ผู้เชี่ยวชาญคริปโท มองภาวะตลาด เริ่มต้นจากโลกการเงินดั้งเดิม
จากช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ถือเป็นช่วงที่เลวร้ายไม่ใช่แค่กับตลาดหุ้นทั่วโลก แต่ยังรวมไปถึงตลาดคริปโทเคอร์เรนซี่ด้วย ตลาดการเงินทั่วโลกได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการเปิดเผยตัวเลขอัตราการว่างงานของสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นเป็นครั้งที่ 4 ติดต่อกัน สู่ระดับ 4.3% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบเกือบ 3 ปี ข้อมูลนี้สอดคล้องกับ Sahm Rule ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้การเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย โดย Sahm Rule ระบุว่าเมื่อค่าเฉลี่ยของอัตราการว่างงานในรอบ 3 เดือนเพิ่มขึ้นเกิน 0.5% เมื่อเทียบกับค่าต่ำสุดในรอบปี จะถือเป็นสัญญาณของภาวะเศรษฐกิจถดถอย ส่งผลให้นักลงทุนจำนวนมากเทขายสินทรัพย์เสี่ยงเช่นหุ้น เพื่อถือครองเงินสดในขณะเดียวกัน ญี่ปุ่นได้ประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็น 0.25% จากเดิม 0 ถึง 0.1% ส่งผลให้ตลาด Nikkei ปิดลบถึง 4,451 จุด ซึ่งเป็นการปรับตัวลงที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 1987 การขึ้นดอกเบี้ยนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อนักลงทุนจำนวนมากที่กู้เงินญี่ปุ่นดอกเบี้ยต่ำมาลงทุน ทำให้ต้องขายสินทรัพย์ทิ้งเพื่อลดภาระดอกเบี้ย
ในส่วนของตลาดคริปโทฯ ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบคือการเทขายของ Jump Trading ซึ่งเป็นผู้เล่นรายใหญ่ในการทำ Algorithmic Trading และ High Frequency Trading โดยได้เทขาย Ethereum มูลค่ากว่า 315 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หลังจาก CEO ลาออกและมีการตรวจสอบจากหน่วยกำกับดูแลสัญญาซื้อขายล่วงหน้าสหรัฐ (CFTC) การเทขายครั้งนี้ส่งผลให้ราคาของ Ethereum ร่วงลงกว่า 30% มีการคาดการณ์ถึงสาเหตุของการเทขายสองประการ คือ
1. Jump Trading อาจกำลังถอนตัวจากตลาดคริปโทฯ หลังจากเหตุการณ์ภายในบริษัท
หรือ 2. Jump Trading อาจมีการกู้ยืมเงินเยนจำนวนมากเพื่อใช้ในการทำ High Frequency Trading และการเพิ่มขึ้นของอัตราดอกเบี้ยญี่ปุ่นทำให้ต้องขายสินทรัพย์เพื่อชำระหนี้
อย่างไรก็ตาม ยังมีสัญญาณบวกบางประการในตลาดคริปโทฯ โดยเฉพาะจากกองทุน ETFs ของ Ethereum ในวันที่ 5 สิงหาคม มีเงินไหลเข้าสุทธิเป็นบวกที่ 48.80 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นำโดย Blackrock ที่มีแรงซื้อสุทธิถึง 47.10 ล้านดอลลาร์ แม้ในสภาวะตลาดที่ผันผวน ในขณะที่กองทุน ETHE ของ Grayscale มีเงินไหลออกสุทธิ 46.80 ล้านดอลลาร์ ถือว่าน้อยที่สุดนับตั้งแต่มีการอนุญาตให้มีกองทุน ETFs สำหรับ Bitcoin ETFs แม้จะมีปริมาณเงินไหลออกรวมเป็นลบ แต่กองทุนของ Blackrock ก็ยังมีปริมาณการซื้อสุทธิเป็นบวกอย่างต่อเนื่อง
นายอุดมศักดิ์ รักวงษ์วาน ผู้ร่วมก่อตั้ง FWX แพลตฟอร์มเทรดอนุพันธ์ไร้ศูนย์กลาง และอาจารย์ภาควิชาคณิตศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ปัจจุบัน ว่า ในวันที่ประกาศตัวเลขอัตราการว่างงาน มีหลายคนทางฝั่งทาง Crypto บอกว่าการที่สภาพเศรษฐกิจของสหรัฐเริ่มเข้าสู่สภาวะถดถอยย่อมเป็นผลดีต่อสินทรัพย์ทางเลือกอย่างคริปโทฯ แต่ในความเป็นจริงตอนนี้ Lanscape ของการลงทุนฝั่งคริปโทฯ เปลี่ยนไปแล้ว มีนักลงทุนในโลกการเงินดั้งเดิมจำนวนมากเข้ามาลงทุนในคริปโทฯ ทั้งผ่าน และไม่ผ่าน ETFs การที่สภาวะเศรษฐกิจเป็นลบ ราคาหุ้น และสินทรัพย์ดั้งเดิม ร่วงลงอย่างหนัก ย่อมทำให้นักลงทุนต้องขายสินทรัพย์ต่างๆ เพื่อเก็บเงินสด สร้างสภาพคล่อง คริปโทฯ เองที่ทางนักลงทุนในโลกดั้งเดิมมองว่าเป็นสินทรัพย์เสี่ยงสูงก็คงไม่พ้นถูกผลกระทบนี้ด้วยเหมือนกัน
หลังจากนี้ นักลงทุนคริปโทฯ จำเป็นต้องจับตาตัวเลขทางเศรษฐกิจในภาพใหญ่มากขึ้น ทั้งเรื่องของอัตราดอกเบี้ย และนโยบายในการกระตุ้นและรักษาเสถียรภาพของเศรษฐกิจ เพราะปัจจัยเหล่านี้ได้กลายมาเป็นปัจจัยหลักในการเคลื่อนไหวของราคาอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว
เมื่อถามถึงมุมมองต่อการเทขายของ Jump Trading ดร.อุดมศักดิ์ให้ความเห็นว่า “มองว่าการเทขายของ Jump Trading ถือเป็นปัจจัยลบระยะสั้นเนื่องจากมี Ethereum เหลืออยู่อีกแค่ 100 กว่าล้านเหรียญสหรัฐเท่านั้น อย่างไรก็ตาม เราต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพราะการเคลื่อนไหวของผู้เล่นรายใหญ่เช่นนี้อาจส่งผลกระทบต่อตลาดในระยะสั้นได้ แม้ว่าสถานการณ์ปัจจุบันจะดูเลวร้าย แต่ปัจจัยเฉพาะของตลาดคริปโทฯ ทุกวันนี้ยังนับว่ามีปัจจัยลบน้อยมาก หากตัวเลขทางเศรษฐกิจยังทรงตัวหรือดีขึ้น เราอาจจะได้เห็นการฟื้นตัวของตลาดคริปโทฯ อย่างรวดเร็วได้อีกครั้ง”

