หน้าแรก เศรษฐกิจ หอการค้า เผย ...

หอการค้า เผย ก.ค.เชื่อมั่นปชช.-ธุรกิจ ลดลงต่อเนื่องเดือนที่ 4-5 ค่าดัชนีต่ำสุดรอบ 11-15 เดือน

6.08.24 | 13:19 น.

หอการค้า เผย ก.ค.เชื่อมั่นปชช.-ธุรกิจ ลดลงต่อเนื่องเดือนที่ 4-5 ค่าดัชนีต่ำสุดรอบ 11-15 เดือน


เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ เปิดเผยผลผลการสำรวจความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและความเชื่อมั่นหอการค้าไทย (ภาคเอกชน) เดือนกรกฎาคม 2567 พบว่า จากความกังวลต่อปัจจัยลบมีมากขึ้น ส่งผลต่อดัชนีความเชื่อมั่นทั้งภาคประชาชนและภาคเอกชน เดือนกรกฎาคม ทุกรายการ ปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4-5 และค่าดัชนีต่ำในรอบ 11-15 เดือน

สำหรับภาคประชาชน ปัจจัยหลักต่อความเชื่อมั่นลดลง คือ ผู้บริโภคกลับมากังวลว่าการเมืองไทยเริ่มขาดเสถียรภาพเกี่ยวกับการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญว่าจะตัดสินเรื่องการยุบพรรคก้าวไกลและความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรี ส่งผลให้ผู้บริโภคเริ่มกังวลเกี่ยวกับเสถียรภาพทางการเมืองในอนาคต และกังวลของผู้บริโภคเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจไทย ยังคงชะลอตัวลงและฟื้นตัวช้า เพราะยังไม่เห็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ชัดเจน ประกอบกับราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นโดยเฉพาะน้ำมันเบนซิน และผู้บริโภคยังคงกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์เศรษฐกิจโลกชะลอตัว สงครามในตะวันออกกลางที่ยังคงยืดเยื้อบานปลาย อาจเป็นปัจจัยที่เพิ่มแรงกดดันของการฟื้นตัวล่าช้าของเศรษฐกิจไทย รวมถึงส่งผลกระทบทางจิตวิทยาในเชิงลบต่อกำลังซื้อภายในประเทศ ภาคการท่องเที่ยว ภาคการส่งออก ธุรกิจโดยทั่วไป และการจ้างงานในอนาคต โดยยังคงมีโอกาสบั่นทอนความเชื่อมั่นของผู้บริโภคทั้งในปัจจุบันและในอนาคตได้อย่างต่อเนื่องในระยะอันใกล้นี้

นายธนวรรธน์กล่าวว่า จากปัจจัยดังกล่าว ส่งผลให้ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคโดยรวม ลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 และอยู่ในระดับต่ำสุดรอบ 11 เดือนนับตั้งแต่เดือนกันยายน 2566 ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคของผู้บริโภคโดยรวม (CCI) ลดลงจากระดับ 58.9 เดือนมิถุนายน เป็น 57.7 ในเดือนกรกฎาคม เป็นการปรับตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 และอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบ 11 เดือนนับตั้งแต่เดือนกันยายน 2566 ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในปัจจุบันลดลงจาก 42.8 เป็น 41.5 ดัชนีความเชื่อมั่นในอนาคต ลดลงจาก 66.7 อยู่ที่ 65.4 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสหางานทำโดยรวม และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคต อยู่ที่ระดับ 51.3 54.9 และ 66.8 ตามลำดับ ลดลงจากเดือนมิถุนายน อยู่ที่ 52.6 56.1 และ 67.9 ตามลำดับ

Advertisement

นายธนวรรธ์กล่าวว่า ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย (ภาคเอกชน) โดยรวม ดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทยในปัจจุบัน ดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทยในอนาคต เดือนกรกฎาคม 2567 อยู่ที่ 52.2 ,49.9 และ 54.6 ตามลำดับ ลดลงจาก 54.2 ,52.0 และ 56.3 ตามลำดับในเดือนมิถุนายน ที่น่าสังเกตคือ ค่าดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทยต่อปัจจุบัน ต่ำระดับ 50 ครั้งแรก สะท้อนต่อมุมมองเศรษฐกิจแย่ลง

ซึ่งในภาคเอกชน เสนอให้รัฐมาดูแลโดยด่วน คือ ออกมาตรการแก้ไขปัญหาเกิดจากสภาพอากาศที่แปรปรวนและพื้นที่อาจได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติ ดูแลต้นทุนราคาที่ปรับเพิ่มขึ้นส่งผลต่อค่าใช้จ่ายธุรกิจ ควบคุมราคาของปัจจัยการผลิตให้อยู่ในช่วงเหมาะสม ออกมาตรการช่วยเหลือเพิ่มศักยภาพของธุรกิจให้เข้าถึงตลาดใหม่ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ภาครัฐเร่งช่วยเหลือและออกมาตรการกระตุ้นการใช้จ่าย เช่น มาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่องข้ามปี มาตรการกระตุ้นเพิ่มยอดคำสั่งซื้อสินค้าและบริการทุกธุรกิจ และรักษาเสถียรภาพของค่าเงินบาทให้เหมาะสมต่อภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน

“ผลสำรวจสะท้อนว่าประชาชนและนักธุรกิจมองเศรษฐกิจแย่ลงตามลำดับ แม้รัฐเร่งเบิกจ่ายงบปี 2567 แต่ก็บางเดือนยังเบิกจ่ายเท่าเดิม เริ่มกังวลต่อการเมืองในประเทศ และเศรษฐกิจโลกชะลอกว่าคาดการณ์ ดังนั้น โอกาสที่ความเชื่อมั่นจากนี้จะยังเป็นขาลงได้ต่อ ซึ่งความเชื่อมั่นน่าจะปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องได้ในอนาคตอันใกล้ รัฐบาลต้องเร่งเบิกจ่ายงบประมาณ และออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งโครงการฟื้นฟูเศรษฐกิจของรัฐ ผ่านการลดค่าเช่าหรือยกเว้นค่าแผง จัดจำหน่ายสินค้าราคาประหยัดทั่วประเทศ ซึ่งเป็นทั้งการระบายสินค้า ประชาชนได้ซื้อสินค้าราคาประหยัดและสร้างอาชีพรายย่อนและชุมชน เสมือนเป็นกึ่งดิจิทัลวอลเล็ต ก่อนโครงการดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาทจะเริ่มได้ปลายไตรมาสสี่ปีนี้ต่อเนื่องไตรมาสแรกปีหน้า ซึ่งหากเป็นไปตามแผนดิจิทัลวอลเล็ต จะช่วยเพิ่มจีดีพีไตรมาสสี่ปีนี้อีก 0.5-0.7% และเพิ่มจีดีพีทั้งปีนี้ 0.2-0.3% ทำให้จีดีพีทั้งปีขยายตัว 2.6-2.8% จากที่ศูนย์พยากรณ์คาดการณ์ขยายตัว 2.5%” นายธนวรรธน์กล่าว

นายธนวรรธน์กล่าวว่า เมื่อถามถึงควมกังวลในปัจจุบัน ประชาชนส่วนใหญ่กังวลมากสุดในด้านค่าครองชีพสูง เศรษฐกิจชะลอตัว แบกภาระหนี้สูง ความมั่นใจต่อรายได้และอาชีพ ดอกเบี้ยทรงตัวสูง ในสำรวจพบว่า 35% ระบุสถานะการเงินแยางลง 47% ระบุรายได้เพียงพอแต่ไม่มีเงินเก็บ 26.4% รายได้ไม่เพียงพอ และต้องกู้ยืม 34% มีภาระหนี้เพิ่มกว่าปีก่อน และกว่า 69% ระบุเศรษฐกิจแย่ลงและแย่ลงมาก

“ถามถึงเงินดิจิทัลในกลุ่มที่ได้ตามเงื่อนไข 82.6% ระบุลงทะเบียนแน่นอน โดย 64% ระบุใช้จ่ายทั้งหมด 10,000 บาทในครั้งเดียว ที่เหลือจะแบ่งใช้จ่าย ซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคและการศึกษาเป็นอันดับแรก โดยเสนอให้เพิ่มจ่ายค่าน้ำมันและพลังงาน เครื่องใช้ไฟฟ้า มือถือและภาคบริการด้วย ” นายธนวรรธน์กล่าว