‘พิชัย’ ชี้มาตรการป้องทำผิดในตลาดทุน ช่วยรักษาเชื่อมั่น ดันดัชนีหุ้น เพิ่มเงินในกระเป๋าปชช.

26.08.24 | 14:50 น.

‘พิชัย’ ชี้มาตรการป้องทำผิดในตลาดทุน ช่วยรักษาเชื่อมั่น ดันดัชนีหุ้นพุ่ง ระบุถ้าขึ้น 200 จุด จะมีเงินเข้ามาถึง 2.5 ล้านล.


เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม ที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยในการเป็นประธานพิธีลงนามสำนักงาน ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ป.ป.ง.) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และตลท. เพื่อยกระดับความร่วมมือในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับซื้อขายหลักทรัพย์อันเป็นความผิดมูลฐานตามกฏหมายการฟอกเงินว่า เหตุการณ์ในวันนี้ถือเป็นสิ่งที่ตลาดหุ้นไทยต้องการ เพราะหากมองย้อนหลังไป 2-3 ปี นักลงทุนเรียกร้องความมั่นใจ และความเชื่อมั่นจากทั้งในและต่างประเทศมาก อย่างไรก็ตาม กลไกการสร้างความเชื่อมั่นโดยทั่วไปจะมีองค์ประกอบหลายเรื่อง เรื่องแรก กลไกการทำงานของการลงทุนที่อธิบายได้ซึ่งในช่วง 5-6 เดือนที่ผ่านมา หน่วยงานกำกับได้ทำหลายมาตรการออกมาเพื่อทำให้มั่นใจว่ากลไกของการลงทุนนั้นเป็นธรรมและสะท้อนถึงมูลค่าที่ลงทุนอย่างแท้จริง

“ไม่ว่าจะเป็นมาตรการช็อตเซลล์ เน็กซ์ช็อตเซลล์ การป้องกันโรบอตเทรด ซึ่งมีความได้เปรียบในการส่งคำสั่งซื้อรวดเร็ว ดังนั้น เมื่อเราสามารถอธิบายได้ โดยไม่ขัดต่อแนวทางปฏิบัติสากลแล้ว วันนี้ก็เห็นผลว่าทุกอย่างเริ่มนิ่ง แต่หลังจากนี้ผมก็เชื่อมั่นว่ายังมีมาตรการอีกเล็กๆน้อยๆเพิ่มเติมเพื่อช่วยให้การซื้อขายสามารถอธิบายได้มากขึ้นอีก”นายพิชัย กล่าว

Advertisement

นายพิชัย กล่าวว่า เรื่องต่อมาคือ จะต้องดูการลงทุนที่อธิบายไม่ได้ ด้วยเจตนาที่ไม่สุจริตหรือไม่เจตนาแต่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อตลาดฯ สิ่งนี้ควรจะมีความร่วมมือกันจาก ตลท. และ ก.ล.ต. เพราะเห็นข้อมูลการเทรดทุกวัน อีกทั้งจะต้องเชื่อมโยงเข้ากับข้อมูลเส้นทางเงิน ที่เคลื่อนไหวในตลาดที่เกิดจากการกระทำเหล่านี้เพื่อจะได้เห็นเจตนาของการลงทุนนั้นๆ

“การลงนามในวันนี้ถือเป็นขั้นตอนที่สำคัญ โดยเฉพาะภาคต่างประเทศที่เรียกร้องมาก ซึ่งผมเชื่อว่าหลังจากนี้ การกำกับภายใต้กฎหมายของรัฐจะต้องตามมาอย่างแน่นอนโดยจะต้องมีการออกกฏหมายในระดับประเทศเพื่อที่จะดูแลเรื่องและมีบทลงโทษอย่างเหมาะสม รวดเร็วเป็นธรรม และลดความเสียหายของผู้ลงทุนได้ด้วย โดยสิ่งที่จะทำจะไม่ได้คุมเฉพาะการลงทุนในประเทศ ขอบเขตของการเฝ้าระวังจะครอบคลุมไปถึงผู้ที่กระทำโดยไม่สุจริตจากต่างประเทศ ซึ่งผมมั่นใจว่าสิ่งที่เราจะทำต่อไปจะเป็นสากล
ขณะที่ส่วนที่เหลืออีก 2-3 เรื่อง จะตามมาในอนาคต โดยผมเชื่อว่าทิศทางของตลาดทุนก็จะเป็นอนาคตของประเทศต่อไป” นายพิชัย กล่าว

นายพิชัย กล่าวว่า นอกจากนี้ ก็จะเข้าไปดูในส่วนของกองทุนเก่าและใหม่ที่อยู่ในตลาดว่ามีอะไรต้องปรับปรุงเพื่อให้เกิดมีมูลค่า เพราะโครงสร้างที่เราใช้มูลค่าอย่างน้อยอีก 20 ปีหรือมากกว่านั้น และที่สำคัญ ผลิตภัณฑ์สมัยใหม่ ที่เกี่ยวกับดิจิทัลทั้งหลาย จะทำให้เข้าถึงการลงทุนไปถึงรายย่อยทำให้การลงทุนจะส่งต่อไปถึงรายย่อยเพิ่มขึ้นอีก ตลอดจนจะต้องมีผลิตภัณฑ์อีกหลายตัวที่จะต้องเกิดขึ้นจากภาวะโลกร้อน ซึ่งเรื่องนี้อีก 4-5 ปีจะเป็นเรื่องฮอตอย่างแน่นอน เพราะถ้าไม่มีสิ่งเหล่านี้ขีดความสามารถการส่งออกและการลงทุนของไทยก็ได้รับผลกระทบไปด้วยโดยเป็นหน้าที่ของ ก.ล.ต.และตลท.จะต้องเร่งทำความเข้าใจกับนักลงทุน

นายพิชัยกล่าวว่า มั่นใจว่าจากมาตรการเหล่านี้จะทำให้ตลาดทุนไทยเริ่มกลับมา ซึ่งได้คำนวณคร่าวๆขณะหุ้นไทยที่ 1,800 จุด มีมูลค่าตลาด 22- 23 ล้านล้านบาท แสดงว่าทุกดัชนี 100 จุดจะมีมูลค่าประมาณ 1.2-1.3 ล้านล้านบาท แต่พอมาปัจจุบันลดลงมาเหลือ 1,300 จุด โดยส่วนใหญ่เป็นคนไทยที่ถืออยู่ ดังนั้นหากประเมินว่าถ้าหุ้นขึ้น 200 จุด ก็จะมีเงินเข้ามาอีก 2.5 ล้านล้านบาท ซึ่งทำให้คนไทยจะมีเงินในกระเป๋าเพิ่มขึ้นได้

นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า จากเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับบริษัทจดทะเบียนในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศ ซึ่งตลาดหลักทรัพย์ฯ ตระหนักถึงความสำคัญของความร่วมมือระหว่างหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมเพื่อป้องปรามและสนับสนุนให้มีการดำเนินการทางกฎหมายกับผู้กระทำความผิดอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนที่มีต่อตลาดทุนไทย จึงมีการลงนามความร่วมมือระหว่างตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือ ตลท. สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)

“การลงนามข้อตกลงในครั้งนี้ เพื่อประสานความร่วมมือในการป้องปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการซื้อขายหลักทรัพย์ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับการกำกับดูแลตลาดทุนไทย โดยเชื่อมั่นว่า การบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะนำไปสู่การเสริมสร้างความเข้มแข็งของตลาดทุนไทยได้อย่างยั่งยืนมากขึ้น จากที่ตลาดหลักทรัพย์ ได้มีการหารือและประสานการทำงานร่วมกับสำนักงาน ก.ล.ต. สำนักงาน ปปง. รวมถึงหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องมาโดยตลอด” นายภากร กล่าว

ทั้งนี้ ในพิธีลงนามบันทึกความตกลงว่าด้วยการประสานความร่วมมือระหว่าง 3 หน่วยงาน มีนายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ให้เกียรติมาเป็นประธานสักขีพยานในพิธีลงนามดังกล่าว ณ อาคารตลาดหลักทรัพย์ฯ ด้วย

นายฉัตรชัย พรหมเลิศ ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน กล่าวว่า ในนามของหน่วยบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน มีบทบาทต่อตลาดทุนในแง่ของทั้งการเป็นหน่วยกำกับดูแลบรรดาบริษัทหลักทรัพย์ที่เป็นสมาชิกของตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่ถูกกำหนดให้เป็นผู้มีหน้าที่รายงานการทำธุรกรรมต่างๆ และเป็นหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายกับผู้ที่กระทำความผิดมูลฐานที่เกิดขึ้นในตลาดทุนด้วย การดำเนินการกับผู้กระทำความผิดตามกฎหมายหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ทั้งการปั่นหุ้น หรืออินไซเดอร์ เทรดดิ้ง (Insider Trading) เราจะได้รับการประสานจากสำนักงาน ก.ล.ต. ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลบริษัทหลักทรัพย์โดยตรงถึงข้อมูลของการกระทำความผิด รวมถึงข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งทำหน้าที่เป็นด่านแรกในการตรวจสอบราคาและปริมาณการซื้อขายหุ้นว่ามีความผิดปกติหรือไม่ จากนั้นสำนักงาน ปปง. จึงจะรับช่วงต่อในส่วนของการตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินเพื่อนำไปสู่การดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินต่อไป

นายเทพสุ บวรโชติดารา เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน กล่าวว่า ภายใต้กรอบกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าหน่วยงานที่กำกับดูแลต่างๆ ถูกมองจากผู้ลงทุนว่าทำงานล่าช้า จนส่งผลให้ไม่สามารถป้องปรามอาชญากรรมในตลาดทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของตลาดทุนไทย ส่วนหนึ่งอาจเกิดจากความผิดมีความซับซ้อนและมีธุรกรรมจำนวนมาก หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมทั้งสำนักงาน ปปง. จึงต้องพิจารณาดำเนินการอย่างรอบคอบ ภายใต้กรอบกฎหมาย เพื่อไม่ให้กระทบต่อภาคธุรกิจ การร่วมมือกันในครั้งนี้ จึงเป็นสิ่งยืนยันให้ประชาชนมั่นใจได้ว่า ในอนาคตหากมีการกระทำความผิดเกี่ยวกับซื้อขายหลักทรัพย์เกิดขึ้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะพร้อมประสานข้อมูลระหว่างกัน และลดความซ้ำซ้อนในกระบวนการทำงาน รวมถึงการส่งไม้ต่อระหว่างหน่วยบังคับใช้กฎหมายภายใต้กรอบกฎหมายของตนเพื่อการทำงานที่รวดเร็วยิ่งขึ้น

นายวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ประธานกรรมการในคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ กล่าวว่า อาชญากรรมทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในตลาดทุน นอกจากจะสร้างความเสียหายต่อผู้ลงทุนโดยตรงแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศโดยรวมอีกด้วย โดยในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา พบว่ามีคดีใหญ่ๆ เป็นที่สนใจของผู้ลงทุนเกิดขึ้นในตลาดทุนหลายคดี ซึ่งมีมูลค่าความเสียหายจำนวนมากและมีผลกระทบในวงกว้าง โดยจะใช้โอกาสตามอำนาจประธานกรรมการ ก.ล.ต. ยกระดับความเชื่อมั่นในตลาดทุนคือการดูแลธรรมาภิบาล ซึ่งจะต้องมีกลไกกำกับดูแลที่ชัดเจนและทันต่อเหตุการณ์ มีนโยบายที่จะให้ความสำคัญกับการป้องปราม และบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำผิดในตลาดทุนให้มีประสิทธิภาพและรวดเร็วเท่าทันกับสถานการณ์ ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ลงทุนได้

พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เปิดเผยว่า ในช่วงที่ผ่านมา ก.ล.ต. ได้ประสานความร่วมมือกับสำนักงาน ปปง. และตลาดหลักทรัพย์ฯ อย่างต่อเนื่อง โดยมีบันทึกข้อตกลงแบบทวิภาคีระหว่าง ก.ล.ต. กับสำนักงาน ปปง. และ ก.ล.ต. กับตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อประสานงานและแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านการบังคับใช้กฎหมายระหว่างกัน ต่อจากนี้จะดำเนินการแก้ไขกฎหมายเพื่อเพิ่มอำนาจให้ทาง ก.ล.ต. ส่งฟ้องคดีในการลงโทษผู้กระทำผิดนั้น ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างกระบวนการแก้ไขกฎหมาย และตอนนี้ได้มีการส่งเรื่องไปถึงกฤษฎีกาแล้ว โดยหากผ่านการอนุมัติ ส่งเรื่องกลับมาที่ ก.ล.ต. อีกครั้ง ก่อนยื่นเรื่องต่อไปยังกระทรวงการคลังเพื่อพิจารณา และนำเรื่องเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งจะได้เห็นข้อสรุปได้เร็วมากน้อยเท่าใด หรือในตอนใด ต้องรอกระบวนการพิจารณาอีกครั้ง

นายกิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า เนื่องจากเรื่องระยะเวลาการดำเนินการกับผู้กระทำความผิดเป็นเรื่องหนึ่งที่ควรจะต้องเร่งดำเนินการ คือ การลดความซ้ำซ้อนในกระบวนการทำงานของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้กฎหมาย เช่น ถ้าสามารถที่จะแลกเปลี่ยนหรือแชร์ข้อมูลระหว่างหน่วยงานได้โดยรวดเร็ว และไม่ต้องจัดทำข้อมูลเดียวกันซ้ำ ๆ น่าจะช่วยลดระยะเวลาดำเนินการตรวจสอบและการบังคับใช้กฎหมายได้ รวมถึงการใช้กระบวนการทางกฎหมาย ปปง. เพื่อดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดในคดีที่่มีผลกระทบต่อสังคมและผู้ลงทุนอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเห็นว่าจะทำให้สามารถดึงความเชื่อมั่นจากผู้ลงทุนกลับมาได้ และป้องปรามให้ผู้ที่คิดจะกระทำความผิดเกิดความเกรงกลัว จึงประสานความร่วมมือในการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการซื้อขายหลักทรัพย์ อันเป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายฟอกเงิน ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นของการบูรณาการการทำงานของหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม เพื่อให้สามารถดำเนินการทางกฎหมายกับผู้กระทำความผิดได้อย่างรวดเร็วและเข้มข้นมากขึ้น