“เอไอเอส” มองดิจิทัลเท่ากับโอกาส ดันสตาร์ตอัพเต็มรูปแบบผ่าน Startup Connect เมษาฯนี้เตรียมตั้งศูนย์ข้อมูลดีซี พร้อมร่วมมือภาครัฐ พัฒนาแอพฯ นำนโยบายไทยแลนด์ 4.0 สู่รากหญ้า
นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส กล่าวในงานเสวนา “ไทยแลนด์ 4.0 : สตาร์ต (อัพ) แบบไหนพลิกโฉมเศรษฐกิจไทย” ว่า หลังจากนี้จะต้องมาคิดต่อว่าจะพัฒนาสตาร์ตอัพได้อย่างไร ในปี 2559 ที่ผ่านมาจึงหยุดการประกวด AIS The Start up เวทีประกวดไอเดียใหม่ๆ ของสตาร์ตอัพที่มีการประกวดระหว่างปี 2554-2559 แล้วเปลี่ยนมาเป็น Startup connect เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยน venture capital โดยตรง เนื่องจากการประกวดแบบเดิมที่มีการลงทะเบียนก่อนเข้าประกวดเป็นวิธีที่ล้าสมัย ทั้งนี้มองว่าเทรนด์การแลกเปลี่ยนของสตาร์ตอัพหลังจากนี้ จะเป็นการคุยกันเรื่องไอเดียได้โดยตรง ไม่มีกรอบเวลาหรือระยะเวลาการเข้าประกวดมาเป็นเงื่อนไข
นายสมชัยกล่าวว่า ในปี 2560 นี้มองว่าจะเป็นปีที่อุตสาหกรรมโทรคมนาคมจะเติบโตแบบก้าวกระโดด สำหรับการเติบโตทั่วโลกคาดว่าจะอยู่ในอัตรา 3-4% ด้านอุปกรณ์สื่อสารคาดว่าจะเติบโต 10% และอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงจะเติบโต 15% และในส่วนอุปกรณ์สื่อสาร จะขยายขอบเขตไปยังอุปกรณ์อื่นมากขึ้น อาทิ สมาร์ทวอทช์ นอกจากเหนือจากอุปกรณ์เดิมอย่างแท็บเล็ต โทรศัพท์มือถือ พีซี หรืออาจจะกล่าวได้ว่าหลังจากปีนี้เป็นต้นไปโลกจะก้าวเข้าสู่ยุค Internet of Things (ไอโอที) โดยในช่วง 4-5 ปีหลังจากนี้ (2560-2563) จะเป็นยุค 4จี ซึ่งจะให้ความสำคัญกับความเร็วของอินเตอร์เน็ต และเทคนิคต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง และหลังจากปี 2563 เป็นต้นไป จะเข้าสู่ยุค 5จี หรือคอมเมอเชียลไลฟ์ อุตสาหกรรมดิจิทัลหรือโทรคมนาคมจะเข้าไปเกี่ยวข้องกับทุกอุตสาหกรรม โดยที่เริ่มเห็นในช่วงนี้ อาทิ ธนาคาร ศูนย์การค้า ดังนั้นบทบาทของดิจิทัลหลังจากน จะแปรเป็นสมการได้ว่าดิจิทัลเท่ากับโอกาส (ดิจิทัล = โอกาส)
นายสมชัยกล่าวว่า สำหรับทิศทางของเอไอเอสหลังจากนี้จะรองรับการให้บริการด้านดิจิทัลในแบบ digital platform โดยจะแบ่งออกเป็น 2 ประเด็น คือ 1.digital transformation ผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง มีความเร็วสูงในระดับกิกะไบต์ และ 2.NB IOT หรือการสร้างเน็ตเวิร์คให้กับสตาร์ตอัพ ซึ่งจะช่วยผลักดันให้มีธุรกิจใหม่เกิดขึ้นได้จริงและรวดเร็ว สามารถสร้างเครือข่ายไปยังฐานลูกค้ากว่า 41 ล้านเลขหมาย โดยอุตสาหกรรมแต่ละประเภทจะใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลของเอไอเอส เพื่อกระจายสินค้าและบริการไปทั่วประเทศ
นายสมชัยกล่าวว่า อย่างไรก็ตามช่วงต้นปีที่ผ่านมา หลังจากที่เอไอเอสประกาศแผนธุรกิจปี 2560 มีทั้งผู้ที่ชื่นชมและโจมตี บ้างก็ว่าเอไอเอสกำลังขายข้อมูลของฐานลูกค้า แต่ผมมองว่านี่เป็นเรื่องเข้าใจผิด เพราะเทรนด์ในอนาคตที่จะเกิดจะเป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลบิ๊กดาต้า และนอกจากบทบาทการสนับสนุนสตาร์ตอัพที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว เอไอเอสยังเข้าไปสนับสนุนในภาคส่วนต่างๆ ในโครงการ digital for Thai ตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาลที่ต้องการเข้าไปถึงคนรากหญ้าและหรือในต่างจังหวัดด้วย ในขณะนี้เอไอเอสจึงพัฒนาแอพลิเคชั่นต่างๆ ที่จะช่วยสนับสนุนคนทุกระดับได้จริง อาทิ แอพพลิเคชั่นฟาร์มสุข สนับสนุนสตาร์ตอัพโดยให้ความรู้ผ่าน E-commerce platform โดยปัจจุบันมีเกษตรกรเข้าร่วมแล้วประมาณ 1,000 ราย
“การสร้างสตาร์ตอัพจะเป็นหัวใจสำคัญในการผลักดันให้ไทยแลนด์ 4.0 เกิดขึ้นได้จริง นอกจากการโครงการต่างๆ ที่กล่าวมาแล้ว ในเดือนเมษายน 2560 ที่จะถึงนี้เอไอเอสจะตั้ง Designed for Creation Center หรือดีซีขึ้นมา เพืี่อเป็นศูนย์กลางข้อมูล สนับสนุนสตาร์ตอัพอย่างจริงจัง เนื่องจากทีาสำรวจความเห็นของเหล่าสตาร์ตอัพพบว่า ส่วนใหญ่ไม่ได้ต้องการเงินทุน แต่ต้องการ customer access หรือเกตเวย์เพื่อเข้าถึงข้อมูลต่างๆ จากภาครัฐ อาทิ จากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ดังนั้นจึงอยากสรุปเป็นประเด็นสั้นๆ ว่า สตาร์ตอัพจะเกิดขึ้นได้นั้น ผู้ประกอบการรายใหญ่จะต้องเข้าไปสนับสนุน และภาครัฐจะต้องสนับสนุนอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการปรับปรุงกฎหมายที่ล้าหลังไม่ใช่แค่การประกาศนโยบาย โดยที่ผ่านมาจะเห็นได้จากกรณี ทำไมอูเบอร์เข้าไทยแล้วผิดกฎหมายและอยากฝากว่าเอไอเอสพร้อมแล้วที่จะสนับสนุนสตาร์ตอัพและพร้อมให้ความร่วมมือกับแนวทางของรัฐบาล เพื่อก้าวไปสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0” นายสมชัยกล่าว

