มองย้อนสถานการณ์อ้อยและน้ำตาลไทย ฤดูการผลิตปี 2566/67 ผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ทำให้เกิดความแห้งแล้งกระจายตัวไปทั่วภูมิภาค กอปรกับราคาต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นรอบด้าน ทำให้ฤดูการผลิตที่ผ่านมามีปริมาณอ้อยเข้าหีบ 82.17 ล้านตัน ลดลงจากฤดูการผลิตปี 2565/66 ซึ่งอยู่ระดับ 93.88 ล้านตัน
ขณะที่แนวโน้มในฤดูการผลิตปี 2567/68 เบื้องต้นผู้ที่เกี่ยวข้องในระบบอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายได้คาดการณ์ผลผลิตอ้อยระดับ 95 ล้านตัน เนื่องจากปริมาณฝนที่เพิ่มขึ้น และในปีที่ผ่านมาอ้อยมีราคาที่สูงถึง 1,420 บาทต่อตันอ้อย ณ ระดับความหวานที่ 10 ซี.ซี.เอส. จึงเป็นการสร้างแรงจูงใจสำคัญให้เกษตรกรหันมาปลูกอ้อยเพิ่มขึ้น
เรื่องนี้ วิฤทธิ์ วิเศษสินธุ์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) ให้ความเห็นว่า สอน.คาดการณ์ปริมาณอ้อยเข้าหีบในปีการผลิต 2567/68 มีแนวโน้มที่ปริมาณอ้อยเข้าหีบจะมากกว่าปีการผลิต 2566/2567 โดยคาดว่าปริมาณอ้อยเข้าหีบอาจอยู่ระหว่าง 92 ล้านตัน
เนื่องจากจากราคาอ้อยที่เกษตรกรชาวไร่อ้อยได้รับ ในปีการผลิต 2566/2567 ค่อนข้างสูง เกษตรกรชาวไร่อ้อยส่วนหนึ่ง จึงรื้ออ้อยตอแล้วดำเนินการปลูกอ้อยใหม่ในพื้นที่เดิม ซึ่งพื้นที่ไม่เพิ่มขึ้น แต่ผลผลิตอ้อยต่อพื้นที่เพิ่มขึ้น
อีกส่วนหนึ่งคือ พื้นที่ปลูกพืชอื่น (มันสำปะหลัง) บางพื้นที่อาจมีการปรับเปลี่ยนมาปลูกอ้อย อาจส่งผลให้ปริมาณพื้นที่ปลูกอ้อยในภาพรวมของทั้งประเทศปรับเพิ่มขึ้นมากกว่าปีก่อน
นอกจากนี้ ช่วงปีที่ผ่านมา เกิดปรากฏการณ์เอลนีโญ ทำให้เกิดความแห้งแล้งกระจายตัวไปทั่วภูมิภาค ผลักดันให้ปริมาณอ้อยเข้าหีบในปีที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม ช่วงต้นปีที่ผ่านมา แม้ปริมาณฝนจะไม่มากนัก แต่หลายพื้นที่พบว่ามีการกระจายตัวของฝนอยู่ในระดับที่ดี อ้อยตอที่งอกขึ้นมาใหม่เจริญเติบโตได้ดี และเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เริ่มมีการกระจายตัวของฝนที่ดียิ่งขึ้น พร้อมกับข้อมูลที่ระบุว่า ไทยกำลังเข้าสู่ปรากฏการณ์ลานีญา ซึ่งฝนจะมากขึ้น อาจส่งผลกระทบในภาพกว้าง จะทำให้ปริมาณอ้อยเข้าหีบในปีการผลิต 2567/2568 สูงกว่าปีที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งเพราะปริมาณผลผลิตอ้อยตันต่อไร่ ปรับสูงขึ้น
เลขาฯวิฤทธิ์ ระบุอีกว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อผลผลิตอ้อยและน้ำตาลทราย ต้องแยกเป็นปัจจัยที่ควบคุมได้และไม่ได้ โดยปัจจัยที่ควบคุมได้ คือ การที่เกษตรกรชาวไร่อ้อยสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อการผลิตอ้อยได้ โดยอาจเป็นทั้งส่วนเงินทุนของตัวเอง เงินทุนจากการส่งเสริมของโรงงานน้ำตาล และเงินทุนในระบบเงินกู้โดยเฉพาะแหล่งเงินทุนจากธนาคารของรัฐ (ธ.ก.ส.) ทำให้เกษตรกรชาวไร่อ้อยมีเงินทุนเพียงพอสำหรับการจัดหาปัจจัยการผลิตมาบำรุงรักษาอ้อย
ขณะเดียวกัน นโยบายภาครัฐอาจมีส่วนผลักดันและเป็นปัจจัยบวกที่จะผลักดันให้ปริมาณอ้อยเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีศักยภาพในปัจจุบัน อาจพิจารณาที่กลไกของภาครัฐ ในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่สนับสนุนให้ มีการเปลี่ยนพื้นที่ไม่เหมาะสมกับพืชอื่นมาปลูกอ้อย การรวมกลุ่มเกษตรกรชาวไร่อ้อยเป็นวิสาหกิจ และแหล่งเงินทุน ส่วนกรณีเงินช่วยเหลือโดยตรงจากรัฐบาล ทั้งโดยการช่วยเหลือต้นทุนการผลิต และเงินช่วยเหลือสนับสนุนการตัดอ้อย อาจไม่สามารถดำเนินการได้อีกในอนาคตอันใกล้
“รวมทั้งความช่วยเหลือจากสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย โดย สอน.ไม่ได้จ่ายเงินช่วยเหลือให้แก่เกษตรกรชาวไร่อ้อยโดยตรง แต่มีการให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนทั้งทางตรงและทางอ้อม” เลขาฯวิฤทธิ์ระบุ
เลขาฯวิฤทธิ์ ยังให้ข้อมูลว่า นอกจากนี้ สอน.และหน่วยงานต่างๆ ยังเดินหน้างานวิจัยและพัฒนาทางด้านพันธุ์อ้อย มีการแจกจ่ายพันธุ์อ้อยพันธุ์ดี วิจัยดิน วิจัยปุ๋ย มีการให้บริการตรวจวิเคราะห์ดินและแนะนำการใช้ปุ๋ยอย่างถูกต้อง การป้องกันโรคและแมลงศัตรูอ้อย มีการให้บริการตรวจวินิจฉัยอาการผิดปกติของอ้อย พร้อมให้คำแนะนำการป้องกันกำจัด สนับสนุนให้เกษตรกรชาวไร่อ้อยสามารถผลิตอ้อยได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ขณะเดียวกัน สอน.ยังดำเนินโครงการร่วมกับ ธ.ก.ส.และโรงงานน้ำตาล สนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้แก่เกษตรกรชาวไร่อ้อย เพื่อให้เกษตรกรชาวไร่อ้อยสามารถเข้าถึงแหล่งทุน ในการจัดหาเครื่องจักรกลการเกษตร รถตัดอ้อย รถแทรกเตอร์ และอุปกรณ์พ่วงท้าย รวมถึงการจัดหาแหล่งน้ำ และการเตรียมพื้นที่
รวมทั้งการผลักดันให้เกิดการรวมกลุ่มเกษตรกรชาวไร่อ้อย การถ่ายทอดความรู้เทคโนโลยีด้านการผลิตอ้อย เพื่อเพิ่มความรู้และทักษะที่เกี่ยวข้องกับการผลิตอ้อย
ตลอดจน การเป็นองค์กรกลางเชื่อมโยงกลไกการสร้างรายเพิ่มจากการซื้อขายเศษซากใบและยอดอ้อย การมีกิจกรรมการจ้างที่ปรึกษาเพื่อเพิ่มและพัฒนาองค์ความรู้เกี่ยวกับอุตสาหกรรมชีวภาพ ทิศทางและแนวโน้มใหม่ของการมีรายได้เพิ่มของอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย
ทั้งนี้ สอน.ยังกระตุ้นให้เกษตรกรชาวไร่อ้อยเร่งปรับตัว เพื่อรองรับความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ ที่ไม่เป็นไปตามขนบเดิม ต้องมีการบริหารจัดการน้ำเข้าแปลงอ้อย–น้ำออกจากแปลงอ้อย ให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ
“การก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ มีผลทำให้เกิดสภาพความขาดแคลนแรงงานภาคการเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งแรงงานสำหรับการตัดอ้อย จึงต้องเชื่อมโยงไปสู่การจัดการแปลงพื้นที่ปลูกอ้อยให้สามารถใช้เครื่องจักรกลการเกษตร รวมถึงการใช้รถตัดอ้อยเพื่อทดแทนการใช้แรงงานคน และในบางกรณีที่จำเป็นต้องใช้แรงงานคนอยู่ ก็จำเป็นต้องมีกลไกในการนำแรงงานเข้ามาจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเรื่องนี้เกษตรกรชาวไร่ต้องวางแผนรับมือ” เลขาฯวิฤทธิ์ระบุ
พร้อมเน้นย้ำว่า การผลิตอ้อยและน้ำตาลไทยต้องเข้าสู่เกณฑ์มาตรฐานที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาตรฐานการผลิตที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ เช่น BONSUCRO, CBAM รวมถึงมาตรการการผลิตที่เป็นไปตาม Green Policy อันจะสามารถเชื่อมโยงไปสู่ Green War และการกีดกันทางการค้าได้ในอนาคต
เลขาฯวิฤทธิ์ ระบุว่า สำหรับปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ คือ สภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะการเข้าสู่ช่วงปรากฏการณ์ลานีญา อันจะมีผลทำให้หลายพื้นที่ปลูกอ้อย ได้รับผลกระทบน้ำท่วมขัง อ้อยอาจไม่เติบโตและได้รับความเสียหาย โดยเฉพาะในแถบราบลุ่มภาคกลาง และตามแนวแม่น้ำจากเขตภาคเหนือตอนล่าง (นครสวรรค์) ลงมาถึงที่ราบลุ่มภาคกลาง รวมถึงพื้นที่ปลูกอ้อยภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง
ขณะเดียวกัน พื้นที่ปลูกอ้อยส่วนใหญ่กลับได้รับฝนดีจากปริมาณฝนที่อาจตกลงมามากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม หากฝนตกลงมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ได้มีการเว้นวรรค สภาพอากาศครึ้มต่อเนื่อง อาจส่งผลให้การเติบโตของอ้อยชะงักได้
รวมทั้งราคาปัจจัยการผลิต ทั้งปุ๋ยเคมี น้ำมันเชื้อเพลิง ที่เชื่อมโยงกับสถานการณ์ความขัดแย้งในระดับโลก บริบทของภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งเป็นความขัดแย้งระหว่างประเทศยักษ์ใหญ่
ที่อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลของไทยต้องรับมือ!!

