หุ้นเอเชียฟื้นตัวหลัง ‘แบล็กมันเดย์’ นิกเคอิพุ่ง 11% ตลาดโลกโดยรวมปรับขึ้น หลังเจอเทขายหนัก
ดัชนีนิกเคอิของญี่ปุ่นเปิดตลาดในช่วงเช้าวันที่ 5 สิงหาคม ปรับเพิ่มขึ้น 11% หนึ่งวันหลังดัชนีหุ้นทั่วโลกทั้งในยุโรปและสหรัฐอเมริกาพากันปรับตัวลดลงอย่างหนัก จนถึงกับมีการเรียกขานว่าเป็นแบล็กมันเดย์
ดัชนีนิกเคอิพุ่งขึ้นมากกว่า 3,300 จุด ซึ่งแม้ว่าจะไม่สามารถชดเชยตัวเลขที่ตกลงถึง 4,400 จุดในวันจันทร์ หรือร่วงลง 12.4% ที่ถือเป็นการร่วงลงมากที่สุดในวันเดียวนับตั้งแต่ปี 1987 ได้ แต่ก็ยังถือเป็นสัญญานบวกว่าตลาดหุ้นญี่ปุ่นฟื้นตัวอย่างรวดเร็วเช่นกัน
คริส เวสตัน หัวหน้าฝ่ายวิจัยของบริษัทโบรกเกอร์ Pepperstone กล่าวว่า หลังจากการเคลื่อนไหวที่น่าตื่นตาตื่นใจและประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นในตลาดเอเชียเมื่อวานนี้ เราคาดว่าจะมีการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งเมื่อเปิดตลาดในวันนี้ แต่เตือนว่าระดับความผันผวนของนิกเคอิอยู่ที่ 70% ซึ่งบ่งชี้ว่ามีแนวโน้มว่าจะมีแรงสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงไปอีกสักระยะหนึ่ง
แบล็กมันเดย์ที่น่าหวาดกลัวเริ่มต้นขึ้นหลังการร่วงลงในตลาดต่างประเทศ ซึ่งทำให้ย้อนนึกถึงการล่มสลายของตลาดหุ้นในปี 1987 ที่แพร่กระจายไปทั่วโลก และถล่มตลาดหุ้นสหรัฐ ทำให้เกิดความสูญเสียรุนแรง ท่ามกลางความหวั่นวิตกว่าเศรษฐกิจสหรัฐอาจเข้าสู่ภาวะชะลอตัว
อย่างไรก็ดี สถานการณ์ในวอลล์สตรีทก็ดูจะดีขึ้นเล็กน้อย โดยดัชนีเอสแอนด์พี 500 ปรับขึ้น 0.9% ในช่วงเช้าของการซื้อขาย หลังจากร่วงลง 3.0% ในวันจันทร์ ขณะที่ดัชนีแนสแดกเพิ่มขึ้น 1.2% หลังจากร่วงลงไป 3.43% หนึ่งวันก่อนหน้า
การลดลงของดัชนีเอสแอนด์พี 500 มากกว่า 3% ถือเป็นวันที่เลวร้ายที่สุดในรอบเกือบ 2 ปี ด้านดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ร่วงลง 1,033 จุด หรือ 2.6% ด้านดัชนีแนสแดกที่ร่วงลงไปถึง 3.4% เป็นผลจากที่ราคาหุ้นของ Apple และ Nvidia รวมถึงบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่รายอื่นๆ ที่เคยเป็นดาวเด่นของตลาดหุ้นก็ร่วงลงอย่างต่อเนื่อง
สถานการณ์การร่วงลงอย่างหนักของหุ้นทั่วโลกเริ่มขึ้นเมื่อปลายสัปดาห์ก่อนที่มีการเทขายหุ้นอย่างหนัก โดยมีรายงานข่าวในวันศุกร์ที่ 2 สิงหาคม ว่า อัตราการจ้างงานในเดือนกรกฎาคมของสหรัฐชะลอตัวลงมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ค่อนข้างมาก จนทำให้เกิดความหวั่นวิตกว่าธนาคารกลางสหรัฐจะดำเนินมาตรการเข้มงวดเพื่อจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้น หลังจากที่มีการบังคับใช้นโยบายดอกเบี้ยสูงเพื่อควบคุมเงินเฟ้อมาเป็นเวลานาน
ขณะที่นักลงทุนมืออาชีพเตือนว่าปัจจัยทางเทคนิคบางอย่างอาจส่งผลให้ตลาดหุ้นผันผวนมากขึ้น และเกิดการปรับลดมากเกินไป ดัชนี Kospi ของเกาหลีใต้ก็ร่วงลงไป 8.8% เช่นเดียวกับมูลค่าของบิทคอยน์ที่ร่วงลงต่ำกว่า 54,000 ดอลลาร์สหรัฐ จากกว่า 61,000 ดอลลาร์สหรัฐในวันศุกร์ แม้แต่ทองคำที่ถือเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยก็ร่วงลงราว 1% ด้วยเช่นกัน

