เปิดยุทธวิธีธุรกิจเพื่อความยั่งยืนž ยึดหลักเหตุผล-พอเพียง-รอบคอบ

13.08.24 | 12:05 น.

ปัจจุบันการพัฒนาที่ยั่งยืนเป็นประเด็นที่ทั่วโลกให้ความสนใจ รวมถึงผู้บริโภค ก็มีความต้องการสินค้าและบริการที่ยั่งยืน ปลอดภัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น จากคู่มือ The Visionary CEOs Guide to Sustainability โดย Bain & Company สำรวจความต้องการของผู้บริโภคกว่า 23,000 คนทั่วโลก ในปี 2566 พบว่า ผู้บริโภค 64% ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนอย่างมาก และผู้บริโภค 12% ยินดีจ่ายเงินเพิ่มขึ้นสำหรับสินค้า บริการ หรือธุรกิจที่สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ภาคธุรกิจจึงควรเร่งปรับตัวสู่การเป็นธุรกิจเพื่อความยั่งยืน (Sustainable Business) เพื่อแสวงหาความได้เปรียบและช่วงชิงโอกาสทางการค้า

พูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ ให้ข้อมูลว่า ธุรกิจเพื่อความยั่งยืน หมายถึงการดำเนินธุรกิจที่มุ่งเน้นการเติบโตของรายได้ควบคู่กับการคำนึงถึงผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยมุ่งดำเนินการ 3 ด้าน
ได้แก่ 1.ด้านสิ่งแวดล้อม คำนึงถึงการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกและมลพิษ ใช้พลังงานหมุนเวียน และรักษาสมดุลระบบนิเวศ 2.ด้านสังคม มีส่วนร่วมในการยกระดับคุณภาพชีวิต การศึกษา และการพัฒนาชุมชนและท้องถิ่น และ 3.ด้านเศรษฐกิจ ดำเนินการค้าอย่างเป็นธรรม ช่วยกระจายรายได้ และสร้างความเสมอภาค และโอกาสในการเข้าถึงทรัพยากร

ปัจจุบันเกิดธุรกิจหลากหลายประเภทที่สามารถปรับเปลี่ยนเป็นธุรกิจเพื่อความยั่งยืนได้ อาทิ

1.ธุรกิจพลังงานไฟฟ้าทดแทน ช่วยให้หลายพื้นที่มีไฟฟ้าใช้ ลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อาทิ บริษัท โซลาร์ ดี คอร์ปอเรชัน ของไทย ที่จำหน่ายและติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์บนหลังคาและส่งเสริมใช้พลังงานทดแทนในชุมชนและท้องถิ่น

2.ธุรกิจแฟชั่นและความงาม สามารถนำแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนมาใช้เพิ่มมูลค่าสินค้า และเล่าเรื่องราวของวัฒนธรรมท้องถิ่น อาทิ แบรนด์ Botanicanon ของญี่ปุ่น นำผลิตผลการเกษตรในท้องถิ่นมาใช้ผลิตเครื่องสำอางจากวัสดุธรรมชาติ

Advertisement

3.ธุรกิจสีเขียว ที่นำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อาทิ แบรนด์ Origins ของสหรัฐ ผลิตผลิตภัณฑ์ดูแลและบำรุงผิวจากธรรมชาติ ใช้บรรจุภัณฑ์จากวัสดุรีไซเคิล และจัดตั้งกองทุนฟื้นฟูป่า

4.ธุรกิจการซ่อมแซมและการปรับปรุง ช่วยลดขยะในครัวเรือน ขยายเวลาใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่า และหมุนเวียนนำกลับมาใช้ใหม่ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด อาทิ แบรนด์ Patagonia ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งผลิตเครื่องมือนักปีนเขาและอุปกรณ์กลางแจ้ง ให้บริการรับซ่อมเสื้อผ้า

ของแบรนด์ และบริการรับเสื้อผ้าเก่าของแบรนด์เพื่อนำไปรีไซเคิล โดยลูกค้าจะได้รับเครดิตสำหรับซื้อสินค้าชิ้นต่อไป

5.ธุรกิจอาหาร ช่วยลดจำนวนขยะจากอาหาร และลดจำนวนคาร์บอนฟุตพริ้นท์จากการผลิตอาหาร อาทิ บริษัทสตาร์ตอัพ Oho ของไทย ได้พัฒนาแอพพลิเคชั่น Oho! จำหน่ายวัตถุดิบและอาหารที่เหลือจากร้านอาหาร คุณภาพดีแต่ราคาประหยัด

6.ธุรกิจอบรมและให้คำปรึกษาแก่ผู้ประกอบการ ในการเปลี่ยนผ่านเป็นธุรกิจเพื่อความยั่งยืน อาทิ บริษัท กรีน เอ็นเนอร์ยี่ เน็ทเวอร์ค จำกัด ของไทย ให้คำปรึกษาการพัฒนาและจัดทำเอกสารเกี่ยวกับคาร์บอน
ฟุตพริ้นท์

แต่การปรับเปลี่ยนเป็นธุรกิจเพื่อความยั่งยืนยังมีความท้าทายหลายประการ อาทิ ขาดความรู้ความเข้าใจและเทคโนโลยี ขาดศักยภาพเข้าถึงแหล่งเงินทุนสำหรับปรับปรุงธุรกิจ ดังนั้น ภาครัฐควรสนับสนุนภาคเอกชนให้เปลี่ยนผ่านไปสู่ความยั่งยืน อาทิ ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี สนับสนุนเงินทุนสีเขียว ออกตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืน ส่งเสริมการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ก่อตั้งศูนย์บ่มเพาะธุรกิจเพื่อความยั่งยืน

ธุรกิจเพื่อความยั่งยืน เป็นโอกาสทางการค้าที่สำคัญของภาคเอกชนไทย เนื่องจากเป็นรูปแบบการดำเนินธุรกิจที่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค ที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน สร้างภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์ ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการ อีกทั้งช่วยลดต้นทุนการผลิตระยะยาว จากการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและการนำวัสดุกลับมาใช้ใหม่Ž

ขณะที่ 13ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย กล่าวถึง ธุรกิจเพื่อความยั่งยืน ว่า การขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมโลก มาถึงยุคผสมผสานระหว่างยุคดิจิทัลและยุคการสร้างความยั่งยืน ที่จะนำการเปลี่ยนผ่านไปสู่ความทันสมัยและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นกว่าเดิม ชุดความคิดสร้างตัวชี้วัดการพัฒนาของต่างประเทศไม่ว่าจะเป็นเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development Goals; SDGs) สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environmental Social and Governance; ESG) เป็นแนวทางที่นิยมแพร่หลายในทุกภาคสวน แต่ประเทศไทยมีสมบัติล้ำค่าที่เรียกว่า หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงเป็นแบบอย่างที่งดงามและเป็นที่ประจักษ์ให้แก่ปวงชนชาวไทยนำไปใช้ในการดำเนินชีวิต ดำเนินธุรกิจ และบริหารประเทศชาติ นำความเจริญรุ่งเรืองที่ยั่งยืนสู่แผ่นดินไทยด้วยการสร้างความสมดุล โดยเฉพาะแนวทางธุรกิจนำไปสู่ความยั่งยืนจากการใช้ ความรู้ ด้วยการพัฒนาและจัดการองค์ความรู้ทั้งในระดับบุคคล องค์กร ควบคู่คุณธรรม และกำหนดค่านิยมองค์กรเพื่อบรรลุเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์

ซึ่งหลักคิดเศรษฐกิจพอเพียงมี 3 ส่วน คือ 1.มีเหตุมีผล ตัดสินใจที่คำนึงถึงต้นทุนและผลตอบแทน ที่เหมาะสมคุ้มค่า 2.พอประมาณ คำนึงถึงศักยภาพขององค์กรไม่สุดโต่ง ไม่เป็นภาระ และไม่ให้เสียโอกาส 3.มีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี รอบคอบและมีแผนบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ

ผลผลิตแห่งความพอเพียง คือ การสร้างสมดุล ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม โดยมีความยั่งยืนเป็นผลลัพธ์ที่จะสามารถทำให้ธุรกิจที่นำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนี้ ไปใช้เกิดการพึ่งพาตนเองและเป็นที่พึ่งพาของผู้อื่นได้ด้วย มีการสร้างภูมิคุ้มกันรองรับการเปลี่ยนแปลงทั้งในระดับบุคคลและองค์กรรวมทั้งชุมชน หากเกิดปัญหาในสภาวะวิกฤต ธุรกิจสามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้สิ่งสำคัญ คือ ภาวะความเป็นผู้นำองค์กร ที่ต้องบ่มเพาะภาวะผู้นำที่มีความกล้าหาญ เด็ดเดี่ยว ตัดสินใจบนพื้นฐานข้อมูลที่เพียงพอด้วยความรอบครอบรัดกุมและคำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนรวม เป็นเป้าหมายด้วยความซื่อสัตย์สุจริต สื่อสารภาพลักษณ์แบรนด์ขององค์กร สินค้าบริการและผู้บริหารสร้างความไว้วางใจ เชื่อถือ ศรัทธากับประชาชน และการนำความสร้างสรรค์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มาปรับใช้ในองค์กร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน ยกระดับขีดความสามารถของบุคลากรและองค์กรต่อเนื่อง รวมทั้งเข้าถึงกลไกมาตรการภาครัฐที่สนับสนุนให้เกิดประโยชน์กับธุรกิจมากขึ้นและแสวงหาโอกาสช่องว่างตลาดใหม่

ปัจจัยเสี่ยงถาโถมโลกและประเทศไทยทั้ง สงครามเศรษฐกิจ การค้า เทคโนโลยีและนวัตกรรม ที่ทำให้เกิดรูปแบบ การล่าอาณานิคมยึดอำนาจทางเศรษฐกิจ ความได้เปรียบในการแข่งขันของต่างประเทศ จากต้นทุนต่ำกว่า กำแพงกฎหมายที่เป็นอุปสรรค การใช้ดิจิทัลเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ และนวัตกรรมรูปแบบธุรกิจใหม่ จะส่งผลก่อให้เกิดรายได้ลด กำลังซื้อหด หนี้ครัวเรือนพุ่ง หนี้เสียขยายตัว หนี้นอกระบบเบ่งบาน ลุกลามจากการปรับตัวที่ไม่ทันของผู้ประกอบการ ประชาชนและประเทศไทย ส่วนสงครามความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ อาจเป็นชนวนความขัดแย้งขยายตัวเป็นสงครามโลก ต้นทุนวัตถุดิบสูง ค่าครองชีพพุ่ง พลังงานแพง ขณะที่สงครามการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ที่โลกร้อนกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตร ปศุสัตว์ ประมง ภัยพิบัติธรรมชาติ ระบบนิเวศธรรมชาติเสียสมดุล อีกทั่้งสงครามสังคมอุดมปัญหา การปรับตัวของสังคมผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น ขณะที่อัตราการเกิดต่ำ ปัญหายาเสพติดแพร่ระบาดจากเศรษฐกิจย่ำแย่และทุจริตคอร์รัปชั่น อีกทั้งสงครามโรคอุบัติใหม่ กับการรองรับภาวะความเสี่ยงการแพร่ระบาดส่งผลกระทบต่อสุขภาพในอนาคต

ทั้งหมดนี้ ผู้ประกอบการและพลเมืองไทย ต้องพร้อมรองรับระเบียบกติกาโลกใหม่ ไม่ใช่ผู้ตามการเปลี่ยนแปลงแก้ปัญหาแบบรายวัน มิฉะนั้น อาจสายเกินแก้ แพ้ทุกสงคราม