“คงกระพัน” เปิดภารกิจ ปตท. พาพลังงานไทยมั่นคง-ควบคู่มุ่งสู่ Net Zero

13.08.24 | 10:00 น.

“คงกระพัน” เปิดภารกิจ ปตท.
พาพลังงานไทยมั่นคง-ควบคู่มุ่งสู่ Net Zero

“วิสัยทัศน์ของ ปตท. คือ แข็งแรงร่วมกับสังคมไทย และเติบโตระดับโลกอย่างยั่งยืน หรือ TOGETHER FOR SUSTAINABLE THAILAND, SUSTAINABLE WORLD” คือ บทสนทนาเริ่มต้นจาก ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)

จากสถานการณ์ภายนอกที่ปรับเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว ส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ ทำให้ ปตท. ในยุคซีอีโอคงกระพัน ต้องทบทวนและปรับทิศทางแผนกลยุทธ์ โดยเน้นความ ยั่งยืนอย่างสมดุล ให้เหมาะกับบริบทองค์กร ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และการกำกับดูแลกิจการที่ดี เพื่อให้ ปตท. เป็นบริษัทพลังงานแห่งชาติที่สร้างประโยชน์ให้กับประเทศไทยและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่มอย่างสมดุล และสร้างความเชื่อมั่นผ่านการบริหารองค์กรด้วยความโปร่งใส มีการกำกับดูแลที่ดี มีธรรมาภิบาล

Revisit แผนธุรกิจ 5 ปีชัดเจน

สิงหาคม 2567ซีอีโอคงกระพัน ระบุว่า 6-7 ปีที่ผ่านมา บริษัทพลังงานชั้นนำหลายแห่งของโลกต่างปรับตัว มีการทำเรื่องที่แตกต่างไปจากธุรกิจที่ตนเองถนัด เพื่อรองรับ Energy Transition จากปัญหาโลกร้อน และความต้องการใช้น้ำมันที่คาดว่าจะลดลง แต่ปัจจุบันหลายบริษัทกลับมา Revisit และ Focus กับสิ่งที่เป็น Core Business ของธุรกิจตัวเอง เพราะแนวโน้มของตลาดเปลี่ยนแปลงไปเยอะ

Advertisement

โดยในเดือนสิงหาคม 2567 มีการนำเสนอคณะกรรมการ ปตท. (บอร์ด) เพื่ออนุมัติทิศทางและแผนกลยุทธ์องค์กรใหม่ โดยมีการคัดเลือกและจัดกลุ่มธุรกิจที่จะเน้นให้ความสำคัญ และ/หรือธุรกิจที่ต้องกลับมาประเมินใหม่ถึงศักยภาพและความเหมาะสมในการลงทุนต่อไป ทั้งนี้ ปตท. จะดำเนินการอย่างระมัดระวัง และเชื่อว่าจะเป็นผลดีต่อการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนหลังเห็นแผนการลงทุนที่ชัดเจนในอนาคต ซึ่งจะมีการสื่อสารออกมาในช่วงปลายเดือนสิงหาคมนี้อย่างแน่นอน

“การ Revisit แผนธุรกิจ จะแล้วเสร็จเดือนสิงหาคม ซึ่งจะมีความชัดเจนมากขึ้น โดยเราจะกลับมา Refocus ธุรกิจHydrocarbon ที่เราทำได้ดีและมีความเชี่ยวชาญ แต่ด้วยบริบทที่เปลี่ยนไป เราจะต้องปรับตัวและทำแบบเดิมไม่ได้ นอกจากนี้ธุรกิจ Non-hydrocarbon ก็ต้องมีการ Revisit เช่นกัน โดยจะเน้นไปทำธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของกลุ่ม ปตท.” ดร.คงกระพันระบุ

ซีอีโอคงกระพัน ระบุอีกว่า ปตท. จะกลับมาโฟกัสธุรกิจหลักที่เราทำได้ดี 1. ธุรกิจ Hydrocarbon ซึ่งได้แก่ ธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ธุรกิจก๊าซธรรมชาติ ธุรกิจไฟฟ้า ธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น ธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ ธุรกิจน้ำมันและการค้าปลีก เพราะเป็นกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางด้านพลังงาน โดยจะโฟกัสหาแหล่งที่ดี เพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจที่มีอยู่ และทำควบคู่กับ Decarbonization (กระบวนการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์) ทั้งนี้แบ่งเป็นกลุ่มธุรกิจคร่าวๆ ได้ดังนี้

• ธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม จะต้องเร่งหาแหล่งก๊าซใหม่ๆ ต้นทุนที่สามารถแข่งขันได้

• ธุรกิจก๊าซธรรมชาติ จะต้องลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต แสวงหาการเติบโตใหม่ๆ และทำงานร่วมกับภาครัฐ

• ธุรกิจไฟฟ้า จะต้องมีบทบาทในการ Decarbonization ให้กับกลุ่ม ปตท. พร้อมกับการเสริมสร้างเสถียรภาพ (Reliability) ทางด้านไฟฟ้าให้กับกลุ่ม ปตท. ประกอบกับการหาโอกาสในการเติบโตธุรกิจใหม่ๆ

• ธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น จะต้องปรับตัว เพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต ลดต้นทุน รวมถึงหาพันธมิตรทางธุรกิจใหม่ๆ มาช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับธุรกิจ

• ธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ จะต้องขยายผลสร้างความร่วมมือกันภายในกลุ่ม ปตท.

• ธุรกิจน้ำมันและการค้าปลีก จะต้องเร่งแผนในการเป็น Mobility Partner ให้กับคนไทยในทุกๆ ประเภทพลังงาน มีการลงทุนที่เป็นชิ้นเป็นอัน โดยใช้ Ecosystem ที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์

อย่างไรก็ตาม เรายังมีธุรกิจกลุ่ม Non Hydrocarbon ซึ่งที่ผ่านมา ปตท. ได้ทดลองลงทุนในธุรกิจใหม่ๆ ที่สอดคล้องกับเมกะเทรนด์ของโลก เช่น EV มีการลงทุนตลอด Value Chain รวมถึงมีการลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวกับการผลิตยาและสุขภาพ (Life Science) และอื่นๆ โดยปัจจุบันกำลัง Revisit ด้วย 2 มุมมอง มุมมองแรก ธุรกิจที่ทำเหล่านี้ดีหรือไม่ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมาและในอนาคตจะเป็นอย่างไร (Where to play) อาทิ EV ตลาดยังดีหรือไม่ รถล้นตลาดหรือไม่ การแข่งขันสูงแค่ไหน และมุมมองที่สอง ปตท. ต้องกลับมาดูจุดแข็งตนเอง (Right to play) เหนือกว่าผู้เล่นรายอื่นยังไง โดยเบื้องต้นมองว่าธุรกิจที่น่าไปต่อจะเป็นธุรกิจการอัดประจุ (EV Charging) เนื่องจากเรามี OR Ecosystem ที่ดี และเข้ากับเป้าหมายที่ OR จะเป็น Mobility Partner ของคนไทยได้

ถ้าหากพิจารณาแล้ว 2 มุมมองยังน่าสนใจ แข็งขันได้ มีจุดแข็ง จะทำต่อ แต่ถ้าไม่ทำต่ออาจจะหาพาร์ทเนอร์มาร่วมลงทุน อาจตัดขาย หรือวิธีอื่นๆ เพราะเราต้องให้ความสำคัญกับผู้ลงทุนด้วย ต้องทำธุรกิจที่สร้างกำไรที่เหมาะสม

ใช้ทุกเครื่องมือเดินหน้าช่วยสังคมทุกระดับ

ซีอีโอคงกระพัน ยังกล่าวถึงบทบาทของ ปตท. ต่อการช่วยเหลือสังคมว่า ปตท. จะยังคงดูแลช่วยเหลือทั้งชุมชน สังคม สุขภาพ เศรษฐกิจ เป็น ESG ทั้งด้าน Environmental (สิ่งแวดล้อม) Social (สังคม) และ Governance (ธรรมาภิบาล) อย่างสมดุล และเหมาะสมกับบริบทของธุรกิจ

ทั้งนี้ ปตท. มีแผนจะลงทุนธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับความยั่งยืนผ่านการทำธุรกิจ Carbon Capture and Storage (CCS) หรือ โครงการดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ควบคู่กับลงในธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับไฮโดรเจน สอดรับกับร่างแผน PDP 2024 ที่กำหนดสัดส่วนการใช้ไฮโดรเจน 5% ผสมในเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ สำหรับผลิตไฟฟ้า โดยถือเป็นทางเลือกที่ ปตท. ถนัดและจำเป็นกับประเทศ CCS จะทำให้คาร์บอนที่ถูกผลิตจากธุรกิจก๊าซ น้ำมัน ลดลง อุตสาหกรรมทั้งไฟฟ้า โรงปูน ฯลฯ ต่างปล่อยคาร์บอน จึงต้องหาที่เก็บ โดย ปตท. จะลงทุนในไทยและอาจดูความเป็นไปได้ลงทุนต่างประเทศด้วย แต่เน้นไทยเป็นหลักก่อน ซึ่งจากการศึกษาเบื้องต้นต้องใช้เวลาหลายปี เพราะเกี่ยวข้องประมาณ 4-5 กระทรวง ต้องมีกฎหมายรองรับ เรื่องนี้ยากแต่ ปตท.ต้องทำ เพื่อให้ประเทศไทยมุ่งสู่ Net Zero ได้

ทั้งนี้ ปตท. อยู่ระหว่างการวาง Roadmap เก็บคาร์บอนสำหรับบริษัทในกลุ่ม โดยเดินหน้าเก็บคาร์บอน ทั้ง บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด(มหาชน) บริษัท ไทยออยล์ จำกัด(มหาชน) บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ปตท. นํ้ามันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) ซึ่งการเก็บไม่ใช่แค่ปล่อยแล้วเก็บ อาจเก็บตั้งแต่ยังไม่ปล่อย ต้องมีเทคโนโลยีรองรับ

โครงการนี้ ปตท. จะบริหารภาพรวมทั้งหมด โดยต้องลงทุน ต้องมีโครงสร้างพื้นฐาน มีท่อ มีถังริมทะเล คาร์บอนที่ดักจับต้องอัดลงในหลุมก๊าซที่ไม่ใช้แล้ว หรือหลุมเปล่าที่มีศักยภาพ ซึ่งในส่วนนี้ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. มีความเชี่ยวชาญ

“จะเห็นว่าโครงการกลุ่ม ปตท. จะทำครบวงจร ปลายทางคือ ปตท.สผ. เก็บคาร์บอน และกลางทางคือ ปตท. เตรียมโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อรับคาร์บอนจากต้นทาง คือบริษัทในกลุ่มที่ต้องดักจับมาให้ พร้อมทำงานร่วมกับภาครัฐ เพราะเวลานี้ในประเทศไทยไม่มีใครทำ การทำจะช่วยประเทศ ต้องสเกลใหญ่ เพื่อลดคาร์บอน” ดร.คงกระพันเน้นย้ำ

ซีอีโอคงกระพัน ยังขยายภาพธุรกิจ CCS ว่า เมื่อ ปตท.ทำสำเร็จแล้ว แต่ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมรายอื่นต้องการเก็บคาร์บอน ปตท. จะทำ Carbon Sink (แหล่งกักเก็บคาร์บอนทั้งบนพื้นดินและใต้ทะเล) ให้ผู้ประกอบการเหล่านี้ได้ใช้บริการด้วย อนาคตอาจเป็นธุรกิจใหม่รับกักเก็บคาร์บอนของภาคอุตสาหกรรมไทย แต่ต้องศึกษาอย่างรอบคอบ ต้องสร้างกำไรเหมาะสม ทุกคนอยู่ได้ ธุรกิจนี้ทำแล้วเป็นประโยชน์กับประเทศ เพื่อให้ประเทศไทยแข็งแรง ยั่งยืน

รวมทั้งธุรกิจไฮโดรเจน ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญในการทำให้ไทยมุ่งสู่ Net Zero ตามเทรนด์โลกที่ต้องการพลังงานสะอาด ซึ่งการนำไฮโดรเจนเข้ามาผสมกับก๊าซธรรมชาติสามารถช่วยตอบโจทย์นี้ ประกอบกับประเทศไทยกำลังเดินหน้าร่างแผน PDP 2024 กำหนดให้นำไฮโดรเจนมาใช้ผสมในเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ 5% ด้วย

ขณะเดียวกันในด้านค่าครองชีพประชาชน ปตท. ก็ได้ดูแลผ่านราคาน้ำมัน ราคา NGV ราคา LPG ท่ามกลางราคาพลังงานโลกที่ผันผวน ล่าสุดยังรับนโยบายรัฐบาล ชะลอการเรียกรับเงินส่วนต่างราคาก๊าซที่เกิดขึ้นจริงและราคาก๊าซที่เรียกเก็บ (AF Gas) ประมาณ 15,000 ล้านบาท เพื่อตรึงอัตราค่าไฟฟ้าเฉลี่ยทั่วประเทศที่เรียกเก็บจากประชาชน งวดเดือนกันยายน-ธันวาคม 2567 เป็นระดับ 4.18 บาทต่อหน่วยต่อไป

“ปตท. เป็นบริษัทพลังงานแห่งชาติ มีภารกิจมากมาย เพราะพลังงานเป็นเรื่องสำคัญของประเทศ ไม่ใช่แค่เรื่องราคาแต่เป็นความมั่นคงและยั่งยืน ต้องแข็งแรงร่วมกับสังคมไทย และเติบโตระดับโลก ต้องเดินหน้าทำให้ไทยมุ่งสู่ Net Zero ให้ได้”ดร.คงกระพันทิ้งท้าย