อย.เข้มมาตรการสกัด ‘สินค้าจีน’ จ่อลดปริมาณถือผลิตภัณฑ์สุขภาพเข้าประเทศ
เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม ภก.เลิศชาย เลิศวุฒิ รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยถึงมาตรการคุมเข้มการนำเข้าสินค้าจากประเทศจีน ตามนโยบายของ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ว่า เมื่อวันที่ 7 สิงหาคมที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) มีการประชุมร่วมกับผู้แทนจากกรมศุลกากร, บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด และบริษัทขนส่งเอกชน เร่งผลักดันมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคในการป้องกันสินค้านำเข้าที่ผิดกฎหมาย เพื่อยกระดับมาตรการเฝ้าระวังการลักลอบนำเข้าผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ไม่เป็นไปตามกฎหมายที่อยู่ในท้องตลาด ซึ่งจะทำให้ผู้บริโภคได้รับผลิตภัณฑ์สุขภาพที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ
“จะมีการเฝ้าระวังผู้นำเข้าที่มีประวัติการกระทำผิดกฎหมาย หรือเป็นผลิตภัณฑ์สุขภาพนำเข้ามาจำหน่ายในท้องตลาดที่ไม่เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบผู้นำเข้าหรือสินค้าที่มีความเสี่ยงได้ตรงเป้าหมายมากขึ้น โดยจะดำเนินการเปิดตรวจตู้สินค้า เพื่อตรวจสอบสินค้าอย่างเข้มงวด ควบคุมการจัดทำฉลากสินค้าให้ถูกต้องก่อนการจำหน่าย” ภก.เลิศชาย กล่าว

ภก.เลิศชาย กล่าวว่า ในส่วนของมาตรการเฝ้าระวังการนำเข้าผลิตภัณฑ์สุขภาพผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ และถือติดตัว อย.จะพิจารณาปรับลดปริมาณ และจำกัดความถี่ของการนำเข้าผลิตภัณฑ์สุขภาพเพื่อใช้เฉพาะตัว ซึ่งจะมีการเชื่อมโยงข้อมูลการนำเข้าร่วมกับไปรษณีย์ไทย และกรมศุลกากร สำหรับการนำเข้าเครื่องมือแพทย์เพื่อใช้เฉพาะตัว ผู้นำเข้าต้องยื่นใบรับรองแพทย์ต้นฉบับที่มีอายุไม่เกิน 3 เดือน นับจากวันที่ออกใบรับรองแพทย์ ประกอบการนำเข้าด้วย
“วางกรอบไว้แล้วว่า เป้าอาจจะมีการปรับลดปริมาณที่อนุญาตให้นำเข้าผลิตภัณฑ์สุขภาพที่เป็นการใช้เฉพาะตัว รวมถึง จำนวนความถี่ในการนำเข้าผลิตภัณฑ์นั้นๆด้วย เช่น ลิปสติก นำเข้ามา 6 แท่ง ใช้เวลาเท่าไรถึงจะใช้หมด แล้วไปนำเข้ารอบใหม่มาใช้เฉพาะตัวอีกครั้ง ไม่ใช่ว่าอีก 2 วันแล้วไปนำเข้ามาใหม่” ภก.เลิศชาย กล่าว
ภก.เลิศชาย กล่าวว่า ในส่วนของการนำเข้าผลิตภัณฑ์สุขภาพเพื่อใช้เฉพาะตัว จะต้องมาดูข้อมูลว่า ปัจจุบันมีสินค้าอะไรที่เป็นการนำเข้าบ้าง และเป็นช่องทางที่อาจจะส่งผลกระทบหรือไม่ เพื่อนำมาพิจารณาปรับเกณฑ์
“แต่ขณะนี้ จะไปปรับเลยไม่ได้ กำลังโฟกัสในผลิตภัณฑ์ที่มีการนำเข้ามาปริมาณมาก มีมูลค่าที่จะจำหน่ายต่อ เช่น ลิปสติกที่เป็นเครื่องสำอาง ให้นำเข้าเพื่อใช้เฉพาะตัวได้คนละ 6 ชิ้น แต่ลิปสติกสีส้มนับเป็น 1 ชนิดนำเข้าได้ 6 แท่ง สีแดงเป็นอีก 1 ชนิดนำเข้าไปได้อีก 6 แท่ง หรืออื่นๆ ก็ได้อีก 6 แท่ง แล้วแจ้งว่าเป็นการถือติดตัว เจ้าหน้าที่ก็ไปต่อไม่ได้ ถือเป็นช่องว่าง ที่การออกกฎในมิติที่มองว่าคนไม่ได้เอาเปรียบสังคม แต่อาจจะมีบางคนใช้ช่องทางแบบนี้ในการนำเข้าติดตัวมาเพื่อจำหน่าย ขณะนี้จึงอยู่ระหว่างการพิจารณา” ภก.เลิศชาย กล่าว
ภก.เลิศชายกล่าวอีกว่า อย.อยู่ระหว่างการติดตามข้อมูลเพื่อนำมาพิจารณาปรับลดปริมาณที่อนุญาตให้นำเข้าผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ และการถือติดตัว รวมถึง ความถี่ของการนำเข้าผลิตภัณฑ์นั้นๆ เป็นการป้องกันการลักลอบใช้ช่องทางเหล่านี้ นำเข้าผลิตภัณฑ์สุขภาพมาเพื่อจำหน่ายต่อในประเทศ เพราะถ้าเกิดนำเข้ามาช่องทางนี้แล้วเอาไปโพสต์หรือวางจำหน่ายราคาถูก ก็เป็นอันตรายต่อผู้ซื้อ และการนำเข้ามาเพื่อจำหน่ายก็เป็นการหวังประโยชน์ จึงต้องส่งมอบของที่มีความปลอดภัย
ภก.เลิศชาย กล่าวว่า อย.จะมีการบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานภายในและภายนอกที่เกี่ยวข้อง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเฝ้าระวังตามมาตรการดังกล่าวอย่างเข้มงวด ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้กองด่านอาหารและยาเป็นแกนในการประสานความร่วมมือ และเน้นย้ำถึงมาตรการให้ทั้ง 52 ด่านทั่วประเทศ ถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด โดย อย.ได้หารือกับสถานทูตจีน เพื่อพัฒนาให้สินค้าที่นำส่งมาประเทศไทยมีคุณภาพมาตรฐานตามที่ประเทศไทยกำหนด โดยยึดความปลอดภัยของผู้บริโภคเป็นหลัก และมุ่งเน้นความเสมอภาคในการประกอบธุรกิจนำเข้า-ส่งออก ผลิตภัณฑ์สุขภาพ ตลอดจนสร้างความเข้มแข็งในการดำเนินการคุ้มครองผู้บริโภคร่วมกับภาคีเครือข่ายในการเฝ้าระวังการนำเข้าสินค้า ซุปเปอร์มาร์เก็ตจีน ขออนุญาตนำเข้าเพื่อจำหน่าย
สำหรับซุปเปอร์มาร์เก็ตจีน ที่มีการจำหน่ายสินค้าจีนนั้น ภก.เลิศชาย กล่าวว่า ในการนำเข้าผลิตภัณฑ์เป็นการขออนุญาตนำเข้าเพื่อจำหน่าย ซึ่ง อย.มีการตรวจสอบเข้มข้นมาตลอดโดยมีการให้ข้อมูลและอธิบายกระบวนการดำเนินการที่ถูกต้อง ณ วันนี้ให้ความร่วมมือดี แต่ด้วยช่องว่างทางการสื่อสารภาษาไทย อาจจะทำให้การติดฉลากภาษาไทยที่ผลิตภัณฑ์ไม่ครบ ไม่ถูกต้องหรือตกหล่น เป็นหน้าที่ที่อย.จะต้องเข้าไปตรวจในเรื่องมีการติดฉลากภาษาไทยหรือไม่ หรือมีการสวมฉลากหรือไม่ หากพบการกระทำความผิดก็จะดำเนินการตามกฎหมาย
“ของนำเข้าที่ขายในประเทศไทยที่เป็นอาหาร แล้วขายผ่านคนกลาง คือ ร้านขายของชำ ซุปเปอร์มาร์เก็ต ร้านสะดวกซื้อต่างๆ ซึ่ง อย.จะเข้าไปการันตีให้ว่าของที่ขายผ่านช่องทางนี้มีคุณภาพ มาตรฐาน โดยถ้าเป็นสถานที่ผลิตต้องมีการตรวจสอบ ผลิตภัณฑ์เมื่อออกมาต้องมีการตรวจคุณภาพ ฉลากต้องสื่อสารภาษาไทยให้ครบถ้วน มีวันผลิต วันหมดอายุ มีเครื่องหมาย อย. ถ้าไม่มีตามนี้ ก็ใช้ไม่ได้ แต่ถ้านำเข้าก็แบบเดียวกันไม่ว่าจะนำเข้าจากประเทศไหน ก็ต้องมายื่นขออนุญาตกับ อย.แล้วแสดงว่าที่จะนำเข้านั้น ส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์ตรวตามกฎหมายไทยหรือไม่ หากตรง ก็อนุญาต ให้ไปทำฉลากภาษาไทย เมื่อนำเข้าด่านอาหารและยาก็ตรวจสอบว่าตรงหรือไม่ ตรงก็ปล่อยของ” ภก.เลิศชาย กล่าว

