Direct PPA อีกกลไกดันไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำ

23.08.24 | 10:17 น.
Direct PPA อีกกลไกดันไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำ

ความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศจากภาวะโลกร้อน ทำให้เกิดกระแสการหันหลังให้กับเชื้อเพลิงฟอสซิล และมุ่งสู่การใช้แหล่งเชื้อเพลิงคาร์บอนต่ำ

เมื่อทั่วโลกกำลังมุ่งสู่เป้าหมายเดียวกัน ไทยจึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะมุ่งหน้าสู่การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ เช่น การใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน การเตรียมพร้อมในการเรียนรู้การศึกษาในการนำเทคโนโลยีพลังงานสะอาดมาใช้ในประเทศไทย รวมทั้งการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ของประเทศตามนโยบาย 30@30 เป็นต้น

เมื่อเร็วๆ นี้ รัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดอีกหนึ่งรูปแบบ คือ “Direct PPA (Direct Power Purchase Agreement)” หรือการซื้อขายไฟฟ้าในรูปแบบการทำสัญญาซื้อขายพลังงานไฟฟ้าได้โดยตรง

Direct PPA คืออะไร มีประโยชน์อย่างไร วีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ให้ข้อมูล พร้อมอธิบายโครงสร้างกิจการไฟฟ้าของไทย

ผอ.วีรพัฒน์ ระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยใช้โครงสร้างกิจการไฟฟ้ารูปแบบที่เรียกว่า Enhanced Single Buyer (ESB) คือ การที่รัฐโดยรัฐวิสาหกิจเป็นผู้รวบรวมและรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้า โดยผู้ผลิตไฟฟ้าไม่สามารถขายไฟฟ้าตรงให้กับผู้ใช้ไฟฟ้าได้ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จะจำหน่ายไฟฟ้าผ่านระบบสายส่งไฟฟ้าให้แก่การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เพื่อจำหน่ายไฟฟ้าให้กับผู้ใช้ไฟฟ้าที่อยู่ภายในพื้นที่รับผิดชอบของการไฟฟ้าทั้งสองราย

Advertisement

นอกจากนี้ กฟผ.ยังจำหน่ายไฟฟ้าบางส่วนโดยตรงให้แก่ผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่บางรายที่ได้รับอนุญาตให้จำหน่ายไฟฟ้าได้ภายใต้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งการรับซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศ เพื่อให้ระบบไฟฟ้าของประเทศมีความมั่นคง สมดุล มีเสถียรภาพมีประสิทธิภาพ และมีต้นทุนการผลิตไฟฟ้าที่ถูกที่สุดอีกด้วย

จุดแข็งของระบบโครงสร้างนี้เป็นระบบที่ทำให้รัฐสามารถบริหารจัดการและควบคุมสั่งการผลิตไฟฟ้าเพื่อตอบสนองความต้องการใช้ไฟฟ้าในภาพรวมของประเทศ รวมถึงเป็นการดูแลเสถียรภาพด้านราคา และประชาชนทุกพื้นที่ให้มีพลังงานไฟฟ้าใช้อย่างเท่าเทียมและเสมอภาคกัน

โดยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าลดต่ำลงทั่วโลก และวิกฤตความขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครน ทำให้ต้นทุนพลังงานของโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

เมื่อมองดูผลกระทบต่อประเทศไทย พบว่า ภายใต้โครงสร้างกิจการไฟฟ้าที่เป็นอยู่ปัจจุบัน รัฐบาลสามารถดูแลเสถียรภาพไฟฟ้าของระบบไฟฟ้าให้ประชาชนในประเทศไทยได้เป็นอย่างดี

⦁รู้จัก Direct PPA
ผอ.วีรพัฒน์ ระบุว่า Direct PPA คือ การซื้อขายไฟฟ้าในรูปแบบการทำสัญญาซื้อขายพลังงานไฟฟ้าได้โดยตรง (Direct Power Purchase Agreement: Direct PPA) ซึ่งปัจจุบันนักลงทุนรายใหญ่ เช่น กลุ่มธุรกิจจากต่างประเทศด้าน Data Center ได้ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้า สีเขียว ด้วยรูปแบบ Direct PPA ซึ่งถือเป็นปัจจัยหลักต่อการตัดสินใจเข้ามาลงทุนในไทย

รูปแบบของสัญญา Direct PPA ที่พบได้ในต่างประเทศมี 2 แบบ คือ 1.แบบที่มีการส่งมอบไฟฟ้าจริงทางกายภาพ (Physical Delivery PPA) โดยส่งมอบในพื้นที่ของผู้ใช้ไฟฟ้าเอง (On-Site PPA) หรือส่งมอบไฟฟ้าจากภายนอกพื้นที่ของผู้ใช้ไฟฟ้า (Off-Site PPA) แบ่งเป็นการส่งมอบไฟฟ้า ผ่านสายส่งไฟฟ้าที่ดำเนินการเอง (Private Wire PPA) หรือการส่งมอบไฟฟ้าผ่านระบบโครงข่ายของการไฟฟ้า (Bilateral หรือ Trilateral/Sleeved PPA)

2.แบบที่ไม่มีการส่งมอบไฟฟ้าจริงทางกายภาพ (Virtual/ Financial PPA) จะเป็นลักษณะของสัญญาทางการเงินที่มีการชดเชยส่วนต่างของราคา (Contract for Difference) ระหว่างราคาที่ตกลงกัน และราคาซื้อขายไฟฟ้าที่เกิดขึ้นในตลาดซื้อขายไฟฟ้า สัญญานี้จึงถูกใช้เป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาไฟฟ้าในตลาดซื้อขายไฟฟ้า

ประเทศในภูมิภาคอาเซียนที่ใช้รูปแบบของสัญญา Physical Delivery PPA เช่น ประเทศมาเลเซีย และฟิลิปปินส์ เป็นต้น และประเทศที่ใช้รูปแบบของสัญญา Virtual PPA เช่น ประเทศสิงคโปร์ และมาเลเซีย เป็นต้น

⦁รูปแบบ Direct PPA ในไทย
สำหรับ Direct PPA ของไทย มีทั้งในส่วนที่ดำเนินการมาแล้ว และที่กำลังอยู่ระหว่างการศึกษามี 2 รูปแบบ ดังนี้ 1.Direct PPA ที่มีการส่งไฟฟ้าผ่านสายส่งไฟฟ้าของเอกชนเอง ซึ่งปัจจุบันอนุญาตให้เอกชนทำได้ แต่ต้องขอรับใบอนุญาตการประกอบกิจการพลังงาน ตามที่คณะกรรมการกํากับกิจการพลังงาน (กกพ.) กำหนด เช่น ใบอนุญาตผลิตไฟฟ้าใบอนุญาตระบบจำหน่ายไฟฟ้า และใบอนุญาตจำหน่ายไฟฟ้า และการดำเนินการจะต้องไม่ขัดกับกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น กฎหมายผังเมือง เป็นต้น

2.Direct PPA ที่มีการส่งไฟฟ้าผ่านระบบโครงข่ายของการไฟฟ้า ซึ่งกระทรวงพลังงานอยู่ระหว่างการศึกษาและพิจารณาแนวทางการทำ Direct PPA โดยมี 2 รูปแบบคือ UGT 1 โรงไฟฟ้า RE เดิม (ไม่เจาะจงที่มา) และ 2 โรงไฟฟ้า RE ใหม่ (เจาะจงที่มา) ซึ่งอัตราค่าบริการ UGT ทั้ง 2 ประเภท เป็นอัตราค่าไฟฟ้าที่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงของการให้บริการไฟฟ้าสีเขียว มีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับของสากล มีการจัดสรรต้นทุนการให้บริการ ที่ครอบคลุมต้นทุนสาธารณะ เป็นธรรมต่อผู้ใช้ไฟฟ้าทุกกลุ่ม

“UGT คือ อัตราค่าบริการไฟฟ้าสีเขียว หรือ Utility Green Tariff เป็นกลไกในการตอบสนอง และเป็นทางเลือกหนึ่งให้กับผู้ใช้ไฟฟ้าที่ต้องการซื้อไฟฟ้าสีเขียวพร้อมใบรับรองการผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนควบคู่มาด้วย เพื่อยืนยันถึงแหล่งที่มาของโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนหรือไฟฟ้าสะอาด มีภาครัฐเป็นตัวกลางจัดหาและรวบรวมไฟฟ้าสีเขียวให้กับผู้ใช้ไฟฟ้า โดยค่าบริการหรือค่าใช้จ่ายอื่นที่เกี่ยวข้องที่เหมาะสม และเป็นธรรมต่อผู้ใช้ไฟฟ้าในภาพรวมทั้งประเทศ และสอดรับกับข้อเสนออัตราค่าบริการไฟฟ้าสีเขียว (UGT) ที่อยู่ระหว่างการดำเนินการ คาดว่าจะมีการประกาศใช้ในเร็วนี้” ผอ.วีรพัฒน์กล่าว

⦁ทิศทาง Direct PPA ในไทยนับจากนี้
ผอ.วีรพัฒน์ ระบุว่า จากการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) การดำเนินการ Direct PPA จะเป็นการทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยตรงที่ผ่านระบบสายส่งของการไฟฟ้าภายใต้การให้บริการผ่านระบบโครงข่ายไฟฟ้าให้แก่บุคคลที่สาม (Third Party Access: TPA) กำหนดปริมาณไว้ไม่เกิน 2,000 เมกะวัตต์เพื่อตอบสนองความต้องการของนักลงทุนต่างชาติที่ต้องการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน หรือไฟฟ้าสีเขียวที่พิสูจน์ได้ว่ามาจากแหล่งผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนจริง เนื่องจากทั่วโลกเริ่มมีมาตรการส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าสะอาดซึ่งเป็นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อม (Indirect Emission) อย่างจริงจัง

นอกจากนี้ ยังเป็นหนึ่งในแนวทางการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนของประเทศ ดังนั้น Direct PPA จึงเป็นอีกหนึ่งกลไกที่จะนำไทยสู่การเป็นสังคมคาร์บอนต่ำ (Low-carbon Society) ในอนาคต

อย่างไรก็ตาม การซื้อขายไฟฟ้าในรูปแบบ Direct PPA นั้น จำเป็นต้องศึกษาผลกระทบจากการดำเนินการโครงการอย่างรอบด้านทั้งผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อการไฟฟ้าทั้ง 3 แห่ง และต่อผู้ใช้ไฟฟ้าทั้งภาคประชาชนและภาคอุตสาหกรรม รวมไปถึงการพิจารณาเรื่องเสถียรภาพ และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เหมาะสม เช่น ค่าบริการระบบส่งและระบบจำหน่ายไฟฟ้า (Wheeling Charge) ค่าบริการเชื่อมต่อระบบโครงข่ายไฟฟ้า (Connection Charge) ค่าบริการความมั่นคงระบบไฟฟ้า (System Security Charge หรือ Ancillary Services Charge) ค่าบริการหรือค่าปรับในการปรับสมดุลหรือบริหารปริมาณไฟฟ้า (Imbalance Charge) ค่าใช้จ่ายเชิงนโยบาย (Policy Expenses)

และค่าบริการหรือค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและต้องไม่ส่งผลกระทบต่อผู้ใช้ไฟฟ้าในภาพรวมของทั้งประเทศ

“ปัจจุบัน กพช.มอบหมายให้ กกพ.พิจารณาในเรื่องดังกล่าว และมอบหมายให้ สนพ.ศึกษาผลกระทบต่อการดำเนินการ เพื่อให้เกิดความเหมาะสมกับประเทศไทยมากที่สุด” ผอ.วีรพัฒน์ทิ้งท้าย