‘ไม้ยืนต้น’ ก้าวสู่ธุรกิจเพื่อสิ่งแวดล้อม

28.08.24 | 12:25 น.

‘ไม้ยืนต้น’ ก้าวสู่ธุรกิจเพื่อสิ่งแวดล้อม

ทั่วโลกที่กำลังเผชิญกับความแปรปรวนของสภาพอากาศ และภัยธรรมชาติแบบฉับพลันในหลายรูปแบบ ทั้งน้ำท่วม ไฟป่า แล้ง รวมถึงการเผชิญกับอากาศเสีย และฝุ่นละอองปนเปื้อนไปทั่ว ส่วนหนึ่งจากการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรม เกษตรกรรม จากการขยายเมืองและจำนวนประชากรโลกที่มาก จากเหตุการณ์ต่างๆ สร้างความเสียหายเป็นมูลค่ามหาศาล จนทั่วโลกตื่นตัวที่จะลดปัญหาและประกาศปฏิญญาสากล ที่มุ่งลดการปล่อยก๊าซ ลดความร้อนโลก ควบคู่กับการผลักดันเศรษฐกิจสีเขียว ที่ออกมาในรูปแบบพัฒนาสินค้าและการให้บริการ

ต้นไม้ ถือเป็นทรัพย์ในดินอย่างหนึ่ง และจะมีบทบาทสำคัญอย่างมากสุดในอนาคต ในการเป็นหนึ่งเครื่องมือสอดรับกับเป้าหมายปฏิญญาสากล

กระทรวงพาณิชย์ ก็เป็นอีกหน่วยงานที่กำลังผลักดันการใช้ประโยชน์จากต้นไม้ให้มากที่สุด จึงได้จัดทำโครงการ “ไม้ยืนต้นหลักประกันทางธุรกิจ” ที่มาครั้งแรกนั้น กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ในฐานะที่กำกับดูแลพระราชบัญญัติหลักประกันทางธุรกิจ พ.ศ.2558 ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อ 5 พฤศจิกายน 2558 ซึ่งมีเจตนารมณ์ต้องการช่วยเหลือผู้ประกอบการ โดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอีให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น โดยผู้ให้หลักประกัน (ลูกหนี้) สามารถนำทรัพย์สินที่ใช้ในการประกอบธุรกิจมาเป็นหลักประกันมาขอกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงิน (เจ้าหนี้) โดยไม่ต้องส่งมอบทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันให้แก่สถาบันการเงิน

ประโยชน์คือผู้ให้หลักประกัน สามารถใช้ทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันการกู้ยืมเงินมาทำมาหากิน เพิ่มรายได้ต่อไปได้ เป็นการลดข้อจำกัดของการจำนำ ที่มีเฉพาะสังหาริมทรัพย์และต้องส่งมอบการครอบครองทรัพย์สินนั้นให้แก่เจ้าหนี้ ส่วนการจำนองแม้ไม่ต้องส่งมอบทรัพย์สินนั้นให้แก่เจ้าหนี้แต่กำหนดเฉพาะอสังหาริมทรัพย์และสังหาริมทรัพย์ชนิดพิเศษเท่านั้น (ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์) โดยทรัพย์สินที่สามารถนำมาเป็นหลักประกันได้ตาม พ.ร.บ. หลักประกันทางธุรกิจตามมาตรา 8 มี 6 ประเภท คือ 1.กิจการ เช่น กิจการร้านกาแฟ 2.สิทธิเรียกร้อง เช่น สิทธิในบัญชีเงินฝาก 3.สังหาริมทรัพย์ที่ใช้ในการประกอบธุรกิจ เช่น รถยนต์ 4.อสังหาริมทรัพย์ที่ผู้ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์โดยตรง เช่น คอนโดมิเนียม 5.ทรัพย์สินทางปัญญา เช่น เครื่องหมายการค้า และ 6.ทรัพย์สินอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

Advertisement

จากนั้นขยายประโยชน์ส่งเสริมให้ประชาชนปลูกไม้ยืนต้นมูลค่าสูงในที่ดินกรรมสิทธิ์เพื่อการออมและการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ กระทรวงพาณิชย์ โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติหลักประกันทางธุรกิจ พ.ศ.2558 เห็นชอบและให้ดำเนินการออกกฎกระทรวงกำหนดให้ทรัพย์สินอื่นเป็นหลักประกัน พ.ศ.2561 “ให้ไม้ยืนต้นเป็นทรัพย์สินที่ใช้เป็นหลักประกันได้” และมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2561

ซึ่งก่อนหน้าที่จะมีการออกกฎกระทรวงกำหนดให้ไม้ยืนต้นนั้น ไม้ยืนต้นที่ปลูกในที่ดินกรรมสิทธิ์ไม่ได้รับการประเมินในการให้สินเชื่อ จะประเมินเฉพาะส่วนที่เป็นที่ดินเท่านั้น แต่ภายหลังจากที่กฎกระทรวงฉบับดังกล่าวมีผลบังคับใช้ เป็นผลให้สถาบันการเงินและผู้รับหลักประกันอื่นสามารถเพิ่มประเภททรัพย์สินในการให้สินเชื่อเพิ่มขึ้น ส่งผลดีต่อสถาบันการเงิน ภาคธุรกิจ เกษตรกร และประชาชนที่ต้องการใช้ไม้ยืนต้นเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันในการขอสินเชื่อโดยมีกฎหมายรองรับอย่างชัดเจน

ส่วนการขับเคลื่อน กรมพัฒนาธุรกิจผลักดันในทุกด้าน ตั้งแต่จัดอบรม สัมมนา ให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการ เกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และประชาชนทั่วไป ร่วมมือหน่วยงานพันธมิตร เช่น ธ.ก.ส. กรมป่าไม้ ลงพื้นที่ อาทิ ขอนแก่น สุพรรณบุรี อุทัยธานี พิษณุโลก อ่างทอง อุทัยธานี เพชรบุรี ชัยนาท เป็นต้น ล่าสุด ในปีนี้ที่เชียงราย ทั้งการทำคลิปวิดีโอและแผ่นพับแจกจ่ายให้กับหน่วยงานต่างๆ หลายปีในช่วงแรก เจออุปสรรคหลายเรื่อง คือ ทำอย่างไรให้สถาบันการเงินแต่ละสถาบันยอมรับทรัพย์สินประเภทไม้ยืนต้น เพราะการรับไม้ยืนต้นเป็นหลักประกันการกู้ยืมเงินในตอนนั้น ถือเป็นเรื่องใหม่มากสำหรับประเทศไทย ไม่เป็นที่รู้จักและไม่นิยม หรือการประเมินมูลค่าต้นไม้ยังไม่มีหน่วยงานกลางดูแลรับผิดชอบด้านนี้ หรือเรื่องการบังคับหลักประกัน (กรณีผิดนัดชำระหนี้) ยังไม่ชัดเจน ตลอดจนเรื่องของความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ เช่น อุทกภัย วาตภัย ความเสี่ยงจากการถูกลักลอบตัดโค่น เป็นต้น เมื่อมีการป้อนข้อมูลและลงพื้นที่การยอมรับก็มากขึ้น จนเกิดหลายโครงการในระยะต่อมา เช่น โครงการธนาคารต้นไม้ ที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าร่วมกับ ธ.ก.ส. กำหนดแนวทาง หลักเกณฑ์ และวิธีการประเมินมูลค่าไม้ยืนต้น ที่จูงใจมากขึ้น ให้เกษตรกรปลูกไม้ยืนต้นบนที่ดินกรรมสิทธิ์ของตนเองและใช้ประโยชน์จากไม้ยืนต้นที่ปลูกตามแนวทาง “ปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง” ตามพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 และท้ายสุดสามารถนำมาเป็นหลักประกันการขอสินเชื่อได้โดยไม่จำเป็นต้องตัดต้นไม้ขาย ใน 3 จังหวัด คือ สุพรรณบุรี อุทัยธานี และพิษณุโลก เป็นจุดเริ่มต้นของการรับไม้ยืนต้นหลักประกันทางธุรกิจ โดยมี ธ.ก.ส.เป็นธนาคารแรกที่รับไม้ยืนต้นเป็นหลักประกันทางธุรกิจในปี 2563 รวมจำนวนไม้ยืนต้น 81 ต้น มูลค่า 671,909 บาท จนวันนี้มี 1,482 ต้น มูลค่ากว่า 11 ล้านบาท ซึ่งก็ยังมี…

ซึ่งการเพิ่มปลูกไม้ยืนต้น ก่อประโยชน์เพิ่มประเภททรัพย์สิน ที่เป็นหลักประกัน ส่งเสริมให้ประชาชนปลูกไม้ยืนต้นเพื่อการออมและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ให้สามารถใช้ประโยชน์จากต้นไม้ได้เพิ่มมากขึ้น ส่งเสริมให้ประชาชนใช้ที่ดินให้เกิดความคุ้มค่ามากขึ้น โดยการปลูกต้นไม้ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ เป็นการเพิ่มพื้นที่ป่าสีเขียวให้มากขึ้น และล่าสุดสามารถกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์เป็นพลังงานสะอาด (คาร์บอนเครดิต) และไม้ยืนต้นที่สามารถนำมาเป็นหลักประกันการขอสินเชื่อ

เดิมนั้นตามกฎกระทรวงกำหนดให้ทรัพย์สินอื่นเป็นหลักประกัน พ.ศ.2561 ให้ไม้ยืนต้นเป็นทรัพย์สินที่ใช้เป็นหลักประกัน ไม่ได้กำหนดไว้ว่าเป็นไม้ยืนต้นชนิดใด แต่ตอนออกกฎหมายนี้ใหม่ๆ มีการกำหนดให้ไม้ยืนต้น 58 ชนิด สามารถนำมาเป็นหลักประกันได้ ที่กำหนดติดขัดด้วยเรื่อง “การปลูกไม้หวงห้าม” ตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ 2484 ต่อมาปี 2562 ได้ปลดล็อก “ไม้หวงห้าม” หรือปลดตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ ฉบับที่ 8 ปี 2562 เมื่อปลดล็อกแล้ว ทำให้ผู้ที่ปลูกไม้ยืนต้นในที่ดินกรรมสิทธิ์ของตนเองสามารถตัดและทำประโยชน์ได้ ส่งผลให้ไม้ยืนต้นทุกชนิดสามารถนำมาเป็นหลักประกันได้ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับคู่สัญญาจะตกลงกันว่าจะใช้ไม้ยืนต้นประเภทใด ชนิดใด มาเป็นหลักประกัน

สำหรับวิธีการประเมินมูลค่าของไม้ยืนต้น ว่าแต่ละต้นจะมีราคาเท่าไรนั้น ปัจจุบันยังไม่มีการกำหนดเกณฑ์ราคาที่เป็นสากลไว้ตายตัว ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแต่ละสถาบันการเงิน แต่สำหรับโครงการที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ร่วมกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) นั้น ธ.ก.ส.มีหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการประเมินมูลค่าไม้ยืนต้นของ ธ.ก.ส.เอง ได้แก่ 1.ประเมินเป็นรายต้น เพื่อนำมาประกอบรวมกันเป็นมูลค่าต้นไม้ทั้งหมดบนที่ดินแปลงจำนอง 2.ต้องมีอายุมากกว่า 1 ปีขึ้นไป ด้วยเหตุผล เพื่อให้มีความมั่นใจได้ว่าต้นไม้นั้น ตั้งตัวได้แล้ว และมีโอกาสรอดสูง 3.ต้องมีขนาดเส้นรอบวงลำต้น ไม่ต่ำกว่า 3 เซนติเมตร ณ ความสูง 130 เมตรจากพื้นดิน 4.ต้นไม้มีลำต้นตรงสมส่วน อย่างน้อย 2 เมตร การเจริญเติบโตของลำต้นสมดุลกับความสูง 5.เป็นต้นไม้ตามโครงการธนาคารต้นไม้ที่มีชื่อพรรณไม้กำหนดในเอกสารราคากลางต้นไม้ของ ธ.ก.ส. สำหรับในกลุ่มผู้ประกอบธุรกิจให้สินเชื่อรายย่อยระดับจังหวัด (พิโกไฟแนนซ์ พิโกพลัส) จะมีวิธีประเมินมูลค่าต้นไม้ โดยพิจารณาหลักเกณฑ์จากราคาตลาดในท้องถิ่น

โดยมียอดสะสมการรับจดทะเบียนไม้ยืนต้นเป็นหลักประกัน ตั้งแต่เริ่มโครงการ 5 พฤศจิกายน 2561 ถึง 31 กรกฎาคม 2567 รวม 154,470 ต้น คิดเป็นเงินหลักประกันกว่า 145 ล้านบาท ผ่านผู้รับหลักประกัน คือ ธ.ก.ส. ธนาคารกรุงไทย และกลุ่มพิโกไฟแนนซ์ พิโกพลัส เฉพาะปี 2567 ยอดรับจดทะเบียนแล้ว 301 ต้น วงเงินค้ำประกัน 3,313,619 บาท ประเภทไม้ยืนต้นที่รับจดทะเบียนเป็นหลักประกัน ของ ธ.ก.ส. เช่น ต้นมะขาม มะกอกป่า สะเดา มะม่วง ยาง สัก มะหาด พฤกษ์ เป็นต้น ธนาคารกรุงไทย เป็น ต้นสัก และพิโกไฟแนนซ์ เช่น ต้นยาง ยางพารา ขนุน ยูคาลิปตัส สัก ทุเรียน เป็นต้น ซึ่งครอบคลุม 5 ภาคใน 22 จังหวัด

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กล่าวว่า ในแผนงานตั้งใจจะขยายการส่งเสริมปลูกไม้ยืนต้นไปทั่วประเทศ วันนี้ยังน้อยแม้ครบทุกภาค แต่แค่ 22 จังหวัด ซึ่งปลูกไม้ยืนต้น ตั้งต้นอาจเพื่อสร้างทรัพย์ที่จะสามารถใช้ค้ำประกันเงินกู้ แต่ผลพลอยได้ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอีกมาก ทั้งความร่มรื่น ฟอกอากาศ พืชธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ เช่น เห็ด สามารถเก็บเพื่อขายและสร้างรายได้เสริมอีกทาง

“ที่สำคัญจะสร้างแหล่งซื้อขายคาร์บอนเครดิต ธุรกิจเพื่อสิ่งแวดล้อมในอนาคตที่ทั่วโลกให้ความสำคัญ และสามารถนำมาเป็นรายได้เสริมในชุมชนและครอบครัว ประโยชน์ที่จะได้รับจากการปลูกไม้ยืนต้นนั้นมหาศาล ก็อยากให้เจ้าของที่ดินหันปลูกพืชยืนต้น” นางอรมนกล่าว