‘ชาวนา-นักวิชาการ’ชงสูตรแก้ปม พัฒนาเกษตรกรรมสู่ความยั่งยืน

21.08.24 | 13:10 น.

‘ชาวนา-นักวิชาการ’ชงสูตรแก้ปม
พัฒนาเกษตรกรรมสู่ความยั่งยืน

เศรษฐกิจประเทศไทย ยังต้องพึ่งพาภาคเกษตร แม้ GDP ภาคเกษตร มีสัดส่วนเพียง 9% ของ GDP ประเทศไทย ซึ่งมีแรงงานเกือบครึ่งอยู่ในภาคเกษตรกรรม มูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรกรรมของไทยเพิ่มต่อเนื่อง โดยปี 2566 การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร มีสัดส่วน 17.3% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของไทย สินค้าเกษตรส่งออกของไทยส่วนใหญ่เป็นสินค้าโภคภัณฑ์ หรือมีการแปรรูปขั้นต้นเท่านั้น

จากตัวเลขล่าสุดของ Krungthai COMPASS ระบุว่า มูลค่าส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรในไตรมาส 2/2567 อยู่ที่ 14,639 ล้านเหรียญสหรัฐ (หรือประมาณ 5.3 แสนล้านบาท) ขยายตัวต่อเนื่องที่ 5.8% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน หลังจากไตรมาสก่อนที่ขยายตัว 0.3% โดยสินค้าที่ขยายตัวสูง อันดับแรก คือ ข้าว ไก่ ยางพารา อาหารสัตว์เลี้ยง สิ่งปรุงรสอาหาร และอาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป ส่วนสินค้าที่หดตัว ได้แก่ มันสำปะหลัง ผลไม้สดแช่เย็นแช่แข็งและแห้ง และน้ำตาลทราย

สำหรับสินค้าที่ขยายตัวดี ได้แก่ ข้าว เติบโตถึง 53% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน เนื่องจากได้รับอานิสงส์จากความกังวลด้านความมั่นคงทางอาหาร และนโยบายจำกัดการส่งออกข้าวของอินเดีย ส่วนยางพารา เติบโต 37.3% ปรับตัวขึ้นจากราคาส่งออกที่เพิ่มขึ้นมาก ขณะที่อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป เติบโต 4.1% ได้รับผลบวกจากความต้องการนำเข้าในตลาดตะวันออกกลางเพิ่มขึ้น จากความกังวลต่อภาวะสงคราม

โดย Krungthai COMPASS ให้มุมมองว่า ปี 2567 การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรไทยจะยังขยายตัวได้ แต่มีปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ได้แก่ สงครามการค้าระหว่างสหรัฐ และจีนรอบใหม่ อาจกระทบต่อการส่งออกสินค้าเกษตรไทยที่เป็นห่วงโซ่อุปทานของจีน รวมถึงความท้าทายจากการแข่งขันในตลาดจีนที่มีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้น นอกจากนี้ ยังมีแรงกดดันจากการเพิ่มขึ้นของต้นทุนค่าขนส่ง ค่าจ้างแรงงาน และมาตรการสิ่งแวดล้อมของประเทศคู่ค้า ซึ่งอาจกดดันอัตรากำไรของผู้ประกอบการ

Advertisement

ดังนั้น เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ที่มีการปรับเปลี่ยนผู้นำรัฐบาลและปรับรัฐมนตรีที่ต้องเข้าบริหารจัดการภาคเกษตร ในแวดวงภาคเกษตรจึงมีความคาดหวัง กับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น ไปพร้อมกับการปลดล็อกปัญหาเดิมๆ เพื่อให้เป็นเกษตรยั่งยืน อย่างที่ทุกฝ่ายมุ่งหวัง

ปราโมทย์ เจริญศิลป์ นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย กล่าวถึงความคาดหวังภายใต้รัฐบาล “แพทองธาร ชินวัตร” ไว้ว่า 3 เรื่องที่ชาวนาฝากถึงทุกรัฐบาล ได้แก่ 1.เตรียมความพร้อมเรื่องแหล่งน้ำ เพราะการเพาะปลูกข้าว หรือพืชเกษตรทุกชนิด ต้องพึ่งพา ทุกปีจะเจอปัญหาขาดแคลน หรือไม่ ก็เกิดพอดี ดังนั้น ควรใช้งบประมาณกับการขุดบ่อ คลอง และตรวจสอบจุดไหลของกระแสน้ำ เรื่องนี้ถือว่ามีความสำคัฐที่สุด 2.การพัฒนาเมล็ดพันธุ์ข้าวที่สอดคล้องกับความต้องการของโลก ช่วยเพิ่มผลผลิตและมีความหลากหลายโดดเด่นกว่าประเทศคู่แข่งด้านส่งออกของไทย ตอนนี้เรามีน้อยกว่า และผลผลิตต่อไร่ก็น้อยมาก หากเทียบกับประเทศปลูกเพื่อส่งออก ซึ่งจะมีผลต่อข้อ 3.คืนต้นทุนไทยสูงกว่าคู่แข่ง รัฐบาลก็ต้องเข้ามาดูแลเรื่องต้นทุนการเพาะปลูก

“เราคงไม่อาจระบุได้ว่า ต้องการประกันราคาต่อ หรือ กลับมารับจำนำ หรือเงินอุดหนุนลดต้นทุน เพราะเป็นการแก้เฉพาะหน้า เราต้องการ 3 เรื่อง เพื่อให้เกิดความยั่งยืน ปี 2567 นี้ราคาข้าวดี ชาวนาอยู่ได้ เพราะประเทศส่งออกอย่างอินเดียยังคงมาตรการห้ามส่งออกข้าว และจีนยังส่งออกไม่ได้มาก ตอนนี้ข้าวเปลือกนาปีภาคกลาง อย่างข้าวเปลือกหอมปทุม (ข้าวตัดสด) ราคาได้ถึง 15,500 บาทต่อตัน ข้าวเปลือกเจ้า (ตัดสด) ราคาตันละ 11,800 บาท ซึ่งหากรัฐบาลชุดใหม่ จะมีมาตรการหรือแนวทางดูแลอย่างไร ก็อยากให้มีประกาศออกมาก่อนผลผลิตออกสู่ตลาด ซึ่งตอนนี้กำลังเข้าฤดูการปลูกนาปี” ปราโมทย์กล่าว

ทางวิชาการอย่าง อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศ และภาคเกษตร ให้มุมมองต่อนโยบายภาคเกษตรภายใต้รัฐบาลชุดปัจจุบัน ว่า ปัญหาภาคเกษตรไทย รวบรวมได้ 8 เรื่องหลัก ได้แก่

1.ชาวสวนชาวไร่ของไทย แบกรับต้นทุนสูง ทั้งจากราคาปุ๋ย สินค้าปราบศัตรูพืช ค่าน้ำมัน ค่าไฟฟ้า และอื่นๆ ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน

2.ปัญหาการบริหารจัดการเรื่องน้ำ ภาคเกษตรปีใดขาดแคลนน้ำอย่างปี 2567 นี้ ส่งผลต่อผลผลิตเสียหาย อย่าง ทุเรียนปีนี้ราคาดี เพราะผลผลิตทุเรียนหายไปจากตลาดถึง 40% สวนผลไม้ไม่น้อยยืนตายครึ่งสวน ซึ่งหากปีต่อไปน้ำน้อย หรือน้ำมากเกินไป ก็เป็นปัญหาอีก แหล่งน้ำถือเป็นหัวใจของเกษตรกร

3.ศักยภาพการปรับตัวของเกษตรกรไทย ยังไม่ทันการแข่งขันจากทุนนอก อย่างจีน หรือประเทศที่ส่งออกแข่งกับไทย ที่รัฐบาลได้มีการวางแผนพัฒนาและส่งเสริม แต่เกษตรกรไทยยังต้องดูแลตัวเอง ซึ่งหลายคนก็ยังจับทิศทางไม่ได้ ไม่เหมือนเวียดนาม ที่รัฐบาลหนุนต่อการปรับตัวและมีการกำหนดทิศทางให้รู้ว่าเกษตรกรควรไปทางใด

4.เกษตรกรยังขาดแรงจูงใจหรือไม่รู้ว่าต้องปรับตัวเพื่ออะไร ไม่รู้ว่าเทรนด์โลกจะเป็นอย่างไร เช่น โลกเปลี่ยนไปเรื่องลดโลกร้อน ลดคาร์บอน ที่ต่อไปจะถูกกดดันจากผู้บริโภคและประเทศนำเข้า

5.เกษตรกรรมไทย ยังขาดเรื่องการสร้างมูลค่าเพิ่ม ซึ่งต้องมีเรื่องเงินที่จะพัฒนาวิจัย และ รายได้ที่เป็นแรงจูงใจ

6.เกษตรกรไทย ยังขาดประสบการณ์หรือความเชี่ยวชาญในการทำตลาดได้เอง ยังต้องพึ่งพาพ่อค้าคนกลาง ไม่ว่าจะผู้ประกอบการในไทย หรือ ทุนจากต่างประเทศ ทำให้เกิดการถูกกดราคา หรือเอาเปรียบเชิงการค้าได้ตลอด ขาดแรงกระตุ้นเพื่ออนาคตที่ดีในที่สุด

7.เงินทุนต่างชาติ ที่มีสายป่านดีกว่า เข้ามาตีตลาด โดยเฉพาะจีน จะพบผัก ผลไม้ จากจีนเข้ามาตีตลาดในไทย ขณะที่ผัก ผลไม้ไทย ต้นทุนและราคาสูงกว่า ในภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อไม่ได้ ทำให้สินค้าราคาถูก กลายเป็นแรงจูงใจซื้อแทนสินค้าผลิตในไทย ซึ่งตอนนี้รัฐบาลเองก็ยังไม่ได้มีมาตรการอะไรที่จะสกัดการไหลเข้าของเงินทุนจีน หรือสินค้านำเข้าราคาถูกมาตีมาดั๊มราคาขายในไทย อีกเรื่องที่จะกลายเป็นปัญหากดเกษตรกรไทยเลิกอาชีพ

8.ส่งออกของไทยถดถอยลงเรื่อยๆ ปี 2567 อาจดี เพราะเจอปัญหาหลายประเทศเจอภัยธรรมชาติ แล้งบ้าง ฝนแยะบ้าง ทำให้สินค้าไทยส่งออกได้ แต่ปริมาณอาจลดลงได้มากในภาวะปกติ ซึ่งปี 2568 ยังต้องติดตามเรื่องปัญหาแล้งน่าจะถดถอยลง

“เมื่อเรารู้ว่าปัญหามีอะไร รัฐบาลก็ควรปลดล็อกไปที่ละเรื่อง ทั้งลดต้นทุนโดยเปรียบเทียบกับต่างประเทศที่เป็นคู่แข่งสำคัญเขาเป็นอย่างไร ก็ต้องทำให้ใกล้เคียง ไม่ใช่แจกเงินอุดหนุนระยะสั้น โดยเฉพาะเรื่องน้ำ ควรถึงเวลาที่จะโยกเงินกับการลงทุนในโครงการระยะยาว และไม่เกี่ยวกับภาคเกษตร มาเสริมภาคเกษตรบ้าง ทั้งงบจากโครงการขนาดใหญ่ การแจกเงินในบ้างโครงการ น่าจะมาช่วยเพิ่มรายได้แทนการจะแจกๆ อีกเรื่องที่เราต้องเร่งคือศูนย์กระจายสินค้าเกษตรระดับประเทศ ที่มีครบทุกภาค เหมือนเวียดนามเร่งตั้งศูนย์กระจายไปทั่วประเทศ เพราะช่วยเรื่องต้นทุนขนส่งและโลจิสติกส์ได้มาก ที่ผ่านมาเราจะส่งเสริมโน่นนี่ แต่ที่ขาดคือ เกษตรกรเขากังวลว่าสิ่งที่ปรับนั้น จะขายใคร และไม่รู้ว่าเกษตรยั่งยืน เริ่มที่ใด อย่างลดการปล่อยก๊าศเรือนกระจก จะให้เขาเพาะปลูกก็ควรมาตรการจูงใจ เช่น ภาษี หรือ เงินอุดหนุนการเข้ากระบวนการ พิสูจน์ทางวิชาการให้เขาได้เห็นว่าเมื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การเข้าสู่คาบอนด์ต่ำ นั้นจะได้ทั้งการประหยัด และเพิ่มกำไรในอนาคต 10-20%”

อัทธ์กล่าวเริ่มว่า ตนพร้อมหน่วยงานรัฐและเอกชน กำลังเริ่มโครงการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำ เจาะตลาดนิชมาร์เก็ต ซึ่งหลายประเทศกำลังต้องการและใส่ใจมากขึ้น โดยเตรียมพื้นที่ 100 ไร่ในจังหวัดกำแพงเพชร เป็นแปลงปลูกข้าว ที่มีกระบวนการปลูกและเก็บเกี่ยว จนถึงแปรรูปที่ลดการปล่อยคาร์บอน ทั้งการลดปริมาณกักน้ำในนา โดยจะเป็นบิซิเนสโมเดล การปฎิบัติการเชิงพาณิชย์ คาดผลผลิตจะออกสู่ตลาดต้นปี 2568

“เราจะทำเป็นต้นแบบ ว่าลดคาร์บอน 500 ค่าคาร์บอน กับข้าว 5 กิโลกรัมนั้น จะทำอย่างไร และมีตลาดรับซื้อแน่นอน จากสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น” อัทธ์ กล่าวถึงอีกทางเลือกให้เกิดเกษตรไทยยั่งยืน