หน้าแรก เศรษฐกิจ รถยนต์ อีวีจีน รุกหน...

อีวีจีน รุกหนัก ส่ง ‘ไฮบริด’ บุก ค่ายรถญี่ปุ่น พลิกตำราสู้

11.08.24 | 13:34 น.

ดูเหมือนว่าค่ายรถยนต์จากจีนจะไม่ได้บุกมาเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้าหรืออีวี เพราะล่าสุดหลายค่ายต่างทยอยส่งรถยนต์เทคโนโลยีไฮบริดบุก เพราะยังคงได้รับความสนใจสูง 

เนื่องจากรถอีวียังมีเงื่อนไขข้อจำกัดในการใช้งานอีกมาก แม้ว่าอีวีจีนบางค่ายทุบตลาดด้วยการลดราคาแบบลดแล้วลดอีก ทำให้ผลกระทบเกิดไปทุกหย่อมหญ้าในวงการรถยนต์ ไม่เฉพาะรถยนต์จากญี่ปุ่น แต่อีวีจีนเอง หลายค่ายก็หงายท้องหงายไส้ไปตามๆ กัน เพราะมาเจอกลยุทธ์แบบตีหัวเข้าบ้าน หั่นราคาลงมาหนักๆ แบบนี้ จับตาดูให้ดีอาจเห็นรถยนต์อีวีบางค่ายถึงกับแท้งก่อนเกิด 

สำหรับความฮอตของไฮบริด เพราะเป็นรถที่มีทั้งความสะดวกใช้ได้ทั้งแบตเตอรี่และน้ำมัน แถมประหยัดพลังงาน แม้ว่าราคาถ้าเทียบกับรถใช้น้ำมันอย่างเดียวจะโดดขึ้นมาค่อนข้างสูงก็ตาม

ที่ผ่านมายอดขายรถไฮบริดของค่ายรถยนต์ญี่ปุ่น ยังมียอดขายเป็นกอบเป็นกำ โดยเฉพาะโตโยต้ากับฮอนด้า พัฒนารถไฮบริดมาอย่างต่อเนื่องชัดเจน แถมล่าสุดรัฐบาลมีมาตรการส่งเสริมรถไฮบริด ยืนภาษีขาเดิมต่อไป ทำให้ยอดขายยังไปได้สวย รถอีวีจีนยังเจาะตลาดนี้ไม่ค่อยเข้า 

แต่ในช่วงรอให้อีวีเสถียรกว่านี้ในแง่การใช้งานเชื่อว่าแบตเตอรี่ที่มีคุณภาพดีกว่า ตอนนี้จะมีให้เห็นในระยะเวลาไม่นาน ไฮบริดยังคงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ สำหรับคนส่วนใหญ่ที่ต้องใช้รถเยอะ

Advertisement

ส่วนการกรีฑาทัพบุกของค่ายรถยนต์จากจีน เกิดจากสถานการณ์การผลิตรถอีวีในจีนเกินความต้องการใช้ในประเทศ ล้นตลาดทะลักมาประเทศต่างๆ แถมรถยนต์ที่ทะลักผลิตมาจากฐานต้นทุนการผลิตต่ำจากจีน เพราะใช้กลยุทธ์ อีโคโนมี่ ออฟ สเกล ผลิตมากๆ ขายมากๆ ต้นทุนต่อหน่วยจึงต่ำ ทำให้กดราคาขายลงมาได้ เอากำไรจากปริมาณการขาย

ในฐานะประเทศไทยเปิดอ้าซ่าให้เข้ามาแบบเต็มที่ มีปัจจัยเอื้ออำนวยสวยหรู อีวีจีนจึงบุกเข้ามาเปิดตัวสารพัดยี่ห้อ มีทั้งทำตามเงื่อนไขต้องเข้ามาลงทุนมาตั้งโรงงานประกอบในไทย ต้องใช้ชิ้นส่วนในไทย 40% และต้องถ่ายทอดเทคโนโลยีให้คนไทยตามเงื่อนไข

แต่หลายรายไม่ได้ทำตามสัญญาให้ไทยได้ประโยชน์อย่างถูกต้อง เรื่องนี้ภาครัฐต้องคอยกวดขันใกล้ชิด

สถานการณ์ค่ายรถยนต์จีนบุกทะลุทะลวงเข้ามาถึงรถยนต์ไฮบริด แสดงให้เห็นว่าค่ายจีนพร้อมสู้ค่ายอื่นๆ โดยเฉพาะญี่ปุ่น ทุกดอก ทุกเม็ด

ญี่ปุ่นเคยบอกว่าไฮบริดยังเป็นจุดแข็ง มีคนซื้อจำนวนมาก ตลาดยังเติบโตได้ดีใช่มั้ย

ค่ายจีนหลายค่ายจึงทำให้เห็นเลยว่าผมก็มี ของ ไฮบริดใช่มั้ย นี่ไงล่ะแถมหั่นราคาลงมาสู้อีกต่างหาก

ถ้าโฟกัสค่ายที่กำลังมาแรง เริ่มจาก เกรทวอลล์ มอเตอร์ หรือจีดับเบิลยูเอ็ม (GWM) แม้จะเปิดตัวรุ่น ฮาวาล H6 มาได้ประมาณ 3 ปีแล้ว ยอดขายมาแบบเรื่อยๆ มาเรียงๆ ไม่หวือหวา เพราะช่วงแรกๆ ราคาและหลายๆ อย่าง ยังสู้ค่ายญี่ปุ่นไม่ได้ แต่ถือว่าจัดแคมเปญได้หวือหวาน่าสนใจมาต่อเนื่อง

ที่สำคัญเป็นค่ายอีวีจากจีนรายแรกๆ เข้ามาเมืองไทย เข้ามาซื้อโรงงานเชฟโรเลตจากค่ายเจเนอรัล มอเตอร์ (จีเอ็ม) ที่ จ.ระยอง ปรับไลน์การผลิตรถเกรทวอลล์ มีทั้งรถไฟฟ้าและไฮบริด เริ่มเข้าใจสภาพตลาดรถยนต์เมืองไทยแล้วว่า ไม่ใช่แค่การขายรถ แต่บริการหลังการขาย การดูแลลูกค้า เป็นสิ่งสำคัญสำหรับตลาดประเทศไทย

สำหรับ ฮาวาล H6 มีให้เลือกทั้งรถไฮบริด แบบไม่ต้องเสียบปลั๊กชาร์จไฟ กับแบบเสียบปลั๊กหรือปลั๊กอินไฮบริด แต่ระบบนี้จะต้องขยันเสียบปลั๊กชาร์จสม่ำเสมอ เพราะไม่งั้นจะบริโภคน้ำมันค่อนข้างจุ เพราะรถยนต์รูปร่างใหญ่ 

น้ำหนักเยอะ ก็ต้องกินจุเป็นธรรมดา แต่ถ้าได้เสียบปลั๊กใช้ไฟวิ่งบ้าง แล้วเอามาเฉลี่ยกับน้ำมัน จะประหยัดแบบเห็นๆ

นอกจาก ฮาวาล H6 แล้ว เกรทวอลล์ก็ยังมีรุ่นโจไลอ้อน เป็นรถไฮบริด แต่ยอดขายก็ไม่หวือหวาเช่นกัน

สำหรับ H6 มี รุ่น ไฮบริด (HEV) Pro ราคา 1,099,000 บาท รุ่น HEV Ultra ราคา 1,349,000 บาท และรุ่น ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) ราคา 1,699,000 บาท

ขณะที่ ฮาวาล โจไลอ้อน ไฮบริด (Haval Jolion HEV) รุ่น Jolion Sport ราคา 799,000 บาท และรุ่น Jolion Ultra 999,000 บาท

Haval H6 รุ่น Ultra และ Pro ติดตั้งเครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบไฮบริด 1.5 ลิตร ส่วนรุ่น PHEV เครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ 1.5 ลิตร ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า 

ส่วน Haval Jolion รุ่น Sport และ Ultra ติดตั้งเครื่องยนต์ไฮบริดเครื่องเบนซิน 4 สูบ ความจุ 1.5 ลิตร และมอเตอร์ไฟฟ้า

ต่อมา ค่ายเอ็มจี (MG) เป็นการร่วมทุนระหว่างเซี่ยงไฮ้ ออโต้ฯ ยักษ์ใหญ่จากจีนกับเครือซีพีของไทย ตั้งโรงงานผลิตในประเทศไทย นำเข้ารถยนต์จากจีนออกมาป้อนตลาดเมืองไทยหลายรุ่น และล่าสุดเริ่มเดินสายการผลิตรถยนต์อีวี เอ็มจี 4 ในประเทศไทย ถือเป็นค่ายแรกๆ ที่ผลิตรถไฟฟ้าออกมาจำหน่ายในไทย

ล่าสุดเอ็มจีขยับไปอีกสเต็ป ส่งรถไฮบริดดาวรุ่งมาแรง เอ็มจี 3 (MG3) เตรียมประกาศเปิดราคาวันที่ 20 สิงหาคมนี้

สำหรับรุ่นที่จะเปิดตัว เอ็มจี 3 ไฮบริด พลัส (MG3 HYBRID+) เป็น แฮทช์แบ็กไฮบริด 5 ประตูมาพร้อมกับเทคโนโลยีไฮบริดใหม่ล่าสุดจาก เอ็มจี ด้วย 8 โหมดการขับเคลื่อนของระบบ HYBRID+ รวมทุกระบบไฮบริดไว้ในคันเดียว ทั้งระบบขับเคลื่อนแบบอนุกรม (Series Hybrid) ระบบขับเคลื่อนแบบผสานเครื่องยนต์และมอเตอร์ (Parallel Hybrid) หรือแม้แต่การขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าล้วน (Pure EV) 

ผสานการทำงานระหว่างเครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร กำลังสูงสุด 102 แรงม้า (75 กิโลวัตต์) รองรับน้ำมัน E20 ร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูงสุด 136 แรงม้า (100 กิโลวัตต์) แรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ในเวลา 8 วินาที น้ำมันหนึ่งถังเอ็มจียืนยันว่าวิ่งไปได้ไกลกว่า 800 กิโลเมตร 

ล่าสุดค่ายบีวายดี ขาใหญ่ ผู้นำรถยนต์ไฟฟ้าจากจีนที่ชอบออกมาเตะตัดขา ตัดราคาคู่แข่ง ขย่มตลาดอีกครั้ง ด้วยการส่ง บีวายดี ซีไลอ้อน 6 (BYD SEALION 6) ดีเอ็มไอ ซุปเปอร์ ไฮบริด (DM-i Super Hybrid) รถยนต์ C-SUV ขนาดใหญ่ 5 ที่นั่ง 5 ประตู เครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร ผสานพลังมอเตอร์ไฟฟ้าแบบซิงโครนัสชนิดแม่เหล็กถาวร (Permanent Magnet Synchronous Motor) พร้อมแบตเตอรี่ขับเคลื่อนขนาด 18.3 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง โดยวางจำหน่ายในราคา รุ่น Dynamic 939,900 บาท เรียกได้ว่าหั่นราคาทุบตลาดแบบไม่เห็นหัวทั้งญี่ปุ่นหรือแม้แต่ค่ายจีนด้วยกันเองก็ตาม

เมื่อค่ายรถจีนบุกเข้ามาเจาะกล่องดวงใจค่ายญี่ปุ่นขนาดนี้ ต้องรอดูว่าค่ายญี่ปุ่นจะงัดทีเด็ดอะไรออกมาสู้สงครามราคา ลามมาถึงรถไฮบริด

เพราะลำพังคาถาที่ยังคงมีมนต์ขลังคือ บริการหลังการขาย การดูแลลูกค้าที่เป็นจุดแข็ง ทำให้ค่ายรถญี่ปุ่นได้รับการยอมรับ แตกต่างจากค่ายรถจีนอยู่ในขณะนี้ 

แต่นับจากนี้น่าจะไม่เพียงพอ ถ้ายังคงมีเรื่องราคามาล่อใจอยู่เรื่อยๆ น้ำหยดลงหิน ทุกวันหินมันยังกร่อน กดราคาไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็ต้องใจอ่อนกันไปเอง 

และเชื่อว่าอีกไม่นานค่ายจีนก็จะปรับตัวเรื่องการดูแลลูกค้าได้ดีขึ้นไม่ต่างกัน ในเวลาไม่นานนี้แน่นอน

ดังนั้น ถ้าญี่ปุ่นยังคงผลิตรถยนต์คุณภาพดีเหมือนที่เป็นอยู่ ในราคาที่แข่งขันกับจีนได้ เชื่อว่าจะยังคงได้รับการยอมรับในตลาดเมืองไทย นั่นหมายถึงผู้บริโภคน่าจะได้ประโยชน์สูงสุดเป็นสำคัญ

นายพล