นักเศรษฐศาสตร์ ชี้เศรษฐกิจไทยโตต่ำ แนะ ‘อุ๊งอิ๊ง’ เร่งกระตุ้น ปฏิรูปโครงสร้าง ดึงมือดีช่วย
เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม นายพิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) เปิดเผยว่า สภาพัฒน์แถลงตัวเลขประมาณการเศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 ของปี 2567 ขยายตัว 2.3% และครึ่งแรกของปี 2567 เติบโต 1.9% ถือว่าอยู่ในประมาณการที่คาดการณ์ไว้ สะท้อนให้เห็นว่ามีทั้งเรื่องที่ดีและไม่ดี อย่างไรก็ตามคาดหวังว่าตัวเลขจีดีพีน่าจะโตมากกว่านี้ หลังจากที่ภาครัฐเริ่มมีการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2567 แต่กลับพบว่าแนวโน้มการบริโภคภายในประเทศเริ่มโตช้าลง ดูไส้ในยังมีสิ่งที่น่าเป็นห่วงคือการซื้อรถยนต์ ซื้อบ้าน หรือของชิ้นใหญ่ๆ ที่ธนาคารไม่ปล่อยกู้ ขณะที่ภาคการก่อสร้างก็ปรับตัวลดลงจากตลาดอสังหาริมทรัพย์มีการก่อสร้างใหม่น้อยลง ตามภาวะตลาดและกำลังซื้อที่ลดลง รวมถึงปัญหาเรื่องรีเจ็กต์เรตยังคงอยู่ในระดับสูง
“ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในครึ่งแรกของปี 2567 ลงทุนภาครัฐยังไม่เป็นบวก การบริโภคล่าช้า ภาคการท่องเที่ยวและบริการยังบวกต่อเนื่อง ภาคการผลิตเริ่มกลับมาเป็นบวก แต่ยังคงมีปัจจัยที่ต้องเฝ้าระวังในครึ่งปีหลัง ดังนั้นคาดว่าโดยภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปีนี้ยังแผ่ว ยังไม่รู้ว่ารัฐบาลใหม่จะมีมาตรการกระตุ้นอะไรออกมา ถ้าหากไม่มีโครงการเงินดิจิทัลวอลเล็ตที่เคยตั้งเป้าจะเริ่มใช้ปลายปีนี้แล้ว ต้องเปลี่ยนกระตุ้นโดยวิธีการอื่นแทน เช่น โครงการคนละครึ่งหรือเที่ยวด้วยกัน อย่างไรก็ตามผมมองว่าเศรษฐกิจไทยโตประมาณ 2.6% ไม่ถึง 3% และหากรัฐบาลไม่มีการรีฟอร์มอะไรเลย จะโตช้าลงเรื่อยๆ จากศักยภาพของเศรษฐกิจไทยที่ถดถอย แต่ยังคงไม่ถึงกับภาวะเงินฝืด” นายพิพัฒน์กล่าว
นายพิพัฒน์กล่าวว่า โดยในครึ่งปีหลังนี้ รัฐบาลชุดใหม่ ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องมีมาตรการกระตุ้นระยะสั้นออกมาเพื่อพยุงภาวะเศรษฐกิจในช่วงสั้นๆ ส่วนระยะกลางแลระยะยาวนั้น ต้องมีการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจด้วย ซึ่งการแต่งตั้งรัฐมนตรีที่มาคุมกระทรวงเศรษฐกิจ เช่น กระทรวงการคลัง ควรจะเป็นผู้มีประสบการณ์และเข้าใจในปัญหาเศรษฐกิจเชิงโครงสร้างอย่างแท้จริง ซึ่งเรื่องเศรษฐกิจเป็นโจทย์ใหญ่ของรัฐบาลที่ต้องเร่งแก้ไข รวมถึงต้องเพิ่มรายได้ในภาคการท่องเที่ยวให้มากขึ้น นอกเหนือจากเชิงปริมาณนักท่องเที่ยวแล้ว เช่น จับนักท่องเที่ยวจากประเทศที่มีกำลังซื้อสูงมากขึ้น รวมถึงจัดกลยุทธ์โปรโมตการท่องเที่ยวเมืองไทยเพิ่ม ด้านการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำนั้น ก็ต้องหาจุดที่บาลานซ์ทั้งนายจ้างและลูกจ้างอยู่ได้

