รุ่งเรือง พิทยศิริ : สภาพปรับตัว กับของแทร่
หลังจากที่ตลาดการเงินโลกมีความผันผวนอย่างรุนแรง ทัดเทียม Black Monday ที่นำทัพโดยธนาคารกลางญี่ปุ่น ก็เหมือนดังที่ผมคาดการณ์ไว้เลยว่า ผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่นคงล้ำเส้นในการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนออกไปมาก ทำให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วพิสดาร ทำให้เกิดการหมุนกลับสถานะการใช้เงินลงทุน ที่เรียกว่า Carry Trade มหาศาล ธนาคารกลางญี่ปุ่นจึงได้ส่งรองผู้ว่าการออกมาแก้การให้สัมภาษณ์ของผู้ว่าการที่ทำตลาดพังพินาศ ว่าธนาคารกลางญี่ปุ่นยังมีความจำเป็นจะต้องใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายต่อไปในขณะนี้ เพราะเศรษฐกิจยังมีความเปราะบาง ตลอดจนไม่มีธนาคารกลางไหนจะขึ้นดอกเบี้ยในภาวะที่ตลาดการเงินไม่มีเสถียรภาพ ตลาดการเงินและตลาดหลักทรัพย์ญี่ปุ่นจึงผ่อนคลายความกังวลไปได้เยอะมาก
สิ่งที่รองผู้ว่าธนาคารกลางญี่ปุ่นออกมาพูด ตรงกันข้ามกับเจ้านายตัวเองเมื่อสัปดาห์ก่อนเลยครับ การออกมาพูดแบบนี้ มั่นใจได้เลยว่าไม่ได้กล้าออกมาทำเอง เพื่อหักหน้าเจ้านายอย่างแน่นอน ย่อมมีสัญญาณมาจากคณะกรรมการธนาคารกลางเป็นแน่แท้ และเบื้องหลังผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่นคงโดนตำหนิ หรือโดนอัดไปน่วมเลย แต่หวังว่าคงไม่ถึงขั้นจะต้องถูกปลด หรือแสดงสปิริตลาออก เพราะหากมีเรื่องการเปลี่ยนตัวอีก อาจทำให้ตลาดตีความไปได้ว่า ธนาคารกลางญี่ปุ่นจะไม่เดินหน้าออกจากนโยบายอัดฉีดสภาพคล่องปริมาณสูง สู่สมดุลใหม่ อาจทำให้เงินเยนกลับมาอ่อนค่าได้อย่างมากอีก
สิ่งที่ตลาดมองนอกเหนือจากเรื่องนี้ ก็คือการลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ ที่จะมีการประชุมในเดือนหน้า เพราะมีการคาดหวังว่า อาจจะลดดอกเบี้ยลงถึงร้อยละ 0.50 เพราะตัวเลขเศรษฐกิจ และการจ้างงานที่ออกมาอ่อนค่าลดลงมากเกินไป ตลาดตกใจ มีบางสถาบันการเงินเรียกร้องให้ธนาคารกลางสหรัฐ ต้องประชุมเพื่อพิจารณาลดดอกเบี้ยอย่างฉุกเฉินเสียด้วยซ้ำ แต่ในมุมมองของผม และนักการเงินหลายคนที่ติดตามกรอบการทำงานของธนาคารกลางสหรัฐมานาน มีความเชื่ออีกแบบว่า ธนาคารกลางสหรัฐมีความสุขุมในการขับเคลื่อนนโยบาย ไม่บุ่มบ่ามในการปรับตัวโดยเฉพาะการลดดอกเบี้ยครั้งแรก หลังจากขึ้นมาต่อเนื่องและตรึงอัตราดอกเบี้ยสูงมานาน และจริงๆแล้วตัวเลขการจ้างงาน และว่างงานของสหรัฐมันก็ไม่ได้แย่มากจนเกินไป มันมีหลายสาขาเศรษฐกิจที่ดีอยู่สม่ำเสมอ และตัวเลขเศรษฐกิจอื่นก็ยังไม่แสดงภาวะการชะลอตัวเลย จึงมีความเชื่อว่าธนาคารกลางสหรัฐจะลดดอกเบี้ยลงในคราวหน้าเพียงแค่ 0.25 แต่จะลดไปในเดือนถัดๆไปอีกด้วย เรียกว่าน่าจะทำทีละขยัก นอกจากนั้นการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ โดยปกติแล้ว เวลาลดจะลดช้า กว่าเวลาเพิ่ม อันนี้คือเรื่องปกติวิสัย
ดังนั้นเมื่อมีการปรับลดดอกเบี้ยสหรัฐคราวหน้า ถ้าลดร้อยละ 0.25 ผมเชื่อว่าค่าเงินเยนอาจจะกลับมาอ่อนค่าเพิ่มเติมได้ เพราะส่วนต่างของดอกเบี้ยระหว่างภูมิภาคยังคงสูงมากอยู่ และสถานการณ์ตลาดหลักทรัพย์ญี่ปุ่นก็น่าจะฟื้นตัวได้ต่อเนื่องอีก นอกจากนั้นแล้ว สถานการณ์เงินเฟ้อของประเทศจีนที่รายงานออกมาล่าสุด ของเดือนกรกฎาคม ได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.5 มากกว่าที่ตลาดคาดการณ์ที่ร้อยละ 0.3 ทำให้ตลาดมีความคลายกังวลไปได้บ้างว่าเศรษฐกิจจีนมีการฟื้นตัวจากการบริโภคภายในประเทศ ไม่ได้แย่จนเกินไป
ในภาพรวมหลังจากที่ตัวเลขผลประกอบการสหรัฐเริ่มออกมาเกือบหมด แม้ว่าจะออกมาส่วนใหญ่จะผิดหวังมากกว่าสมหวัง แต่ด้วยความคาดหวังของนักลงทุนยุคใหม่จะมีความหวังด้วยมาตรฐานที่สูงมาก มองตัวเลขในอนาคตที่ต้องโตแบบกระโดดจริงจัง ราคาสินทรัพย์เสี่ยงถึงจะไปต่อได้ ทำให้ตลาดสหรัฐมีการปรับตัวด้วยการบริหารความเสี่ยงของนักลงทุนเองโดยอัตโนมัติ ผมจึงยังมีความเชื่อว่าตลาดเอเชียจะยังคงมีดุลยภาพที่ดีพอสมควร นอกจากตลาดหลักทรัพย์ไทยซึ่งประเด็นสั้นๆน่าจะไปอยู่ผลการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญต่อกรณีของนายกรัฐมนตรีเป็นสำคัญ ซึ่งหากเกิดอุบัติเหตุขึ้นมา ผมเชื่อว่าการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศจะเกิดการสะดุดตัวครั้งใหญ่ และคงจะระเนระนาดมาก ในทางกลับกัน หากรอด ผมก็เชื่อว่าตลาดคงจะผ่อนคลายความกังวลไปได้เยอะ โดยเฉพาะนักลงทุนต่างประเทศที่ชอบในเรื่องความชัดเจน มากกว่าความไม่แน่นอน
ผมว่าปัญหาในบ้านเรา มันมีอยู่สองสามอย่างใหญ่ๆ คือ ปัญหาในเรื่องความสนใจแต่เรื่องระยะสั้น มองสั้น ไม่มองยาว ประชาชนส่วนใหญ่ของชอบฟรี ชอบอะไรจับต้องได้เร็ว โดยไม่สนใจผลกระทบในระยะยาว อะไรก็ตามที่หายไปในระยะสั้น ปัญหานั้นก็จบลงโดยปริยาย เหมือนกรณีของฝุ่น PM2.5 เมื่อผ่านหน้าร้อนมาหน้าฝน ปัญหาหายไป เรื่องนี้ก็ไม่อยู่บนโต๊ะอีกต่อไป ปัญหาที่สองคือ ความไม่โปร่งใสในทุกๆเรื่อง เราดีลเรื่องกฎหมายต่างๆ อย่างไม่ตรงไปตรงมา เราบังคับใช้กฎหมายต่างๆไม่ตรงไปตรงมา ผู้อ่านเขาเข้าใจว่าผมหมายถึงเรื่องอะไรบ้าง แม้กระทั่งกรณีล่าสุดในการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญถึงกรณีของพรรคก้าวไกล ซึ่งผมเองก็ไม่เข้าใจว่า การเสนอแก้ไขกฎหมายของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มันเป็นการเซาะกร่อนบ่อนทำลายชาติตรงไหน ในเมื่อการเสนอก็เป็นการเสนอ เป็นหน้าที่ของ สส.โดยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ซึ่งไม่ได้บัญญัติห้ามว่าห้ามเสนอแก้ไขกฎหมายมาตราไหนเลย หรืออย่างในประเทศอังกฤษ พรรคการเมืองยังเสนอให้ออกจากสหภาพยุโรปหรือไม่ก็ได้ หรือในประเทศสก๊อตแลนด์ ก็ยังเสนอให้แยกตัวออกจากสหราชอาณาจักรได้ ถ้าเป็นเช่นนั้น การแยกราชอาณาจักรออกเป็นส่วนๆหรือเปลี่ยนแปลงภูมิศาสตร์ของราชอาณาจักร ยิ่งไม่เป็นการทำลายชาติเลยหรือ
ปัญหาความไม่โปร่งใสในการตีความกฎหมาย ซึ่งก็คงจะไปรวมถึงคุณสมบัติต่างๆของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่เป็นปัญหาในตอนนี้ด้วย หวังว่าจะไม่มีการตีความออกมาอีกว่า คำสั่งของศาลฎีกาให้จำคุก ไม่ถือเป็นคำพิพากษาของศาล อีกนะครับ
ปัญหาของบ้านเรา คือการดำเนินการข้างบนด้วยการกดปุ่ม โดยไม่สนใจว่าประชาชนคิดกันอย่างไร กดปุ่มไปทุกเรื่อง ไม่ว่าเรื่องการทำกับข้าว ก็ผิดคุณสมบัติการเป็นนายกรัฐมนตรี การย้ายข้าราชการก็ทำให้นายกรัฐมนตรีหลุดจากหน้าที่ได้ ไม่ว่ารัฐบาลจะออกพระราชกำหนดกู้เงินมาสร้างรถไฟความเร็วสูง ก็บอกว่าไปสร้างถนนคอนกรีตลาดยางแทนลูกรังให้ได้หมดก่อน ผู้บริหารรัฐวิสาหกิจให้ความช่วยเหลือฝ่ายการเมืองในการชะลอเรื่องที่ผิด ไม่ให้มีการดำเนินการ หรือบังคับใช้กฎหมาย บางเรื่องรอจนหมดอายุความ บางเรื่องไม่มีอายุความแต่ก็ดึงออกไปเรื่อยๆ ตราบใด เรายังแก้ไขเรื่องพวกนี้ไม่ได้ การเมืองภาคประชาชนที่ต้องการเรียกร้องความสดใหม่ ความใสสะอาด และอยากเห็นคนรุ่นใหม่ จริงใจมาทำงานการเมือง ก็จะมากขึ้นไปเรื่อยๆ
ในอารยประเทศ เขาให้อำนาจฝ่ายการเมืองเยอะในการดำเนินนโยบาย สามารถเปลี่ยนแปลงแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการได้ หากไม่สนองนโยบาย หรือทำตัวเป็นปรปักษ์กับแนวทางการดำเนินนโยบายต่างๆ แต่การดำเนินงานของข้าราชการและฝ่ายประจำ จะมีกรอบการทำงานที่เข้มแข็งและไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้ง่ายๆ มันเป็นการคานอำนาจกันด้วยกติกา แต่ปัญหาของบ้านเราคือข้าราชการไม่ทำตัวเป็นการคานอำนาจฝ่ายการเมือง ด้วยกติกา ที่ก็มีกรอบการทำงานพอสมควร ปัญหาทั้งหมดคือจรรยาบรรณในการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงจะต้องใช้เวลา และคงไปถึงฝั่งในที่สุด ลองคิดง่ายๆว่าถ้ารัฐธรรมนูญไทย ให้อำนาจนายกรัฐมนตรี เหมือนประธานาธิบดีสหรัฐ สามารถออกพระราชกำหนดอภัยโทษได้ จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง
อย่าบอกว่าการเมืองและการดำเนินการจากเรื่องข้างต้น ไม่เป็นอุปสรรคในการฟื้นฟูหรือพัฒนาเศรษฐกิจ ที่เรากว่าจะตั้งนายกรัฐมนตรีได้ในรัฐสภาชุดนี้ล่าช้ามาก ก็เพราะทฤษฎีสมคบคิดหรือเปล่า ที่เรากว่าจะสรุปดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเรือธงได้หลังจากรัฐบาลทำหน้าที่มาจะครบปีแล้ว ก็มาจากการออกนโยบายที่ไม่รอบคอบ แต่ต้องการหวังผลคะแนนนิยมระยะสั้นหรือเปล่า เศรษฐกิจไทยจึงเป็นเศรษฐกิจที่ไร้เครื่องยนต์การคลังมากระตุ้นเศรษฐกิจครบหนึ่งปีแล้ว เครื่องยนต์ทางการเงินก็เป็นศูนย์ เพราะสถาบันการเงินส่วนใหญ่ก็ระแวดระวังในการปล่อยสินเชื่อทั้งนั้น นโยบายการเงินก็ไม่มีทิศทางว่าจะลดดอกเบี้ยลดได้แต่อย่างใด เพราะปัญหาในหลายๆส่วน ตอนนี้เรื่องการส่งออกก็ติดปัญหาศักยภาพของอุตสาหกรรมส่งออก ทั้งปัญหาการแข่งขันที่สู้เขาได้น้อยลงด้วยภาวะต้นทุนที่สู้เขาไม่ได้ ค่าแรงแพงก็ยังขึ้นค่าแรงต่อไป ทั้งปัญหาอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ที่มีอนาคตย้ายฐานการผลิตไปที่อื่น ทั้งปัญหาที่เรากำลังเจอธุรกิจจีนเข้ามาแทรกซึมและเซาะกร่อนธุรกิจไทย แย่งรายได้ภายในประเทศของเราออกไป ทั้งปัญหาการลงทุนที่กระทรวงพาณิชย์ไม่ได้ทำหน้าที่ไปชักชวนคนเขามาลงทุน หรือขายสินค้านอกประเทศได้ดีพอ นอกเหนือจากทำเรื่องจิปาถะไปวันๆ อนาคตของเศรษฐกิจบ้านเราจึงยังเตาะแตะ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าวันที่ 14 นี้ หากไปเจอปัญหายางแตกเข้ามาโถมใส่ซ้ำอีก ผมว่าจอดระยะสั้นแน่ครับ ทั้งหมดคือภาวะของแทร่ ที่ผมขอเขียนให้ผู้อ่านในสัปดาห์นี้

