ว่าจะดี ยิ่งสร้างพายุไซโคลนพัดสินทรัพย์หุ้นดีๆ หุ้นไม่ดี ทั้งหมดทั้งปวง ทั่วโลก ลงเหวอย่างรวดเร็วมาก

การเกิดภาวะพายุไซโคลนแบบนี้ อย่ามองว่าถ้าไม่เป็นนักลงทุน ก็คงไม่กระทบอะไร ไม่ใช่อย่างนั้นแน่นอน เพราะการลงทุนในตลาดทุนทั่วโลก มันเป็นการสร้างมูลค่าอ้างอิงในระบบเศรษฐกิจที่นอกเหนือจากการค้าขายด้วยเงินสด หรือธุรกรรมปลอดภาระ จะต้องอ้างอิงกับธุรกรรมที่มีภาระจำนวนมาก เพราะราคาหุ้น คือมูลค่าของกิจการ ที่มักนำไปอ้างอิงใช้เป็นหลักประกันในการขอสินเชื่อทางการเงินทั่วโลก มีความเชื่อโยงกับตราสารหนี้ของกิจการเดียวกันที่ออกไปขายให้กับนักลงทุนที่นิยมลงทุนหาผลตอบแทนจากตราสารประเภทต่างๆทั่วโลกเช่นกัน

ถ้าราคาหุ้นพัง ธุรกรรมที่มีภาระ ก็จะกระทบกระเทือนตามไปด้วย ยิ่งมาเกิดพ้องกับการปรับตัวของตลาดเทคโนโลยีของสหรัฐด้วย ก็ยิ่งแรงเข้าไปใหญ่ นอกจากนั้นตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐที่ประกาศออกมาล่าสุด ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตร ตัวเลขการว่างงาน ล้วนแล้วแต่แสดงค่าที่ต่ำกว่าการคาดการณ์มากๆ ต่ำกว่าอย่างน่าตกใจ ยิ่งทำให้ตลาดมีความกังวลว่า ธนาคารกลางของสหรัฐ ได้ตัดสินใจที่ผ่านมาด้วยการใช้นโยบายดอกเบี้ยสูงอย่างยาวนาน และต่อเนื่อง ยาวนานเกินไป ตัดสินใจไม่ถูก ไม่เหมาะสม จนทำให้สุ่มเสี่ยงจะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย

ทั้งหมดนี้คือการเล่าถึงบรรยากาศที่เกิดขึ้นนอกประเทศ ซึ่งผมว่านำมาสู่ความเสียหายเหลือคณานับ อาจจะต้องทำให้ธนาคารกลางญี่ปุ่น ต้องเล่นงานผู้ว่าการที่ออกมาแถลงข่าว เกินจริงไปหรือเปล่า หรือใส่ความคิดเห็นส่วนตัวมากเกินไป จนเกิดความเสียหายแบบนี้หรือไม่ เพราะผมเชื่อว่าสิ่งที่พูดออกไป คือสิ่งที่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริงในสภาพการณ์ของญี่ปุ่นตอนนี้ รวมถึงในต้นปีหน้าด้วย

ญี่ปุ่นต้องการการลงทุนจากภายนอก จะยอมทำให้ตลาดหุ้นและตลาดการเงินพังแบบนี้ได้ไหม ประเทศไทยก็เช่นเดียวกัน เราต้องการการลงทุนจากภายนอก เราต้องเข้าใจเช่นกันว่าตลาดเงินและตลาดหลักทรัพย์ เป็นตัวชี้ที่สำคัญว่าเขาจะเห็นว่า การลงทุนใช้สภาพคล่องในบ้านเราเป็นอย่างไร ถ้าเศรษฐกิจภายในยังไม่กล้าที่จะลงทุน แล้วเศรษฐกิจภายนอกเขาจะกล้าเข้ามาลงทุนไหม เขาจะกล้ามาลงทุนเป็นก้อนหินก้อนแรก เพื่อเหนี่ยวนำให้คนในประเทศนั้นๆ ลงทุนตาม จะเป็นไปได้แบบนี้ คงไม่แน่นอน ผมเชื่อว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ จะมีคนที่ต้องแสดงความรับผิดชอบ จะต้องมีการแก้ไขให้กลับมาสู่ภาวะที่สงบร่มเย็นลงเป็นแน่แท้ จะต้องมีการเปลี่ยนแปลง

ประเทศเราไม่มีกับดักสภาพคล่องเหมือนญี่ปุ่น แต่คนไทยไม่มีสภาพคล่อง สภาพปัจจุบันขาดสภาพคล่องอย่างมาก เรียกว่าจะไม่มีจะกินตอนนี้ แต่เราไม่ได้มีอัตราดอกเบี้ยต่ำมากเท่าญี่ปุ่น เพราะสภาพสังคมของเราแตกต่างจากญี่ปุ่นมากในเรื่องเงินออม แต่เรามีหนี้ครัวเรือนสูงมาก รัฐบาลมีหนี้ปานกลาง ในขณะที่ญี่ปุ่นมีเงินออมสูงมาก และรัฐบาลมีหนี้เยอะมาก ดังนั้นจึงเป็นคำตอบว่าทำไมดอกเบี้ยเราจึงไม่ต่ำเหมือนญี่ปุ่น

การจะเปลี่ยนแปลงอะไรในนโยบายสำคัญๆของประเทศ จะต้องทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่บุ่มบ่าม

การบริหารเศรษฐกิจในบ้านเรา มีความพยายามชัดเจนที่จะกระตุ้นการบริโภคภายในด้วยเงินมหาศาล ห้าแสนกว่าล้าน เมื่อเอาเงินลงไปในระบบ เงินย่อมจะหมุนอย่างแน่นอน จะเงินมาก เงินน้อย ใส่ไปตรงไหน ก็หมุนแน่นอน เพียงแต่หมุนเร็วหมุนช้า ใส่ไปในเครื่องยนต์ที่ดี มีกำลัง ก็วิ่งเร็ว ใส่ไปในเครื่องยนต์ที่เผาไหม้ไม่สมบูรณ์ ก็วิ่งพร้อมพ่นควัน

ถ้าใส่ไปแล้ว น้ำมันยังไม่หมด แต่ถึงที่หมายแล้วอย่างนุ่มนวล หรือ น้ำมันหมดแท้งก์แล้ว รถยนต์ยังวิ่งไม่ถึงที่หมาย พร้อมพ่นควันเสียระหว่างทางเยอะ ผมเชื่อว่า จะต้องมีคนรับความดีความชอบ หรือรับผิดชอบในเรื่องนี้แน่นอน ไม่ว่าจะรับผิดชอบทางกฎหมาย หรือรับผิดชอบแบบวิถีประชา ลองย้อนกลับไปดูว่าโครงการใหญ่ๆ ใครทำอะไรไว้ รับผิดชอบแบบไหน ในที่สุดก็คงจะมีคนตรวจสอบจำนวนมาก เช่นว่าทำไมถึงไม่ใช้ App ที่เคยมีอยู่แล้ว ในการจ่ายเงินกระตุ้นเศรษฐกิจนี้ ทำไมต้องเสียเงินซ้ำอีก ในการสร้าง App ใหม่ขึ้นมา มากกว่าเดิมที่เคยสร้าง App เป๋าตังค์อีก ทำไมต้องกระตุ้นด้วยเงินโทเคน แลกกลับไปกลับมา ให้เสียค่าธรรมเนียม แล้วค่าธรรมเนียมเสียให้ใคร

ผมเชื่อว่า การจะทำอะไร มันจะมีผลตามมา นอกเหนือจากการได้ก้อนหิน หรือดอกไม้ ในท้ายที่สุด ลองติดตามดูครับว่า ผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่นจะเป็นอย่างไรต่อไป