เฉลียงไอเดีย : เปิดแนวคิดวิถีถิ่น‘เกษตรยั่งยืน’ ผู้ค้าชงแม่แบบ‘ลำพูนโมเดล’

11.08.24 | 10:07 น.

ภาคเกษตรที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจพื้นฐานของไทย โดยต่อปีภาคเกษตรมูลค่ากว่า 1.32 ล้านล้านบาท คิดเป็น 9% ของจีดีพีประเทศ ดังนั้น ทุกรัฐบาลจึงต้องดูแลอย่างใกล้ชิด

ล่าสุด ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นำคณะลงพื้นที่ติดตามมาตรการดูแลลำไยภาคเหนือ ใน จ.ลำพูน และเชียงใหม่ ซึ่งมีพื้นที่เพาะปลูกลำไยแหล่งใหญ่ของประเทศไทย และอยู่ระหว่างผลผลิตทยอยออกสู่ตลาด พร้อมได้พบปะพูดคุยกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งชาวสวนลำไย ผู้ประกอบการรับซื้อและส่งออกสินค้าเกษตร

และเป็นอีกครั้งที่มีการหยิบยก “เกษตรยั่งยืน” ขึ้นมาพูดคุย

ทายาทรุ่นสองอย่าง กรรณิการ์ ด่านไพบูลย์ (หญิง) ผู้บริหารห้างหุ้นส่วนจำกัด ทองพูนฟูดส์ ตั้งอยู่ใน อ.เมือง จ.ลำพูน หนึ่งในผู้บริหารที่ได้เข้าพบปะพูดคุยในครั้งนี้ ได้นำเสนอแนวคิดในการผลักดันอาชีพภาคเกษตรของไทย ก้าวสู่เกษตรอย่างยั่งยืน ไว้ว่า

Advertisement
กรรณิการ์ ด่านไพบูลย์

“เรายึดหลัก ลำพูนคือลำไย ลำไยคือลำพูน ด้วยเป็นแหล่งผลิต แปรรูป และกระจายสินค้าไปทั่วประเทศและทั่วโลกที่สำคัญจังหวัดหนึ่งในภาคเหนือ อีกทั้งคุ้นเคยมากับอาชีพรับซื้อและขายลำไยมาตลอด ตั้งแต่รุ่นแรกบริหารโดยคุณย่าก็กว่า 30 ปีแล้ว ที่ผ่านมาเป็นซื้อลำไยมาแล้วขายไป และจ้างผลิตลำไยอบแห้งควบคู่กับผลไม้อื่นๆ ขายในประเทศและส่งออก จึงเห็นถึงการเปลี่ยนแปลง และหากเราไม่ปรับตัวทั้งเกษตรกรและผู้ประกอบการจะแข่งขันได้ยากขึ้น สะท้อนได้จากเพียงไม่กี่ปี ผู้รวบรวมรับซื้อลำไยสีทองโดยคนไทย เฉพาะในลำพูนเคยมีกว่า 300 ราย วันนี้เหลือ 70 ราย และความเป็นผู้ค้าที่เข้มแข็งลดลงเรื่อยๆ ดังนั้น ถึงเวลาที่เราต้องหาทางออก เพื่อเป็นทางรอดอย่างยั่งยืน ปัญหาที่เจอทุกวันนี้คือ การเข้ามาของทุนต่างชาติ และการแย่งชิงตลาดส่งออกจากประเทศในอาเซียนด้วยกัน ที่สำคัญขาดการสนับสนุนทั้งเรื่องเทคโนโลยีและเงินทุนหมุนเวียน โดยเฉพาะเอสเอ็มอี ทั้งที่ไทยเป็นทั้งแหล่งผลิตผลไม้คุณภาพ แต่ไม่อาจขายได้ราคาแพง และยังขาดแกนหลักในแง่เพิ่มมูลค่าให้กับเกษตรกรและผู้ประกอบการ”

จากนั้นคุณหญิงได้พรั่งพรูแนวคิดที่กำลังผลักดันและอยู่ระหว่างดำเนินการ ตั้งแต่จะเป็นผู้นำรวมกลุ่มและจัดตั้งสมาคมอบเนื้อลำไยสีทองในลำพูน เพื่อให้เกิดการระดมความคิด เพิ่มอำนาจต่อรองและแรงส่งในการเข้าคุยกับภาครัฐและองค์กรต่างๆ นำไปสู่การแก้ปัญหา ทั้งด้านเงินทุนหมุนเวียน โดยยกตัวอย่างเฉพาะลำพูนช่วง 2 เดือนที่ลำไยออกสู่ตลาดพร้อมกันและต้องเร่งรับซื้อ จะใช้เงินหมุนเวียนรวม 700 ล้านบาทหรือเฉลี่ยต่อรายต่อวันจะใช้เงินรับซื้อ 10 ล้านบาท ถือเป็นภาระสูงของเอสเอ็มอี แต่ต้องเจอแรงกดดันการเข้าไม่ถึงแหล่งกู้เงิน และต้องแย่งซื้อลำไยกับต่างชาติที่มีเงินสดมากกว่าและนำเข้าประเทศไปแปรรูปเพื่อส่งออกแข่งกับไทยอีกต่อ

อีกด้าน คุณหญิงกำลังเร่งใช้ความรู้ถึงคุณค่าของลำไยตามวิถีดั้งเดิม โดยเฉพาะเรื่องสรรพคุณการเป็นยา แปลงความเชื่อและการบอกต่อถึงประโยชน์ลำไยเชิงวิทยาศาสตร์และเชิงพาณิชย์ เช่น ช่วยรักษามะเร็งลำไส้ หรือเหมาะกับการดื่มของผู้หญิงหลังคลอด

“อนาคตเกษตรไทยจะแข่งขันได้ เราต้องเพิ่มแวลู และหาแหล่งความรู้ให้เกิดความเชื่อว่า ทุกส่วนของต้นลำไยสามารถนำมาพัฒนาเป็นสินค้าและยาได้ ตั้งแต่ผล ดอก ใบ ราก ก่อนหน้านี้เราเคยได้รับการติดต่อขอซื้อใบลำไยจากต้นลำไยปลูกแบบเกษตรอินทรีย์ แต่ด้วยผลผลิตเราไม่สม่ำเสมอจึงเป็นอุปสรรค หากรัฐและเอกชนร่วมกัน สร้างแวลูทุกส่วนจากลำไย และสร้างรายได้ชาวสวนลำไย ก็จะจูงใจเพิ่มพื้นที่ปลูกลำไยอินทรีย์ ที่ตอนนี้ในลำพูนมีแค่ 100 ไร่ แต่ผลผลิตลำไยสดได้แค่ 40 ตัน เพียงเล็กน้อยเทียบกับความต้องการของโลก อีกเรื่องที่จะรักษาวิถีอาชีพคนไทยคือ ออกเกณฑ์ให้ทันกับเกมแข่งขัน อย่างวันนี้ปล่อยส่งออกลำไยร่วง เขาเอาไปแปรรูปและยังได้เปรียบต้นทุนต่ำกว่าไทย 50% ทำให้สินค้าแปรรูปของไทยส่งได้ลดลงเรื่อยๆ ที่ผ่านมาบริษัทส่งไปฮ่องกงและสิงคโปร์ แต่ปีนี้ยอดซื้อต่ำลงมาก อาจไม่แค่กำลังซื้อโลกไม่ดี แต่อาจเพราะเขาเลือกที่สินค้าเหมือนกันแต่ราคาถูกกว่า ดังนั้น เราต้องยกระดับสินค้าเรา โดยห้ามส่งลูกร่วงขนาดเล็กๆ มุ่งไปขนาดใหญ่เท่านั้น มันจะย้อนกลับไปถึงภาคผลิตเขาจะปลูกให้ตรงความต้องการตลาดและยังขายได้ราคาดี ลักษณะแบบนี้ดีกับพืชเกษตรทุกชนิดด้วย เราไม่ต้องกังวลว่าเกษตรไทยจะถูกกลืนจากทุนต่างชาติ เหมือนที่หลายอาชีพกำลังเจออยู่ ความตั้งใจอยากให้ทั่วโลกรู้ว่า ลำไยดีที่สุด อยู่ที่เมืองไทยเท่านั้น”

ณธกฤษ เอี่ยมสกุล

จากนั้น ณธกฤษ เอี่ยมสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แพลททินัม ฟรุ๊ต จำกัด ผู้ส่งออกลำไยช่อสดเกรดพรีเมียม พาคณะกระทรวงพาณิชย์เข้าชมโรงงานลำไย ตั้งอยู่ อ.ป่าซาง จ.ลำพูน โดยให้ข้อมูลว่า ลำไยเป็นผลไม้หลักที่ส่งออกลำดับสามของไทย สร้างมูลค่าเข้าประเทศปีละกว่า 20,000 ล้านบาท ตลาดใหญ่คือ จีน อินโดนีเซีย และน้องใหม่อย่างอินเดีย โดยลำไยภาคเหนือคาดปีนี้มีผลผลิตกว่า 6 แสนตัน เริ่มเก็บตั้งแต่มิถุนายนถึงกันยายน โดยสิงหาคมผลผลิตออกมากสุด โดยเล่าว่า จะแก้ปัญหาราคาลำไยอย่างยั่งยืนต้องเร่งพัฒนาคุณภาพผลผลิตและตลาด บนความร่วมมือ 3 ส่วนคือ รัฐ เอกชน และเกษตรกร ร่วมกันทำให้สอดคล้องตั้งแต่ ช่วยแนะนำการพัฒนาคุณภาพ เพิ่มช่องทางระบาย ออกมาตรการสนับสนุน รับซื้อราคาเหมาะสมเป็นธรรม พัฒนาผลผลิตให้ได้คุณภาพตามที่ตลาดปลายทางต้องการ สำหรับเรานำแนวคิดลำพูนโมเดลมาใช้กับเกษตรกรภาคเหนือ ทดลองใช้กับชาวสวนลำไย อ.ลี้ เมื่อต้นปีที่ผ่านมา

ณธกฤษเล่าอีกว่า ลำพูนโมเดลเป็นการถ่ายทอดองค์ความรู้ที่จำเป็นสำหรับเกษตรกรที่ต้องการทำลำไยเกรดส่งออก เราส่งทีมงาน R&D ลงสำรวจสวน ให้คำแนะนำปรับปรุง พาชาวสวนไปดูงานสวนลำไยที่จันทบุรี ซึ่งปลูกได้ผลผลิตคุณภาพส่งออก โดยมีแผนขยายการใช้ลำพูนโมเดลกับพื้นที่อื่นๆ ของภาคเหนือในอนาคต ช่วยแก้ปัญหาราคาและยกระดับคุณภาพลำไยไทยให้เติบโตยั่งยืน

“บริษัทอยู่ในธุรกิจส่งออกลำไยมากว่า 10 ปีแล้ว จึงทราบว่าวิถีชาวสวนลำไยภาคเหนือจะปลูกตามวิถีดั้งเดิมไม่ได้ มีการจัดระบบเชิงอุตสาหกรรม ต่างจากจันทบุรีที่มีการจัดระบบสวน บริหารจัดการน้ำ คำนวณให้ปุ๋ยให้ยาที่ถูกจังหวะ มีแนวคิดทำโมเดลพัฒนาองค์ความรู้ที่จำเป็นสำหรับชาวสวนลำไยภาคเหนือ เฟสแรกร่วมกับชาวสวนลำไย อ.ลี้ จ.ลำพูน พัฒนาลำพูนโมเดล เราชี้ถึงความต้องการลำไยเกรดส่งออกไม่อยากส่งขายลูกร่วง ให้เกิดการเรียนรู้วิธีการเก็บเกี่ยวและวินัยการเงินอีกพื้นฐานจำเป็นสำหรับชาวสวนยุคใหม่ ตอนนี้เริ่มทดลองพัฒนาปลูกลำไยในฤดูกับนอกฤดู โมเดลนี้ชาวสวนลำไยลำพูนเข้าร่วม 150 ไร่ เกินเป้าตั้งใจไว้ 100 ไร่ และกำลังต่อยอดระยะสองกับชาวสวนลำไย อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ เริ่มสิงหาคมนี้”

ซึ่งในการพบปะครั้งนี้ คุณณธกฤษสะท้อนประเด็นส่งออกลำไยไทยต้องเจออะไรบ้าง การส่งออกลำไยไปจีนและประเทศต่างๆ ต้องมีพิธีสาร แต่ละตู้คอนเทนเนอร์ ตรวจสารว่าเกินมาตรฐานหรือไม่ ตรวจเพลี้ยแป้ง เพื่อออกใบรับรองสุขอนามัยพืชและสุขอนามัย รับรองมาตรฐานสินค้าประกอบนำเข้าของประเทศปลายทาง ทำให้สินค้าแปรรูปใหม่ๆ ต้องรอไปก่อน เส้นทางโลจิสติกส์ไปจีน ได้ทั้งทางบกและทางเรือ ทางบกมี 2 เส้นทางคือ เชียงของ จ.เชียงราย วิ่งไปบ่อเต็น ออกคุนหมิง เป็นตลาดฝั่งตะวันตกของจีน ส่วนฝั่งตะวันออกของจีนไปทางนครพนม ผ่านเวียดนาม แล้วไปจีนที่ด่านโหยวอี้กว่าน ยังมีความขัดข้องบ้าง เพราะบางครั้งตู้คอนเทนเนอร์รับสินค้าจากฝั่งเวียดนามไม่พอและล่าช้า ส่วนทางเรือไปท่าเรือแหลมฉบัง ไปขึ้นกว่างเจา หรือฮ่องกง ส่วนการเจาะอินเดียที่เป็นตลาดใหม่ ควรเริ่มที่เมือง Chennai, Nhava Sheva ตอนนี้การค้ากับอินเดียโตมากและโตถึง 200%

ฉะนั้น จากการบอกเล่าข้างต้น เกษตรไทยจะยั่งยืนได้นั้น ตนต้องเป็นที่พึ่งแห่งตน