เฉลียงไอเดีย : ตอกย้ำไทยฮับท่องเที่ยว โลจิสติกส์ภูมิภาค ผ่าน‘รถไฟกรุงเทพอภิวัฒน์-เวียงจันทน์ (คำสะหวาด)’

18.08.24 | 10:07 น.

หากพูดถึงประเทศแถบอาเซียนที่ชาวไทยให้ความสนใจและเดินทางไปท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก แน่นอนว่าหลายคนคงนึกถึง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ที่มีเมืองหลวงที่สวยงามอย่างนครเวียงจันทน์

คนไทยเดินทางไปเที่ยวได้ง่าย ภาษาลาวมีความคล้ายกับภาษาไทย อาหารการกินรสชาติก็จัดจ้านเข้มข้นถูกปากคนไทย และไทม์โซนเวลาก็เหมือนกัน

ปัจจุบันการเดินทางจากประเทศไทยเข้าไปเที่ยวในประเทศลาวค่อนข้างสะดวกและมีหลายช่องทาง ทั้งเครื่องบินโดยสาร รถโดยสาร และรถไฟ ซึ่งที่ผ่านมาในเส้นทางรถไฟไทย-ลาว นักท่องเที่ยวสามารถนั่งรถไฟจากหนองคายไปลงที่สถานีท่านาแล้ง (ลาว)

ล่าสุด การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ร่วมกับรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งชาติลาว เปิดประวัติศาสตร์เชื่อมเมืองหลวง 2 ประเทศเข้าด้วยกัน ด้วยการเปิดเส้นทางเดินรถไฟ ยิงตรงจากสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ กรุงเทพฯ ไปยังสถานีเวียงจันทน์ (คำสะหวาด) ตั้งแต่วันที่ 19 กรกฎาคม 2567 เป็นต้นมา

ถือเป็นประวัติศาสตร์ของวงการรถไฟไทยและลาว ที่มีรถไฟจากกรุงเทพมหานครมุ่งหน้าสู่นครหลวงเวียงจันทน์เป็นครั้งแรก!!

Advertisement

⦁ขบวนรถเร็วที่ 133เส้นทางกรุงเทพอภิวัฒน์-เวียงจันทน์
เที่ยวปฐมฤกษ์ ขบวนรถเร็ว 133 เริ่มต้นที่สถานีกรุงเทพอภิวัฒน์-หนองคาย ขยายเส้นทางให้ข้ามไปสุดสายที่สถานีเวียงจันทน์ (คำสะหวาด) และเที่ยวขากลับจากสถานีเวียงจันทน์ (คำสะหวาด) มายังสถานีกรุงเทพอภิวัฒน์ เป็นเลขขบวน 134 ระยะทางรวม 654 กิโลเมตร เปิดให้บริการไป-กลับ จำนวน 2 ขบวน และเปิดให้บริการเส้นทางอุดรธานี-เวียงจันทน์ (คำสะหวาด)-อุดรธานี ไป-กลับ อีก 2 ขบวน รวมเป็น 4 ขบวนต่อวัน

บรรยากาศภายในสถานีกรุงเทพอภิวัฒน์ของวันเดินทางขบวนเที่ยวรอบปฐมฤกษ์เต็มไปด้วยความคึกคัก มีผู้โดยสารทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศร่วมสัมผัสประสบการณ์การเดินทางรอบประวัติศาสตร์ครั้งนี้จำนวนมาก

ข้อมูลจากทางการรถไฟแห่งประเทศไทย (SRT) ระบุว่านับตั้งแต่การเปิดการจำหน่ายตั๋วโดยสาร เที่ยวแรก 19 กรกฎาคม 2567 เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2567 มียอดผู้โดยสารที่สำรองที่นั่งขบวนรถไฟ 133 รวมทั้งหมด 500 ที่นั่งจึงทำให้ต้องมีการเพิ่มตู้รถไฟโดยสารอีก 4 ตู้ จากเดิม 5 ตู้ เป็น 9 ตู้ สำหรับเที่ยวแรก

ขณะที่บรรยากาศภาพรวมด้านในขบวนรถไฟโดยสารค่อนข้างสะอาดและความปลอดภัยสูง มีเจ้าหน้าที่คอยตรวจตั๋วและดูแลความปลอดภัยให้ผู้โดยสารอย่างเคร่งครัด และบริเวณรถไฟชั้น 2 ตู้นอนจะมีการจัดเตรียมปูเตียงและบริการผ้าห่มที่ค่อนข้างสบายและสะอาดรอต้อนรับผู้โดยสาร ถือว่าทางการรถไฟแห่งประเทศไทย (SRT) ให้ความสำคัญกับการพัฒนาขบวนรถไฟให้มีความสะดวกสบาย สะอาด และปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

โดยขบวนรถเร็ว 133 กรุงเทพอภิวัฒน์-เวียงจันทน์ (คำสะหวาด) ได้เริ่มออกเดินทางจากสถานีกรุงเทพอภิวัฒน์ เวลา 21.25 น. และไปจอดพักที่สถานีรถไฟหนองคายเพื่อเข้าพิธีการผ่านแดน โดยขบวนรถไฟถึงสถานีรถไฟหนองคายเวลาประมาณ 07.55 น. ผู้โดยสารทุกคนจะต้องลงจากรถไฟ สำหรับผู้โดยสารที่ต้องการจะนั่งรถไฟต่อไปยังประเทศ สปป.ลาว จะต้องทำพิธีการผ่านแดน ตรวจหนังสือเดินทางจากด่านตรวจค้นเข้าเมืองจังหวัดหนองคาย ประเทศไทย ซึ่งหนังสือเดินทาง (passport) จะต้องมีอายุเหลือไม่น้อยกว่า 6 เดือน หากผู้โดยสารคนไหนจองตั๋วโดยสารมาสิ้นสุดถึงแค่สถานีหนองคายก็สามารถเดินออกจากสถานีได้เลย

ระหว่างตรวจหนังสือเดินทางพนักงานจะเปลี่ยนหัวรถจักรนำท้ายขบวนออก หลังจากเสร็จสิ้นพิธีการผ่านแดน พร้อมแสตมป์ตราขาออกจากราชอาณาจักรไทยและสแกนนิ้วเสร็จเรียบร้อยแล้วนั้น ผู้โดยสารก็เดินกลับขึ้นไปบนรถไฟ ซึ่งจะจอดรออยู่ปลายสุดของด่านผ่านแดน ขบวนรถไฟจะออกจากสถานีหนองคายเวลา 08.35 น. ข้ามสะพานมิตรภาพไทย-ลาว ผ่านสถานีท่านาแล้งไปยังสถานีเวียงจันทน์ (คำสะหวาด) ระยะทางประมาณ 10 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ 30 นาที

 

ขบวนรถไฟถึงสถานีเวียงจันทน์ (คำสะหวาด) ในเวลา 09.05 น.ตามเวลาท้องถิ่นเหมือนประเทศไทย มีคณะผู้แทนฝั่งไทยนำโดย สุรพงษ์ ปิยะโชติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม และคณะผู้แทนจากฝั่ง สปป.ลาว นำโดย Saysongkham Manodham รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงโยธาธิการและขนส่ง สปป.ลาว พร้อมด้วย Saleumsak Sayamoungkhoun สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี สปป.ลาว ให้การต้อนรับผู้โดยสารเที่ยวรอบปฐมฤกษ์

เมื่อเดินทางมาถึงสถานีเวียงจันทน์ (คำสะหวาด) ผู้โดยสารลงจากขบวนรถไฟจะถูกทางบังคับให้เดินเข้าด่านตรวจคนเข้าเมือง มีทั้งหมด 3 ตู้ (ตู้ละ 2 ช่อง) ประกอบด้วย
ตู้ที่ 1 (ซ้ายสุด) สำหรับผู้ถือหนังสือเดินทางทูต และหนังสือเดินทางราชการ
ตู้ที่ 2 (ตรงกลาง) สำหรับผู้ถือหนังสือเดินทางทั่วไป และบัตรผ่านแดน
ตู้ที่ 3 สำหรับผู้ถือหนังสือเดินทางประเทศอาเซียน (ASEAN Passport)

ส่วนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ไม่ได้รับฟรีวีซ่าจาก สปป.ลาว จะมีจุดทำ Visa on Arrival (VOA) อยู่ด้านขวามือสุดของตู้สำหรับผู้หนังสือเดินทางประเทศอาเซียน เมื่อออกจากอาคารสถานีเวียงจันทน์ (คำสะหวาด) แล้วจะพบเคาน์เตอร์จำหน่ายตั๋วรถโดยสารด้านขวามือ มีรถโดยสารที่เข้าตัวเมืองเวียงจันทน์ จะมีออกแค่ 4 รอบ ช่วงเช้า 09.30 น. กับ 09.40 น. (รับผู้โดยสารขบวน 133 กับส่งผู้โดยสารขบวน 148) และช่วงเย็น 18.30 น. กับ 18.45 น. (รับผู้โดยสารขบวน 147กับส่งผู้โดยสาร 134) ค่าโดยสารผู้ใหญ่ ราคา 20,000 กีบ และเด็ก ราคา 10,000 กีบ

นอกจากนี้ยังมีรถแท็กซี่และรถตู้ที่เดินทางไปยังที่ต่างๆ ในนครหลวงเวียงจันทน์และเมืองใกล้เคียง รวมถึงสถานีรถไฟนครหลวงเวียงจันทน์ (ลาว-จีน) ที่ห่างจากสถานีเวียงจันทน์ (คำสะหวาด) ประมาณ 16 กิโลเมตร โดยสถานีเวียงจันทน์ (คำสะหวาด) ยังมีช่องสำหรับจองตั๋วรถไฟลาว-จีน (LCR) มีเคาน์เตอร์ขายโดยเฉพาะบริเวณด้านซ้ายมือสุดของช่องจำหน่ายตั๋วรถไฟไทย-ลาว

อัตราค่าโดยสาร ขบวนรถเร็วที่ 133 เส้นทางกรุงเทพอภิวัฒน์-เวียงจันทน์ (คำสะหวาด) และขบวนรถเร็วที่ 134 เวียงจันทน์ (คำสะหวาด)-กรุงเทพภิวัฒน์ ค่าตั๋วรถไฟนั่งชั้นสามพัดลม จะอยู่ที่ราคา 281 บาท (152 ที่นั่ง),รถนั่งชั้นสองปรับอากาศราคา 574 บาท (64 ที่นั่ง), รถนั่งและนอนชั้นสองปรับอากาศ (30 ที่นั่ง) เตียงบนราคา 784 บาท และเตียงล่างราคา 874 บาท
ส่วนขบวนรถเร็วที่ 148 เวียงจันทน์ (คำสะหวาด)-หนองคาย-อุดรธานี และขบวนรถเร็วที่ 147 อุดรธานี-หนองคาย-เวียงจันทน์ (คำสะหวาด) คิดอัตราพิเศษ แบ่งเป็นระยะ ดังนี้
– อุดรธานี-เวียงจันทน์ :รถพัดลม 100 บาท/รถแอร์ 200 บาท
– อุดรธานี-หนองคาย : รถพัดลม 30 บาท/รถแอร์ 80 บาท
– หนองคาย-เวียงจันทน์ : รถพัดลม 70 บาท/รถแอร์ 120 บาท

⦁ประตูสู่ สปป.ลาว จากท่านาแล้งสู่เวียงจันทน์ (คำสะหวาด)
หากย้อนไปเมื่อ 15 ปีที่แล้ว เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2552 ถือเป็นวันประวัติศาสตร์ของการรถไฟทั้งไทยและลาวเช่นกัน เมื่อรถไฟขบวนแรกข้ามจากสถานีหนองคายฝั่งประเทศไทย ผ่านสะพานมิตรภาพไทย-ลาว ไปสุดสายที่สถานีท่านาแล้ง สถานีรถไฟเพียงหนึ่งเดียวใน สปป.ลาว ขณะนั้น

เป็นการเดินทางรถไฟสายสั้น ระยะทางเพียง 3.5 กิโลเมตร ใช้เวลาการเดินทางเพียง 15 นาทีข้ามพรมแดนผ่านแม่น้ำโขง ซึ่งมีรถไฟเที่ยวระหว่างสถานีหนองคายกับสถานีท่านาแล้งวิ่งไปกลับวันละ 4 เที่ยวต่อวัน โดยจะมีตู้สินค้าพ่วงเข้ามาเพื่อรองรับการขนส่งสินค้าจากจีนสู่ไทยที่มากับเส้นทางรถไฟจากเมืองคุนหมิง สาธารณรัฐประชาชนจีน ในโครงการรถไฟลาว-จีน ผ่าน สปป.ลาว และเชื่อมต่อมายังประเทศไทย ก่อนกระจายสินค้าไปที่ท่าเรือมุ่งหน้าสู่ประเทศอื่นๆ

15 ปีผ่านไป หลังจากที่รถไฟจากหนองคายข้ามมาถึงท่านาแล้ง ทางการถไฟลาวได้สร้างทางรถไฟเพิ่มต่อไปอีก 7 กิโลเมตร ให้เข้าใกล้ตัวเมืองหลวงนครเวียงจันทน์มากขึ้น ซึ่งสถานีแห่งใหม่ที่เป็นสถานีหลักของเมืองหลวงแห่งนี้ตั้งอยู่ที่บ้านคำสะหวาด เมืองไซเสดถา นครหลวงเวียงจันทน์ และมีชื่อสถานีอย่างเป็นทางการว่า “สถานีเวียงจันทน์ (คำสะหวาด)” ห่างจากสถานีท่านาแล้งประมาณ 7.5 กิโลเมตร และห่างจากสถานีนครหลวงเวียงจันทน์ประมาณ 16 กิโลเมตร

สถานีนี้มีขนาด 2 ชั้น พร้อมชานชาลา 2 แห่ง ชั้นแรกมีพื้นที่6,300 ตารางเมตร และชั้นที่สองมีพื้นที่ 3,600 ตารางเมตร ได้รับการสนับสนุนเงินกู้จากสำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (องค์การมหาชน) ภายใต้โครงการก่อสร้างทางรถไฟไทย-ลาว ระยะที่ 2 (สายท่านาแล้ง-เวียงจันทน์) วงเงิน 994 ล้านบาท ประกอบด้วยงานก่อสร้างระบบรางรถไฟหลักระยะทาง 7.50 กม. งานระบบอาณัติสัญญาณ งานก่อสร้างสถานีเวียงจันทน์ บ้านพักเจ้าหน้าที่ ทางเข้าสถานีเวียงจันทน์ และงานจุดตัดทางรถไฟ

โดยได้มีพิธีเปิดใช้สถานีรถไฟเวียงจันทน์ (คำสะหวาด) อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2566 ตั้งอยู่ตรงกึ่งกลางระหว่างในตัวเมืองเวียงจันทน์ กับสถานีนครหลวงเวียงจันทน์ของรถไฟลาว-จีน ซึ่งจะเป็นการเดินทางที่สะดวกสบายและเข้าถึงตัวเมืองได้ง่ายยิ่งขึ้น

ปัจจุบันพื้นที่บริเวณสถานีรถไฟท่านาแล้งเปลี่ยนหน้าที่จากสถานีรถไฟปลายทางที่รับส่งผู้โดยสาร กลายเป็นพื้นที่สำหรับการขนส่งสินค้า และตู้คอนเทนเนอร์มากมาย มาเป็นศูนย์กลางเก็บไว้ที่นี่ โดยสินค้าจะถูกส่งมาจากหลากหลายเมืองที่ในประเทศลาว รวมถึงที่มากับรถไฟสายลาว-จีน มากองพักเอาไว้เพื่อย้ายขึ้นรถไฟไทย แล้วเดินทางต่อไปจนถึงแหลมฉบังและมาเลเซีย

⦁ทดสอบก่อนเดินรถพร้อมขับเคลื่อนการท่องเที่ยว
ทั้งนี้ เพื่อความสร้างมั่นใจในด้านความปลอดภัยและการให้บริการอย่างมีประสิทธิภาพ สุรพงษ์ ระบุว่า ก่อนที่จะมีการเปิดให้บริการเดินรถเต็มรูปแบบ ได้จัดฝึกอบรมแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งชาติลาวในด้านปฏิบัติการเดินรถ ทั้งด้านพนักงานขับรถ พนักงานสถานี พนักงานกั้นถนน พนักงานคุมประแจ พนักงานย่านสับเปลี่ยน และพนักงานจำหน่ายตั๋วโดยสาร รวมถึงการตรวจสภาพทางและใช้รถอัดหินปรับปรุงสภาพทาง ตลอดจนการตรวจสอบระบบอาณัติสัญญาณ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเปิดเดินขบวนรถ

นอกจากนี้ ยังได้ร่วมกันทดสอบการเดินขบวนรถไฟระหว่างสถานีอุดรธานี-สถานีหนองคาย-สถานีท่านาแล้ง-สถานีเวียงจันทน์ (คำสะหวาด) แล้วเสร็จไปเมื่อวันที่ 13-14กรกฎาคม 2567 โดยผลการทดสอบเป็นไปด้วยความเรียบร้อยดี และในอนาคตกระทรวงคมนาคมจะมีแผนปรับปรุงจุดตรวจคนเข้าเมืองเชื่อมระหว่างไทย-ลาว ให้มีความสะดวกสบายยิ่งขึ้น โดยไม่ต้องมีการผ่านพิธีหลายขั้นตอน ทั้งนี้ จะนำทุกความเห็นของนักท่องเที่ยวไปปรับปรุงให้ดีขึ้นต่อไป

สุรพงษ์ ระบุด้วยว่า การเดินขบวนรถระหว่างประเทศไทย-สปป.ลาว เที่ยวปฐมฤกษ์ เส้นทางกรุงเทพอภิวัฒน์-เวียงจันทน์ (คำสะหวาด) ถือเป็นหนึ่งในความสำเร็จที่การรถไฟแห่งประเทศไทยได้ดำเนินการยกระดับคุณภาพการให้บริการที่ดีแก่พี่น้องประชาชน ตามนโยบายที่มอบให้การรถไฟแห่งประเทศไทย บูรณาการความร่วมมือกับรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งชาติลาว เพื่อขยายการให้บริการขบวนรถโดยสารระหว่างประเทศสามารถเชื่อมโยงการเดินทางระหว่างไทย-สปป.ลาว ของประชาชนและนักท่องเที่ยวทั้งสองประเทศได้อย่างไร้รอยต่อ

สอดรับกับนโยบาย IGNITE THAILAND ของรัฐบาลที่ต้องการขับเคลื่อนให้ประเทศไทยสู่เป้าหมายการเป็น Tourism Hub ที่สำคัญของโลก ในการดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศ จำนวนไม่น้อยกว่า 35 ล้านคน และสร้างรายได้สู่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไม่น้อยกว่า 3 ล้านบาท

“นักท่องเที่ยวจาก สปป.ลาว เป็น 1 ใน 5 ของกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีอัตราการเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศสูงสุด คาดว่าตลอดปี 2567 จะมีนักท่องเที่ยวจาก สปป.ลาวเดินทางท่องเที่ยวในประเทศไทยไม่น้อยกว่า 977,000 คน สามารถสร้างร้ายได้ไม่ต่ำกว่า 36,960 ล้านบาท ช่วยให้เกิดการหมุนเวียนเศรษฐกิจจากการเดินทางท่องเที่ยว” สุรพงษ์ระบุ

⦁เชื่อมโยงคมนาคมไทย-ลาว
จุดมุ่งหมายของการสานต่อโครงการรถไฟเส้นทางกรุงเทพอภิวัฒน์-เวียงจันทน์ สุรพงษ์ ระบุว่า กระทรวงคมนาคมและ รฟท.มีความมุ่งหวังว่า การเปิดเดินขบวนรถระหว่างประเทศไทย-สปป.ลาว จะเป็นการขยายความร่วมมือครั้งสำคัญของทั้งสองประเทศ เชื่อมโยงโครงข่ายคมนาคมทางรางไว้ด้วยกัน ก่อให้เกิดการเจริญเติบโตสู่ภูมิภาค

“ขบวนรถสามารถรับส่งผู้โดยสารที่เดินทางโดยเครื่องบินมาลงยังสนามบินอุดรธานี เพื่อเดินทางต่อโดยรถไฟเข้าไปนครหลวงเวียงจันทน์ได้โดยไม่ต้องต่อรถโดยสารอื่นเหมือนที่ผ่านมา ขับเคลื่อนให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยว และโลจิสติกส์ของภูมิภาคต่อไป” สุรพงษ์ทิ้งท้าย