หน้าแรก เศรษฐกิจ ปัจจัยการเมือ...

ปัจจัยการเมือง-ภูมิรัฐศาสตร์โลกกดดัน ฉุดหุ้นไทยผันผวนหนัก วันนี้ติดลบเกือบ 40 จุด

5.08.24 | 16:26 น.

ปัจจัยการเมือง-ภูมิรัฐศาสตร์โลกกดดัน ฉุดหุ้นไทยผันผวนหนัก วันนี้ติดลบเกือบ 40 จุด

เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากตลาดโลกมีความผันผวนสูงมากทั้งตลาดหุ้นญี่ปุ่น หรือเกาหลีใต้ รวมถึงตลาดหุ้นไทยด้วย ทำให้เห็นดัชนีหุ้นปรับลดลงค่อนข้างมาก เป็นแรงกดดันจากภาวะของตลาดโลกจากทั้งปัจจัยปัญหาทางการเมืองและภูมิรัฐศาสตร์โลก ส่วนปัญหาความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง อาจยังคงต้องติดตามและดูว่าพัฒนาการต่างๆ จะเป็นอย่างไร แต่ก็หวังว่าทุกอย่างจะจบลงได้เร็ว โดยส่วนนี้ก็อยากให้นักลงทุนจับตาดูและติดตามข่าวต่างๆ จากตลาดโลกร่วมด้วยว่ามีข่าวดีหรือข่าวร้ายอย่างไรบ้าง เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการประกอบการตัดสินใจในการลงทุน เพราะในช่วงที่ตลาดปรับตัวลดลงมากๆ ก็อาจเป็นโอกาสในการลงทุนได้ แต่ขอให้ดูข้อมูลให้ดีก่อนว่าภาคธุรกิจไหนที่อาจถูกกระทบมากหรือน้อย พร้อมอยากฝากให้ช่วยกันดูข้อมูลและวิเคราะห์กันให้ดี

“ผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลก ส่งผลต่อภาวะตลาด ทำให้ต้องติดตามข้อมูลว่าจะสามารถคลี่คลายตัวลงได้อย่างไร รวมถึงนักลงทุนต้องวิเคราะห์การลงทุนเพื่อติดตามผลกระทบที่มากหรือน้อยไม่เท่ากัน อาทิ แนวโน้มผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนไทย (บจ.) เพราะการทำธุรกิจต่างๆ มีความแตกต่างกัน ต้นทุนมีอะไรบ้าง แหล่งที่มาของรายได้จากไหนบ้าง เพราะธุรกิจก็มีจุดที่เหมือนและต่างกัน” นายภากร กล่าว

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 5 สิงหาคม เวลา 16.00 น. ดัชนีหุ้นไทยอยู่ที่ระดับ 1,275.64 จุด ปรับลดลง 37.44 จุด หรือลบ 2.85% มูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 48,846.05 ล้านบาท

นายภากร กล่าวว่า ในด้านตลาดหลักทรัพย์ฯ มุ่งพัฒนาทุกภาคส่วนให้เติบโตไปพร้อมกันอย่างยั่งยืน โดยได้ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) ภายใต้โครงการเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลอีเอสจี เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนระบบนิเวศสำหรับการเงินเพื่อความยั่งยืน รวมถึงข้อมูลการดำเนินงานด้านความยั่งยืนของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ผ่านระบบ ESG Data Platform และสนับสนุนระบบ SET Carbon สำหรับลูกค้าของธนาคารให้มีการดำเนินงานตามเป้าหมายความยั่งยืน โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ และ EXIM BANK จะร่วมกันพัฒนาสินเชื่อจากการใช้ข้อมูลด้านอีเอสจีประกอบการพิจารณา ตั้งแต่ไตรมาส 3/ 2567 จะเริ่มให้บริการในปี 2568

Advertisement

นายรักษ์ วรกิจโภคาทร กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) กล่าวว่า ภาคการเงินการธนาคารมีความสำคัญต่อการขับเคลื่อนการเติบโตอย่างสมดุล ทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม รวมถึงการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมโลกในปัจจุบัน ธนาคารทั่วโลกโดยเฉพาะในกลุ่มธนาคารเพื่อการพัฒนา มีบทบาทสำคัญในการเป็นแหล่งเงินทุนสนับสนุนให้ภาคธุรกิจปรับตัวและเติบโตได้มากถึง 1 ใน 3 ของมูลค่า Climate Finance ของโลก EXIM BANK ในฐานะธนาคารเพื่อการพัฒนาสีเขียวของประเทศไทย ได้พัฒนานวัตกรรมทางการเงินสีเขียว ที่สนับสนุนโครงการหรือธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง ทำให้ความร่วมมือกับตลาดหลักทรัพย์ฯ ในครั้งนี้นับเป็นการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ผ่านการใช้ฐานข้อมูลที่ได้มาตรฐานสากลในการขับเคลื่อนการพัฒนาภาคการเงินการธนาคารของไทยไปสู่ความยั่งยืนมากขึ้น

ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ และ EXIM BANK จะเชื่อมต่อและแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินการและเพิ่มโอกาสให้กับผู้ประกอบการที่ต้องการเงินลงทุนในการสนับสนุนเป้าหมายด้านความยั่งยืน และร่วมกันพัฒนาผลิตภัณฑ์การเงิน บริการ รวมถึงสิทธิประโยชน์ให้กับผู้มีส่วนได้เสียนอกจากนี้ จะต่อยอดและพัฒนาระบบนิเวศด้านความยั่งยืนเพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถดำเนินงาน ปรับปรุง พัฒนา หรือวางแผนการจัดการด้านการลงทุนในกิจการ เพื่อบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืนและเป้าหมายทางธุรกิจ โดยเฉพาะแนวทางการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ