กำลังซื้อวูบ 50% ส.ภัตตาคารอ้อน ‘อิ๊งค์’ ใช้เงินหมื่นในร้านอาหารได้ มั่นใจบูสต์เศรษฐกิจเพิ่ม 3 เท่า
นางฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย กล่าวว่า ดีใจที่รัฐบาลชุดใหม่ จะปรับการแจกเงินดิจิทัล เป็นเงินสด 10,000 บาทต่อคนในเดือนกันยายนนี้ สำหรับกลุ่มเปราะบาง 14.5 ล้านคน ด้วยเงินกว่า 1.2 แสนล้านบาท เพราะทำให้เงินถือมือผู้บริโภคได้ง่ายและรวดเร็วขึ้นกว่ารูปแบบเดิม อีกทั้งเงินจำนวนนี้แม้อาจจะดูว่าน้อย เพียง 10,000 บาท แต่เป็นความหวังและมีค่ามากสำหรับผู้มีรายได้น้อย เพื่อนำเงินก้อนนี้ไปใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน อยากให้ภาครัฐไม่ต้องไปจำกัดเงื่อนไขในการใช้จ่ายมาก และอยากให้สามารถนำมาใช้จ่ายในร้านอาหารได้ด้วย โดยอาจจะจำกัดการใช้ในแต่ละครั้ง เช่น 500-1,000 บาทต่อบิลต่อคน เป็นต้น โดยคาดว่าจะทำให้ได้ประโยชน์เป็นวงกว้างมากขึ้น ไม่อยากให้จำกัดการใช้เฉพาะร้านค้าในชุมชนหรือร้านธงฟ้าเท่านั้น
“รัฐบาลใช้เงินงบประมาณเพื่อทำโครงการนี้ 1.2 แสนล้านบาท ถ้าเทมายังร้านอาหารสัก 50,000 ล้านบาท น่าจะเกิดแรงกระตุ้นต่อกำลังซื้อในตลาดได้ถึง 3 เท่า เพราะธุรกิจร้านอาหารเป็นห่วงโซ่อุปทานสำคัญในการซื้อขาย ตั้งแต่เจ้าของร้าน ซัพพลายเออร์ ชาวเกษตรกร และร้านค้ารายย่อย ซึ่งเชื่อว่าถ้ารัฐบาลสามารถให้ใช้กับร้านอาหารได้ด้วย เราก็หวังว่าจะทำให้กำลังซื้อในไตรมาส4 นี้กลับมาคึกคักมากขึ้น จากปัจจุบันที่กำลังซื้อหายไปถึง 40-50% และมองว่าผู้ประกอบการร้านอาหารน่าจะเลิกบ่น หลังรัฐบาลอัดฉีดเม็ดเงินมากระตุ้นแล้ว” นางฐนิวรรณกล่าว
นางฐนิวรรณ กล่าวว่า นอกจากนี้สมาคมฯอยากให้รัฐบาลชุดใหม่ ชะลอการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาทออกไปก่อน จนกว่าคนไทยจะอยู่ดี กินดี และเศรษฐกิจดีกว่านี้ ซึ่งสมาคมฯไม่ได้คัดค้านการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ แต่มีความกังวลว่าหากปรับเฉพาะค่าจ้างขั้นต่ำ ทำให้แรงงานต่างด้าวที่มีอยู่ 30-40% ได้ประโยชน์มากกว่าแรงงานไทย ในขณะที่ปัจจุบันผู้ประกอบการร้านอาหารจ่ายค่าแรงสำหรับแรงงานไทยที่มีทักษะอยู่ 400-500 บาท เกินจากค่าแรงขั้นต่ำอยู่แล้ว
“เรามีการประเมินกันว่าร้านอาหาร 1 ร้าน มีพนักงาน 200 คน หากรัฐบาลขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ จะทำให้มีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นปีละ 50 ล้านบาท ซึ่งถือว่าสูง เมื่อเทียบกับสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันที่ยังไม่ฟื้นตัว กำลังซื้อก็ยังไม่ดี” นางฐนิวรรณกล่าว
นางฐนิวรรณกล่าวว่า สำหรับสถานการณ์ธุรกิจร้านอาหารในปัจจุบัน ยังมีการแข่งขันสูง ทั้งจากผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มีเงินสูง ที่มีการขยายธุรกิจมากขึ้น รวมถึงทุนจีนที่เข้ามาทำธุรกิจร้านอาหารในประเทศไทยไม่หยุด และมีการขยายประเภทมากขึ้น จากร้านอาหารจีน หมาล่า ตอนนี้มีร้านไอติม เครื่องดื่มต่างๆ เป็นต้น อยากขอให้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง มีความเข้มงวดด้านกฎหมายที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน เช่น การออกใบอนุญาต การผ่านการอบรม เป็นต้น ในระยะยาวหากภาครัฐไม่ทำอะไรเลย ทุนจีนอาจจะกินรวบธุรกิจร้านอาหารไทยได้ในอนาคต
“ขณะนี้สถานการณ์ธุรกิจร้านอาหารจะเป็นแบบเปิดๆ ปิดๆ ใครที่สายป่านยาว ถึงจะอยู่รอดได้ ในขณะนี้มีร้านอาหารที่เปิดขายผ่านแพลตฟอร์มได้ปิดตัวไปมากพอสมควร ส่วนใหญ่เป็นร้านขนาดเล็ก แต่เมื่อโอกาสมาก็กลับมาเปิดต่อ แต่รายกลางและรายใหญ่ ยังคงมีการหาเงินทุนเพื่อรักษาสถานภาพคงอยู่ไว้” นางฐนิวรรณกล่าว

