‘พิมพ์ภัทรา’กางโรดแมปลดอ้อยไฟไหม้ ไร้ PM2.5-ยกระดับผลิตยั่งยืน

16.08.24 | 10:17 น.
‘พิมพ์ภัทรา’กางโรดแมปลดอ้อยไฟไหม้ ไร้ PM2.5-ยกระดับผลิตยั่งยืน

สถานการณ์อ้อยและน้ำตาลทราย ฤดูการผลิตปี 2567/2568 นอกจากผลิตอ้อยและน้ำตาลที่เกษตรกรชาวไร่อ้อย โรงงานน้ำตาล และผู้เกี่ยวข้องเฝ้ารอ

อีกสิ่งที่ทุกภาคส่วนจับตาคือ สถานการณ์อ้อยไฟไหม้ ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดฝุ่นพิษ PM2.5 ปกคลุมประเทศไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

ล่าสุด สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) คาดการณ์ฤดูการผลิตปี 2567/68 ไทยจะมีผลผลิตอ้อย 92 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 11.96% เมื่อเทียบกับฤดูการผลิตปีที่ผ่านมาที่มีปริมาณอ้อย 82.17 ล้านตัน

ทำให้บางฝ่ายกังวลสถานการณ์อ้อยไฟไหม้ปีนี้

ประเด็นนี้ พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ให้ข้อมูลว่า ฤดูการผลิตอ้อยปี 2567/2568 ได้เน้นย้ำให้ สอน.มุ่งเน้นนโยบายในการลดฝุ่นพิษ PM2.5 ที่เกิดจากการเผาอ้อย

Advertisement

รวมทั้งให้ตระหนักถึงความยั่งยืนในการดำเนินอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายให้เป็นอุตสาหกรรมที่สร้างรายได้แก่เกษตรกรชาวไร่อ้อยและโรงงานน้ำตาล บนพื้นฐานของการไม่สร้างผลกระทบต่อประชาชน สังคม และสิ่งแวดล้อม

⦁แนวโน้มอ้อยไฟไหม้ลดลง
โดย สอน.จะมีมาตรการส่งเสริมและกำกับดูแลเพื่อลดการเผาอ้อย ปรับเปลี่ยนวิธีบริหารจัดการและพฤติกรรมการเผาอ้อยมาตัดอ้อยสด รวมทั้งรณรงค์ ประชาสัมพันธ์ และกระตุ้นให้เกิดการรับรู้ข้อเสียของการเผาอ้อย ร่วมกันเฝ้าระวังและสกัดการลักลอบเผา

พร้อมทั้งให้การสนับสนุนแก่เกษตรกรชาวไร่อ้อยที่ไม่เผาอ้อยก่อนและหลังการเก็บเกี่ยว และผลักดันให้เกษตรกรชาวไร่อ้อยมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการตัดอ้อยสด

“สอน.คาดว่าสถานการณ์อ้อยไฟไหม้ในฤดูการผลิตปี 2567/2568 จะเห็นการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นจากฤดูการผลิตปี 2566/2567 ที่มีปริมาณอ้อยเข้าหีบรวม 82,167,065.18 ตันอ้อยสด 57,811,117.22 คิดเป็น 70.36% และอ้อยไฟไหม้ 24,355,947.96 ตัน คิดเป็น 29.64%” พิมพ์ภัทราระบุ

⦁5มาตรการลดปัญหาเผาอ้อย
พิมพ์ภัทราระบุด้วยว่า ทั้งนี้ สอน.จะเดินหน้า 5 มาตรการที่สำคัญเพื่อลดปัญหาการเผาอ้อยสรุปได้ดังนี้

1.ร่วมกับ ธ.ก.ส.ส่งเสริมสนับสนุนให้เกษตรกรชาวไร่อ้อยเข้าถึงแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำให้สามารถจัดซื้อเครื่องจักรกลการเกษตรมาใช้ในไร่อ้อย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอ้อยและแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ตั้งแต่ปี 2559-ปัจจุบัน โดยผู้กู้จ่ายดอกเบี้ยในอัตรา 2% ต่อปี รัฐบาลชดเชย 3% ต่อปี และ ธ.ก.ส.รับภาระส่วนที่เหลือ

2.จัดหาเครื่องสางใบอ้อยให้เกษตรกรชาวไร่อ้อยยืมใช้งาน จำนวน 288 เครื่อง ซึ่งจะทำให้การตัดอ้อยสดสามารถทำได้อย่างรวดเร็วและสะดวกขึ้น

3.ร่วมกับกรมศุลกากร กระทรวงการคลัง ในการยกเว้นอากรนำเข้าเครื่องจักรกลการเกษตร (รถตัดอ้อยใหม่ที่มีขนาด 300 แรงม้าขึ้นไป เครื่องกวาดใบอ้อยและเครื่องอัดใบอ้อย)

4.ดำเนินการร่วมกับกระทรวงพลังงานในการรับซื้อพลังงานชีวมวลที่ผลิตจากใบและยอดอ้อย ซึ่งเป็นการเพิ่มมูลค่าให้แก่ใบและยอดอ้อยเพื่อส่งเสริมการตัดอ้อยสด ลดการเผาอ้อยก่อนและหลังการเก็บเกี่ยว

5.ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในการดำเนินการตามมาตรการส่งเสริมการลงทุนเพื่อพัฒนาชุมชนและสังคม กรณีโรงงานน้ำตาลที่ลงทุนซื้อเครื่องจักรกลการเกษตรให้กับกลุ่มเกษตรกรชาวไร่อ้อยเช่น รถตัดอ้อย เครื่องอัดใบอ้อย เพื่อสนับสนุนการลดปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) จากภาคเกษตร สามารถไปยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนเพื่อขอรับสิทธิและประโยชน์การยกเว้นภาษีเงินได้ นิติบุคคลในสัดส่วนไม่เกิน 120% ของเงินลงทุน เป็นระยะเวลา 3 ปี นับจากวันออกบัตรส่งเสริม

⦁ยกระดับผลิตเสริมราคาอ้อย
พิมพ์ภัทราระบุด้วย นอกจากนี้ สอน.จะกระตุ้นชาวไร่อ้อยตัดอ้อยคุณภาพดี เป็นการจูงใจให้เพิ่มรายได้แทนการเลือกเผา ซึ่งจะทำให้อ้อยคุณภาพลดลง

โดยปัจจุบัน สอน.ได้นำตัวเลขปัจจัยต่างๆ มาคิดคำนวณราคาอ้อยในประเทศสำหรับฤดูการผลิตปี 2567/68 หากราคาน้ำตาลตลาดโลกยังคงอยู่ในระดับที่ 21 เซนต์ต่อปอนด์ จะส่งผลให้ราคาอ้อยเฉลี่ยอยู่ที่ 1,200 บาทต่อตันอ้อย ลดลง 15.49% เมื่อเทียบกับฤดูการผลิตปีที่ผ่านมาที่มีราคาอ้อยสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1,420 บาทต่อตันอ้อย

อย่างไรก็ดี องค์ประกอบในการคำนวณราคาอ้อยในประเทศยังคงมีปัจจัยอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งในฤดูการผลิตที่จะถึงนี้ สอน.มีแนวทางเพื่อยกระดับประสิทธิภาพการผลิตทั้งในส่วนของชาวไร่อ้อยและโรงงานน้ำตาล เพิ่มสัดส่วนอ้อยสดคุณภาพดีเข้าหีบโดยการหักเงินเพิ่มสำหรับชาวไร่ที่ส่งอ้อยไม่ได้คุณภาพ เช่น อ้อยไฟไหม้ อ้อยยอดยาว อ้อยที่มีกาบใบ และอ้อยที่มีสิ่งปนเปื้อน สำหรับโรงงานนั้นได้มีประกาศคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทรายกำหนดว่าโรงงานจะต้องมีมาตรฐานด้านประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ได้กำหนดให้การผลิตน้ำตาลทรายมีระดับตั้งแต่ 90 กิโลกรัม (กก.) น้ำตาลต่อตันอ้อยขึ้นไป หากมีประสิทธิภาพการผลิตที่ต่ำกว่า 90 กิโลกรัมน้ำตาลต่อตันอ้อยติดต่อกัน 2 ฤดูการผลิต ให้คณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทรายกำหนดให้แยกโรงงานนั้นเป็นเขตคำนวณราคาอ้อยเพียงโรงงานในฤดูการผลิตถัดไป

เมื่อโรงงานนั้นผลิตน้ำตาลทรายได้ตามเกณฑ์ที่กำหนด ให้โรงงานนั้นกลับมารวมกับเขตคำนวณราคาอ้อยเดิมในฤดูการผลิตถัดไป ซึ่งการที่ชาวไร่มีผลผลิตอ้อยที่ดี โรงงานได้น้ำตาลทรายที่มีคุณภาพจะส่งผลดีต่อภาพรวมของระบบอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายของไทย และยังช่วยผลักดันราคาอ้อยในประเทศให้สูงขึ้นในอนาคต

⦁อัดสินเชื่อดอกต่ำรัฐช่วย3%
พิมพ์ภัทราระบุอีกว่า นอกจากนี้ ชาวไร่อ้อยสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อการผลิตอ้อยได้ โดยอาจเป็นทั้งส่วนเงินทุนของตัวเอง เงินทุนจากการส่งเสริมของโรงงานน้ำตาล และเงินทุนในระบบเงินกู้โดยเฉพาะแหล่งเงินทุนจากธนาคารของรัฐ (ธ.ก.ส.) ทำให้เกษตรกรชาวไร่อ้อยมีเงินทุนเพียงพอสำหรับการจัดหาปัจจัยการผลิตมาบำรุงรักษาอ้อย

ปัจจุบัน สอน.มีโครงการชดเชยดอกเบี้ยให้กับเกษตรกรชาวไร่อ้อย สำหรับบริหารจัดการแหล่งน้ำและซื้อเครื่องจักรกลการเกษตรในไร่อ้อย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอ้อย และแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ปี 2565-2567 จะหมดอายุในเดือนกันยายน 2567

โดย สอน.จะดำเนินการพิจารณาขอขยายโครงการอีกเป็นปี 2568-2570 มีกรอบวงเงินปีละ 2,000 ล้านบาท รวม 3 ปี เป็นเงิน 6,000 ล้านบาท กรณีที่ใช้วงเงินในแต่ละปีไม่หมดสามารถนำไปทบใช้ในปีถัดไปได้ อัตราดอกเบี้ย MRR 6.975% ส่วนที่รัฐชดเชยดอกเบี้ย 3% ยังต้องหารืออีกครั้ง อย่างไรก็ตาม จะพยายามให้ชาวไร่รับภาระ 2% เท่าเดิม หากโครงการได้รับการอนุมัติแล้วจะชงเรื่องเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป

สำหรับโครงการ ปี 2565-2567 มีวงเงินกู้ของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ปีละ 2,000 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ย MRR 6.975% ชาวไร่จ่ายดอกเบี้ย 2% รัฐบาลชดเชย 3% และ ธ.ก.ส.รับภาระส่วนที่เหลือ 1.975% ปัจจุบันปล่อยสินเชื่อไปแล้ว 706 ราย วงเงิน 2,335.53 ล้านบาท

ขณะเดียวกัน สอน.ยังส่งเสริมให้มีการนำใบและยอดอ้อยไปผลิตไฟฟ้าชีวมวลเพื่อสร้างรายได้เพิ่ม ข้อมูลตั้งแต่เดือนตุลาคม 2566-24 พฤษภาคม 2567 พบว่า มีใบอ้อยเข้าระบบผลิตไฟฟ้าถึง 1.09 ล้านตัน ผลิตไฟฟ้าได้ 112.28 เมกะวัตต์ โดยมีการรับซื้อใบอ้อยราคา 800-1,000 บาทต่อตัน มูลค่าขายใบอ้อย 911.66 ล้านบาท สร้างรายได้ให้ชาวไร่อ้อยอีกทางหนึ่ง

“มาตรการทั้งหมดนี้มีเป้าหมายเพื่อลดฝุ่นพิษ PM2.5 ที่เกิดจากการเผาอ้อย และอีกทางยังสร้างรายได้ให้กับชาวไร่ ทำให้อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลของไทยมั่นคงและยั่งยืน” พิมพ์ภัทราทิ้งท้าย